
"บิ๊กตู่"เลื่อนเยือนสระแก้ว หลบเป้าโจมตีเดินสายดูด
"บิ๊กตู่" เลื่อนเดินทางเยือนสระแก้ว หลบเป้าโจมตีเดินสายดูดส.ส. "บิ๊กฉัตร" บอกไม่รู้นายกฯ สนิทป๋าเหนาะหรือเปล่า สนช.ตั้งกก.สอบประวัติว่าที่ 7 กกต.
ภารกิจในการเดินทางไปต่างจังหวัดของผู้นำรัฐบาลถูกจับตาและวิพากษ์วิจารณ์จากนักการเมืองเป็นอย่างมาก โดยถูกมองว่ามีวาระซ่อนเร้นในการทาบทามกลุ่มการเมืองต่างๆ ให้เข้าร่วมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัย ซึ่งล่าสุดมีกระแสข่าวว่านายกรัฐมนตรีจะเดินทางไป จ.สระแก้ว เพื่อพบปะหารือกับนายเสนาะ เทียนทอง ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย บุคคลสำคัญทางการเมืองในกลุ่มวังน้ำเย็น
วันที่ 11 พฤษภาคม ภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) การเชื่อมโยงข้าว กข.43 และผลิตภัณฑ์น้ำนมข้าว ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถามสื่อมวลชน เกี่ยวกับความชัดเจนเรื่องการลงพื้นที่ จ.สระแก้ว ในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้
ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงเรื่องดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ ได้ออกเดินโดยไม่หันมามองพร้อมส่ายศีรษะด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ก่อนโบกมือปฏิเสธไม่ตอบคำถาม เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ จะใช้พลังเงียบกับสื่ออย่างนั้นหรือ พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่ได้ตอบคำถามและเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าทันที
บิ๊กตู่อุบไต๋ไปเปิดด่านที่สระแก้ว
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า สำหรับกำหนดการเปิดด่านผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน อ.คลองหาด จ.สระแก้ว อยู่ระหว่างการหารือของเจ้าหน้าที่ทั้งไทยและกัมพูชาแต่ก็ต้องรอความชัดเจน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะหากจะมีการเชิญอย่างเป็นทางการผู้นำทั้งสองประเทศต้องมีความพร้อมและว่างจากภารกิจ แต่เท่าที่ทราบสมเด็จฮุน เซน ติดภารกิจ อย่างไรก็ตาม สำหรับภารกิจของนายกรัฐมนตรีที่มีการวางไว้ประจำเดือนพฤษภาคม ระบุไว้ว่าจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ(ครม.สัญจร) 1 ครั้ง และลงพื้นที่ 1 ครั้ง ซึ่งในเดือนนี้ก็เพิ่งจะผ่านการประชุมครม.สัญจรไป ส่วนการลงพื้นที่ในเดือนนี้มีการกำหนดไว้คร่าวๆ ในวันที่ 23 พฤษภาคม แต่ยังไม่ได้ระบุว่าเป็นจังหวัดใด รวมถึงสถานที่ในการประชุม ครม.สัญจรของเดือนมิถุนายนด้วย
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามสำหรับกระแสข่าวการลงพื้นที่ จ.สระแก้ว เพื่อหวังพบปะกับนักการเมืองในพื้นที่นั้นเป็นเรื่องคาดการณ์กันไปเองยังไม่มีอะไรทั้งสิ้น ตามข้อเท็จจริง พล.อ.ประยุทธ์ต้องการลงพื้นที่ทั้ง 77 จังหวัด เพื่อรับฟังความคิดเห็นและแก้ไขปัญหาของประชาชน จึงได้พยายามที่จะกระจายลงพื้นที่ให้ได้ครบทุกภาค แม้จะไม่ได้ไปทุกจังหวัดก็ตาม เพราะเป็นเรื่องลำบาก
“ส่วนเรื่องการเมืองก็เป็นเรื่องของการเมือง ไม่เกี่ยวกับ พล.อ.ประยุทธ์ วันนี้ไปคิดไปมโนกันเอง เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และนายกฯ ก็ไม่ต้องการที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง” แหล่งข่าวจากทำเนียบระบุ
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวยอมรับว่า แต่เดิมทางกระทรวงมหาดไทยและจ.สระแก้ว ได้หารือเตรียมการเพื่อให้นายกฯ ลงพื้นที่ดังกล่าวจริง แต่เนื่องจากเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และ พล.อ.ประยุทธ์ไม่อยากตกเป็นเป้าในขณะนี้ โดยเฉพาะเรื่องของพลังดูดนักการเมืองจึงได้ขอให้เลื่อนกำหนดการออกไปก่อน
บ่นเซ็งพวกบิดเบือนโจมตีตลอด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการเชื่อมโยงข้าว กข.43 และผลิตภัณฑ์น้ำนมข้าวตอนหนึ่งว่า จริงๆ แล้วตั้งใจจะไม่พูดแต่เกรงว่าจะเป็นการลงนามบันทึกความไม่เข้าใจกัน เพราะทุกครั้งที่ทำอะไรลงไปมักจะถูกตีเป็นประเด็นการเมืองทั้งหมด ก็เลยจำเป็นต้องมาพูดบ้าง เพื่อให้เกิดการรับรู้ในสังคมว่าเราไม่ได้ทอดทิ้งใครโดยเฉพาะเกษตรกรต้องช่วยกันทำเรื่องการตลาด ไม่ใช่ผลิตออกมาแล้วขายไม่ได้มาโทษรัฐบาลอีก เพราะที่ผ่านมาก็โทษรัฐบาลมาหลายเรื่อง
ดังนั้น ต้องช่วยกันสร้างการรับรู้ให้แก่เกษตรกรไปสู่การสร้างไทยนิยมที่เข้มแข็งอย่างเรื่องข้าวเป็นต้น รัฐบาลไหนก็ตามถ้าทำงานอย่างนี้ได้ตนก็ไม่ห่วง ใครจะเป็นก็เป็นไปเถอะ ฝากประชาชนดูเรื่องนี้ด้วย ตนไม่ได้พูดเรื่องการเมือง แต่จำเป็นต้องพูดเพราะโดนกันทุกวัน ถ้าท่านต้องการให้ทุกอย่างดีขึ้นก็ต้องหาทางที่จะได้รัฐบาลทำงานได้อย่างที่ท่านพอใจ และที่ยั่งยืน เน้นย้ำคำว่ายั่งยืน ครบวงจร เน้นว่าต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่การจะทิ้งใครไม่ทิ้งใคร บางทีก็ถูกนำไปหาว่าไม่ดูแลเกษตรกร ไม่ได้ดูแลปาล์มไม่ดูแลยาง แต่ท่านต้องไปดูตลาดโลกด้วย
“ปัญหาคือว่าเกษตรกรบางคนไม่เข้าใจ ซึ่งเข้าใจแต่เพียงว่ารัฐบาลมีหน้าที่ดูแลประชาชนตามหน้าที่ในรัฐธรรมนูญ งบประมาณทั้งหมดเป็นภาษีประชาชนต้องคืนประชาชนทั้งหมด คิดกันอยู่แค่นี้ และมีใครเข้ามาบิดเบี้ยวบิดเบือนด้วย รัฐธรรมนูญต้องเป็นอย่างนี้ แต่กฎหมายลูกไม่สนใจสักฉบับมันก็ไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญคือกรอบในการบริหารประเทศของรัฐบาลให้เป็นธรรมาภิบาลเขาเขียนกว้างๆ ไว้ แต่กฎหมายลูกตามมา แต่ละมาตรามีกฎหมายลูกไม่ต่ำกวา 50 ฉบับ ต้องอธิบายสังคมแบบนี้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดความวุ่นวาย” นายกฯ กล่าว
แจงเหตุไม่เลือกไทยเป็นที่เจรจา
พล.อ.ประยุทธ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เตรียมพบหารือกับนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่ประเทศสิงคโปร์ในวันที่ 12 มิถุนายน ว่า "เมื่อเช้ามีข่าวถึงการพูดคุยกันของคาบสมุทรเกาหลี ที่จะไปที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ก็มีการบอกกันว่า รัฐบาลบ้านเราเป็นแบบนี้เขาถึงไม่มา มันคนละเรื่องกัน คุณไม่ฟังตอนต้นกัน ที่เขาให้เหตุผลว่าทำไมเขาถึงไปนี่นั่น เพราะประเทศนี้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย และประชาชนมีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย แค่นี้ นี่คือเหตุผลจริงๆ ผมจะบอกให้ ฟังเขาพูดให้จบ บางทีก็บอกกันว่าเขาไม่มา เพราะมีตาตู่นี่อยู่แต่เขาก็มามากขึ้นๆ ทุกวัน อาทิตย์หนึ่งมาไม่รู้กี่ประเทศมาค้าขายกับเรา เราก็ค้าขายไป การเมืองก็เรื่องของการเมือง การเมืองเขามีไว้ให้สร้างบ้านสร้างเมือง ไม่ใช่ใช้การเมืองไว้ทำลายกัน สร้างความเกลียดชังไปเรื่อยๆ แล้วจะอยู่กันได้ยังไงวันข้างหน้า เลือกตั้งมาใหม่ก็เกลียดกันอย่างนี้อีกแหละ นั่นคือสิ่งที่ผมเป็นกังวล”
วอนอย่ามองลงพื้นที่โยงการเมือง
ด้าน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการลงพื้นที่เพื่อรับทราบปัญหาประชาชนซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ โดยการลงพื้นที่แต่ละครั้งก็ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปรับปรุงและเร่งรัดการทำงานให้ดีขึ้น ตนเห็นว่าเป็นประโยชน์ที่นายกฯ ไปรับฟังปัญหาด้วยตัวเอง จึงขออย่านำไปผูกเรื่องการเมืองจนเกินไป ทุกพื้นที่ทุกจังหวัดก็มีส.ส.อยู่ในจังหวัด การลงไปเป็นเรื่องปกติไม่ได้มีประเด็นอะไร อย่าไปทำให้เป็นประเด็น
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ จะเปลี่ยนใจเรื่องลงพื้นที่ จ.สระแก้ว ในวันที่ 18 พฤษภาคม หรือไม่ หลังมีการวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าท่านเปลี่ยนหรือยัง แต่เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ทราบว่านายกฯ จะลงพื้นที่สระแก้ว ส่วนว่ามีความสนิทสนมกับนายเสนาะหรือไม่นั้น ไม่ทราบ แต่นายกฯ ทำงานอยู่ในพื้นที่นั้นตั้งแต่เป็นนายทหารเด็กๆ
ต่อข้อถาม นายกฯ บอกหรือไม่ว่าหลังจากนี้จะมีการลงพื้นที่มากขึ้นหรือไม่ พล.อ.ฉัตรชัย ตอบว่า ไม่ แต่ส่วนตัวตนลงพื้นที่ทุกสัปดาห์ เพื่อติดตามงานที่รับผิดชอบอยู่ นายกฯ เป็นคนสั่งด้วยซ้ำไปว่าให้รองนายกฯ และรัฐมนตรีพยายามลงพื้นที่ไปรับทราบปัญหา การทำแบบนี้ถือเป็นการติดตามงานที่ดี และเมื่อนายกฯ มีเวลาก็อยากจะลงไปด้วย จึงไม่อยากให้มองเป็นเรื่องการเมืองกันไปหมด ถ้าเราไปมองเรื่องการเมืองหมดก็คงไม่ทำงานอะไรกัน การลงพื้นที่ที่มีปัญหานายกฯ ก็หมุนเวียนลงไปเป็นเรื่องธรรมดา อย่างที่ จ.ปราจีนบุรี ก็ถือว่ามีปัญหาหลายเรื่อง ทั้งภัยแล้งและการค้าชายแดนด้วย
เด็กเพื่อไทยจี้คสช.เลิกเดินสายดูด
นายอำนวย คลังผา อดีตส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย และสมาชิกกลุ่มวังน้ำเย็น กล่าวว่า สมาชิกกลุ่มวังน้ำเย็นที่อยู่พรรคเพื่อไทยมีประมาณ 20 กว่าคน ทุกวันนี้ยังไปมาหาสู่กันอยู่ ข่าวเรื่องดูดนั้นเป็นเพียงกระแสข่าว ยังไม่มีคำพูดออกจากปากนายเสนาะ อีกทั้งบุตรชายนายเสนาะก็พูดชัดเจนแล้วว่ายังอยู่กับพรรคเพื่อไทย ตนก็เชื่อว่านายเสนาะและสมาชิกกลุ่มวังน้ำเย็นทุกคนยังคงเหนียวแน่นอยู่กับพรรคเพื่อไทย จะไม่ไปไหนแน่นอน เพราะเสียงประชาชนชัดเจนว่าอยากให้อยู่ทำการเมืองกับพรรคเพื่อไทยต่อไป
“หากคสช.จะดูดใครนั้น มองว่ามีเพียงอดีตผู้สมัครส.ส.ที่สอบตก หรือคนที่เขตเลือกตั้งทับซ้อน ไม่มีพื้นที่ลงเท่านั้นที่จะยอมไปอยู่กับคสช. แต่หากเป็นอดีตส.ส.ที่มีพื้นที่ชัดเจน จะไม่มีใครอยากโดนดูดแน่นอน” นายอำนวยกล่าว
ด้านนายพายัพ ปั้นเกตุ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวเรียกร้องให้คสช.เลิกเดินสายดูดส.ส.ได้แล้ว เพราะไม่สง่างาม ที่สำคัญยังทำให้ภริยาป๋าเหนาะ (นางอุไรวรรณ เทียนทอง)ไม่สบายใจไปด้วย มองว่ามีเพียงอดีตผู้สมัครที่สอบตก หรือคนที่เขตเลือกตั้งซ้ำซ้อนไม่มีพื้นที่ลงเท่านั้นที่จะยอมไปกับคสช. บางคนไปแอบอ้างว่า เทียนทอง เตรียมขนคนห้าหมื่นต้อนรับ จนประชาชนสับสนไปหมด ผลที่สุดลูกชายสองคนของนายเสนาะต้องออกมาแสดงจุดยืนว่า ไม่เอานายกฯ คนนอกชัดเจนแล้ว
จี้หยุดหมิ่นเกณฑ์รับ“บิ๊กตู่-ครม."
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ ตัวแทนประชาชนจากหลายตำบล ในพื้นที่ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ กว่า 100 คน ได้รวมตัวกันแสดงพลังตอบโต้และปกป้องศักดิ์ศรีคนบุรีรัมย์ โดยการถือป้ายที่มีข้อความว่า “หยุด..ดูถูกประชาชนชาวบุรีรัมย์” เดินจากบริเวณศาลาริมลำน้ำมูลไปยังหน้าที่ว่าการอำเภอสตึก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความรักความสามัคคีและเจตนารมณ์ของคนบุรีรัมย์ หลังจากมีนักการเมืองบางคนได้ออกมากล่าวหาว่าประชาชนที่ไปร่วมต้อนรับนายกฯ และคณะรัฐมนตรี ที่เดินทางมาประชุม ครม.สัญจรเมื่อวันที่ 7-8 พฤษภาคม ที่ จ.บุรีรัมย์ โดยเฉพาะที่สนามช้างอารีนา เป็นการเกณฑ์คนมาหมู่บ้านละ 30 คนนั้นไม่เป็นความจริง ทุกคนต่างมาด้วยความตั้งใจ ไม่ได้มีใครบังคับ มาต้อนรับในฐานะเจ้าบ้านที่ดี จึงร่วมกันแสดงพลังเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีคนบุรีรัมย์ พร้อมเรียกร้องให้หยุดการกระทำดังกล่าวซึ่งถือเป็นการดูหมิ่นคนบุรีรัมย์และทำให้สังคมเข้าใจผิด
นายวรชาติ คุ้มภิรา ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายอำนวยความเป็นธรรม อ.สตึก กล่าวว่า ในนามของส่วนราชการมีเข้าใจในความรู้สึกของประชาชนคนบุรีรัมย์ ที่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของเจ้าบ้านที่ดีที่จะต้องไปต้อนรับขับสู้และดูแลแขกผู้มาเยือนเป็นอย่างดี ซึ่งก็จะได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาได้รับทราบ
สนช.ตั้งกก.สอบประวัติ7ว่าที่กกต.
ที่รัฐสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในการประชุม สนช. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ตามมาตรา 222 และ 217 ประกอบมาตรา 204 ของรัฐธรรมนูญ และมาตรา 12 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 โดยที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกกต.ทั้ง 7 คน จำนวน 17 คน อาทิ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ พล.อ.นพดล อินทปัญญา พล.อ.ธีรเดช มีเพียร เป็นต้น ใช้เวลาในการทำงาน 60 วัน โดยนัดประชุมกมธ.ตรวจสอบประวัติในวันนี้ (11 พ.ค.)เวลา 13.00 น. เพื่อเลือกประธานและตำแหน่งต่างๆ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าในการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติว่าที่กกต.ครั้งนี้ ไม่มีชื่อของ พล.อ.อู้ด เบื้องบน สมาชิกสนช. ซึ่งเป็นประธานตรวจสอบประวัติฯ ของกกต.ครั้งที่ผ่านมา และสนช.มีมติไม่ผ่านทั้ง 7 คน รวมทั้งมีคลิปฉาวเสียงการพูดคุยไม่ปลื้มในตัวบุคคลที่จะมาเป็นกสทช.ด้วย
ไม่ห่วงชุมนุม22พ.ค.สั่งดูแลเข้ม
พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีการนัดชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งในวันที่ 22 พฤษภาคม ว่า เรื่องนี้ได้กำชับให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ด้านความั่นคง และ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. ให้ดูแลแล้ว หากการชุมนุมอยู่ในกรอบกฎหมายและเป็นไปโดยสงบก็รับได้ ซึ่งไม่อยากให้มีการเคลื่อนขบวนอกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตามไม่หวั่นในประเด็นที่จะมีบุคคลที่สามเข้ามาปั่นป่วน ตนผ่านการดูแลความสงบเรียบร้อยการชุมนุมมาเยอะแล้ว เหตุการณ์ที่ผ่านมา ไม่มีอะไรหนักไปกว่านั้นแล้ว แต่ไม่อยากให้กลับไปที่เดิมอีก ทั้งนี้การข่าวในขณะนี้ก็ยังไม่มีอะไรแทรกซ้อน โดยตำรวจตรวจสอบการข่าวทุกอย่าง ทั้งคนที่อยู่เบื้องหลัง และเส้นทางการเงิน ขออย่ากลับไปที่เดิมเลย
ส่วนมีความกังวลจะเกิดเหตุอะไรที่ล่อแหลมหรือไม่ ผบ.ตร.กล่าวว่า ตัวอย่างมีอยู่แล้วว่าแกนนำต่างๆ ก็ถูกดำเนินคดีอยู่ เห็นอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร อยากให้คนเหล่านี้ให้ข้อคิดคนรุ่นใหม่ด้วย กฎหมายก็คือกฎหมาย เมื่อกฎหมายเริ่มนับหนึ่งก็ต้องเดินต่อ ไม่มีหยุดกลางคัน
"สมยศ”ไม่ได้แจ้งปมเงินกู้300ล้าน
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ได้เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในส่วนของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตผบ.ตร. และนางพจมาน พุ่มพันธุ์ม่วง คู่สมรส กรณีพ้นจากตำแหน่งสนช.เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ที่ผ่านมา โดย พล.ต.อ.สมยศ แจ้งว่ามีทรัพย์สินทั้งหมด 358,683,700 บาท โดยเป็นทรัพย์สินของ พล.ต.อ.สมยศ จำนวน 262,802,209 บาท ของคู่สมรสจำนวน 95,881,491 บาท
ทั้งนี้ เมื่อเทียบระหว่างเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งพบว่า ทรัพย์สินของพล.ต.อ.สมยศและคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินลดลง 487,499 บาท โดยพบว่าทรัพย์สินลดลง 15,996,149 บาท หนี้สินลดลง 15,508,649 และพบว่าหนี้สินของ พล.ต.อ.สมยศ ซึ่งเป็นเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่นลดลงไป 10,633,973 บาท ส่วนคู่สมรสไม่มีหนี้สิน ทั้งที่แจ้งไว้เมื่อเข้ารับตำแหน่งมีหนี้สินเป็นเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่นจำนวน 4,874,676 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับทรัพย์สินอื่นที่ พล.ต.อ.สมยศและคู่สมรส ได้ยื่นเอกสารประกอบไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินนั้น อาทิ นาฬิกาโรเล็กซ์ นาฬิกาปาเต็กฟิลลิป นาฬิกาพาเนอไร ปืนลูกซอง ปืนสั้น ปืนออโตเมติก พระเครื่อง 12 องค์ 25 ล้านบาท เครื่องประดับต่างๆ เช่น สร้อยเพชร สร้อยไข่มุก แหวนเพชร เข็มกลัดเพชร-มุก ต่างหู นาฬิกาแฟรงค์มุลเลอร์ นาฬิกาคาร์เทีย
อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.สมยศไม่ได้มีการแจ้งเรื่องกู้ยืมเงินหรือการคืนเงิน นายกำพล วิระเทพสุภรณ์ ผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ กรณีอาบอบนวด วิคตอเรีย ซีเคร็ท มูลค่า 300 ล้านบาทตามที่เป็นข่าว ไว้ในบัญชีทรัพย์สินในส่วนของหนี้สินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือหนี้สินอื่นแต่อย่างใด
ส่งหนังสือแจงป.ป.ช.รอตรวจสอบ
ด้านนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า การยื่นรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของพล.ต.อ.สมยศต่อป.ป.ช.นั้น จะต้องยื่นในรายการบัญชีทรัพย์สิน 2 ตำแหน่งคือ สนช. และผบ.ตร. โดยตำแหน่ง ผบ.ตร.นั้นตามกฎหมายป.ป.ช.ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะได้ แต่การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินทางป.ป.ช.ต้องตรวจสอบทั้งหมด ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบ
“ประเด็นที่สังคมสนใจคือเรื่องการยืมเงิน 300 ล้านบาทจากนายกำพล เบื้องต้น ป.ป.ช.ได้ให้ พล.ต.อ.สมยศ ชี้แจงข้อมูลมา ซึ่งพล.ต.อ.สมยศได้ส่งคำชี้แจงมาถึงสำนักงานป.ป.ช.แล้วภายในสัปดาห์นี้ โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบ นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังอยู่ในระหว่างตรวจสอบกระแสการเงินที่ได้ส่งหนังสือไปยังสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องแล้ว เพียงรอให้เขาชี้แจงมา อย่างไรก็ตามไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าพล.ต.อ.สมยศได้ชี้แจงต่อป.ป.ช.มีรายละเอียดอย่างไรบ้างเพราะต้องขอให้เจ้าหน้าที่สำนักตรวจสอบทรัพย์สินได้ตรวจสอบเสียก่อน” นายวรวิทย์กล่าว
นายวรวิทย์ กล่าวด้วยว่า พล.ต.อ.สมยศยืมเงินนายกำพลในช่วงที่เป็นผบ.ตร.หรือไม่นั้น ไม่ขอตอบเรื่องนี้ แต่เมื่อในรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินไม่ปรากฏ ดังนั้นสื่อมวลชนต้องไปวิเคราะห์กันเอง แต่ทางป.ป.ช.ก็ต้องตรวจสอบทั้งหมด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอให้สถาบันการเงินชี้แจงกลับมายังป.ป.ช. โดยเมื่อได้พยานหลักฐานแล้วก็จะให้เจ้าหน้าที่สรุปข้อมูลเบื้องต้น แล้วรายงานมาให้ตนทราบ
เมื่อถามว่า หากในรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ไม่มีหลักฐานการยืมเงิน 300 ล้านดังกล่าว แล้วพล.ต.อ.สมยศไม่สามารถชี้แจงที่มาที่ไปของเงินดังกล่าวได้ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ นายวรวิทย์ กล่าวว่า ขออย่าเพิ่งไปคาดเดา รอให้ป.ป.ช.ได้ทำงานก่อน ปกติแล้วเราจะให้เวลาสถาบันการเงินส่งเอกสาร หลักฐาน มาชี้แจงภายใน 30 วัน แต่ตอนนี้ได้ส่งหนังสือไปยังสถาบันการเงินนาน 2 เดือนแล้ว จึงมีบางส่วนที่แจ้งกลับมาแล้ว และบางส่วนยังไม่ได้แจ้งกลับมาแต่อย่างใด รวมถึงบางส่วนที่ป.ป.ช.จะต้องสอบถามเพิ่มเติมไป ซึ่งในการตรวจสอบหากในกรณีจำเป็นก็ต้องประสานความร่วมมือกับปปง.ด้วย
อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการแสวงหาข้อเท็จจริง ยังไม่ถึงขั้นตั้งอนุกรรมการไต่สวนแต่อย่างใด และในการรวบรวมพยานหลักฐานก็ต้องเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลและถ้อยคำ แต่หากนายกำพลไม่สามารถมาให้ข้อมูลได้ก็จะต้องดูที่พยานหลักฐานอื่น
ฉบับ นสพ.คมชัดลึก



