ข่าว

“รธน.40” บันไดทวงอำนาจ

“รธน.40” บันไดทวงอำนาจ

14 ต.ค. 2552

จากที่ “พรรคเพื่อไทย” และ “กลุ่มเสื้อแดง” เคยตีปีกที่สามารถออกแรงกดดันจน “รัฐบาล” ต้องยอมจำนนเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ได้สำเร็จ

 แต่ “จังหวะก้าว” ของ “ประชาธิปัตย์” กลับ “ล้ำลึก” กว่าที่คิด

 พลิกเกมจากฝ่ายรับเป็นฝ่ายรุก เล่นเกม “ชักเย่อ” ยื้อยุดฉุกกระชากกระบวนการจนมีแนวโน้มจะลากยาว “แรมปี”

 เป็นบทสองหน้า ที่ค่ายพลพรรคธรณีบีบมวยผม ถนัดอย่างยิ่ง

 ด้านหนึ่ง ปล่อยให้ “วิป 3 ฝ่าย” ทั้ง “รัฐบาล-ฝ่ายค้าน-วุฒิสภา” เลี้ยงลูกเดินหน้า ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยุบยิบ ยุ่บยั่บ หาข้อตกลงกันไม่ได้ โดยเฉพาะการทำประชามติ ว่าจะทำหรือไม่

 “รัฐบาล” บอกว่ายังไงก็ต้องทำ

 “ฝ่ายค้าน” ไม่อยากให้ทำ แต่ต้องการให้รวบรัดแก้ 6 ประเด็นโดยส.ส.และส.ว.

 “วุฒิสภา” แบ่งเป็น 2 ซีก “กลุ่ม 40” ปักธงคัดค้านทุกรูปแบบ ส่วน “สายเลือกตั้ง” ให้เดินหน้าแก้ตามข้อเรียกร้องของพรรคเพื่อไทย

 ขณะที่ในซีกของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ลากเอา “ประชาชน” มาเป็น “ตัวประกัน” ยืนกรานว่าถึงอย่างไรก็ต้องถามประชาชนว่าจะเอาหรือไม่ และถ้าจะแก้กันจริงๆ ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 9 เดือนกว่าจะสะเด็ดน้ำ

 ไหนจะ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ก็ออกมาฮึ่มๆ ขู่จะชุมนุมใหญ่หาก “ส.ส.-ส.ว.” เอื้อมมือไปแตะรัฐธรรมนูญ แม้แต่ประเด็นเดียว

 เป็นการเคลื่อนไหว ที่สอดรับกับท่าทีของ “ประชาธิปัตย์” อย่างเหมาะเจาะพอดิบพอดี

 ท่าที กึกๆ กักๆ แบบนี้ ทำเอา “นายใหญ่ดูไบ” หัวฟัดหัวเหวี่ยง มองทะลุข้ามช็อตแล้วเห็นว่าทางเดินของ “พรรคเพื่อไทย” รังแต่จะเข้าทางปืนของ “ประชาธิปัตย์”

 ยิ่งเดินยิ่ง “เสียค่าโง่”

 เพราะ “อภิสิทธิ์” จะลอยตัวอยู่เหนือความขัดแย้ง แล้วสยายปีกเป็นนายกฯ ต่อไปอย่างไม่มีเวลาจำกัด

 ดังนั้น ไม่แปลกที่ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ผู้ซึ่งมีความเชื่อว่า “ผู้ชนะคือผู้กำหนดเกม” จะออกโรงมา “เปลี่ยนธง” ปรับยุทธศาสตร์ “พรรคเพื่อไทย” ไม่ให้หลงเกม “ซื้อเวลา” ของ “ประชาธิปัตย์”

 ไม่ใช่แค่นั้นแต่ยังกำหนดเกมใหม่ ชูรัฐธรรมนูญปี 40 มาเป็นตัวเลือกใหม่

 ประสานเสียงกับจุดยืนของ “กลุ่มเสื้อแดง”

 ทั้งที่รู้อยู่แล้ว การยกเอารัฐธรรมนูญ 40 มาใช้แทนรัฐธรรมนูญ 50 นั้นจะทำไม่ได้โดยใช้กลไกทางรัฐสภา ตามมาตรา 291

 ดังนั้น การเปลี่ยน “จังหวะ” การเดิน เช่นนี้ ย่อมเห็นได้ชัดว่า ขณะนี้ “นายใหญ่” กำลัง “แปรขบวน” การต่อสู้จาก “ในสภา” เบนเข็มออกไปล้มรัฐบาลด้วยวิธี “นอกสภา”

 การทวงคืน รัฐธรรมนูญ 40 ให้กลับคืนมานั้น ถ้าจะทำกันจริงๆ คือทางหนึ่งคือ “ปฏิวัติ-รัฐประหาร” ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีเงื่อนไขเพียงพอที่จะทำอย่างนั้น

 ส่วนอีกทางหนึ่งคือปลุกเร้า กดดันให้เกิดการเลือกตั้งใหม่ โดยให้ต่างพรรคต่างชูว่าถ้าเลือกพรรคประชาธิปัตย์ใช้รัฐธรรมนูญ 50 แต่ถ้าเลือกพรรคเพื่อไทยจะเอารัฐธรรมนูญ 40 กลับมาใช้ใหม่

 วันนี้ “ทักษิณ” ไม่แยแสกระบวนการในสภาแล้ว แต่เลือกจะล้มรัฐบาลด้วยพลังของ “คนเสื้อแดง”

 ไม่แปลกที่ส.ส.เพื่อไทย ส่วนหนึ่งออกมา โขกสับ “วิทยา บุรณศิริ” ประธานวิปรัฐบาล ทำนองว่า “ไร้น้ำยา” ไม่รับสัญญาณของนายที่กำลัง “คิดการใหญ่” อยู่ในขณะนี้

 ถ้าเอา รัฐธรรมนูญ 40 กลับมาได้ ผลประโยชน์จะได้มากกว่าแก้ไข 6 ประเด็นหลายต่อหลายเท่า

 เพราะ “รัฐธรรมนูญ 40” นั้นมีนัยทั้งเชิง “สัญลักษณ์” และ “ข้อกฎหมาย” ซ่อนอยู่ข้างหลัง

 ว่ากันในเชิง “สัญลักษณ์” การปลุกกระแส “รัฐธรรมนูญ 40” ขึ้นมาเป็นการตบหน้า “คณะรัฐประหาร” ที่ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทิ้งพร้อมกับการยึดอำนาจในวันที่ 19 กันยายน 2549

 ดังนั้นหากปลุกผี “รัฐธรรมนูญ 40” ขึ้นมาได้สำเร็จ ก็เท่ากับว่าสิ่งที่ “คณะรัฐประหาร” ทำมาตลอด 3 ปีนั้นเป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ยอมรับ

 ขณะที่อีกด้าน ในแง่ “ข้อกฎหมาย” การมาของ “รัฐธรรมนูญ 40” จะเท่ากับ “ลบล้าง” ความผิดของ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ที่ถูกบดขยี้อย่างหนักหลังการยึดอำนาจ

 โดยเฉพาะ มาตรา 309 ที่เขียนรับรอง “คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ” หรือ คตส. จะกลายเป็น “โมฆะ”

 เท่ากับว่า คดีความของ "ทักษิณ" ทั้งคดีที่ดินรัชดาฯ อาจจะถูกย้อนหลังกลับมาเป็นคุณให้แก่ “จำเลย”

 นั่นหมายถึง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมความผิดที่จะออกตามมาอย่างชอบด้วยกฎหมาย
 
 หรือคดี "ยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท" ที่กำลังรอคิวเชือดก็อาจจะต้องยุติไปเพราะกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป

 ดังนั้นหากมองกันให้ลึกซึ้งถึงยุทธศาสตร์ “ทักษิณ” ที่ตีปี๊บเรียกหา “รัฐธรรมนูญ 40” อย่างเร่าร้อน หาใช่เพราะคำว่า "ประชาธิปไตย" อย่างที่โหมประโคมกันอยู่ไม่

 หากแต่ "ทักษิณ" เคยได้ใช้ และได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ 40 มาตั้งแต่ขั้นของการก่อตั้งพรรคไทยรักไทยโน่นแล้ว

 กระทั่งบัดเดี๋ยวนี้ "ทักษิณ" ก็ยังคิดจะใช้ประโยชน์จากการกู่ร้องหา “รัฐธรรมนูญ 40” อยู่นั่นเอง

 เพียงแต่คราวนี้จะใช้มันเพื่อเป็นสะพานทอดให้ตัวเองกลับมามีอำนาจอีกครั้ง

 ในฐานะ “ผู้บริสุทธิ์” !!!

 เสถียร วิริยะพรรณพงศา