ข่าว

สังคมแห่งความเสี่ยงกับภาวะผู้นำตำรวจ

สังคมแห่งความเสี่ยงกับภาวะผู้นำตำรวจ

14 ต.ค. 2552

“จับผู้ร้ายนั้นไม่ถือเป็นความชอบแต่เป็นการทำหน้าที่ให้ครบถ้วนเท่านั้น แต่จะเป็นความชอบ ก็ต่อเมื่อได้คุ้มครองป้องกัน เหตุร้ายในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในท้องที่นั้นให้อยู่เย็นเป็นสุข” ความตอนหนึ่งในพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 สิ่งสำคัญคือ การเน้นย้ำว่าการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าการรอให้เหตุร้ายเกิดขึ้นแล้วทำการปราบปราม จับกุม

 “ผมว่า ตำรวจมันก็กลัวพวกเราเหมือนกันนะ” ชายฉกรรจ์พูดขึ้นเมื่อเห็นสายตรวจ 2 นายขี่รถจักรยานยนต์เปิดไฟวับวาบที่ติดอยู่ด้านข้างของรถจักรยานยนต์ผ่านไป เหตุผลเบื้องหลังที่มาของความคิดว่า ตำรวจคงจะกลัวพวกเขาอยู่บ้างเกิดขึ้นจากการที่หน่วยงานตำรวจเปลี่ยนแปลงสภาพรถสายตรวจจักรยานยนต์โดยการนำไฟวับวาบมาติดที่ด้านข้างรถ

 “มึงคิดดูสิ มันขี่มาสภาพนี้ เราเห็น เราจะอยู่ให้มันจับเหรอ” ชายหนุ่มคนเดิมแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่า ตำรวจก็กลัวอันตรายจากผู้กระทำผิดเหมือนกัน

 การเปิดไฟวับวาบเป็นวิธีการในการป้องปรามการกระทำผิด โดยวิธีคิดเช่นนี้มาจากฐานความเชื่อที่ว่า เมื่อบุคคลจะกระทำความผิด หากเห็นสัญลักษณ์ของตำรวจก็จะหยุดยั้ง ระงับ หรือหลีกเลี่ยงการกระทำผิดนั้น ดังนั้นวิธีการนี้จึงมีประสิทธิผลเพียงยับยั้งชั่วคราว เฉพาะในช่วงระยะเวลาที่รถตำรวจขับขี่ผ่านไปเท่านั้น มิได้มีสิ่งที่ยืนยันว่าเมื่อตำรวจขับผ่านไปแล้วจะไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น

 “นาย...ผมว่าเราไล่จับมันจะง่ายกว่านะ” นายตำรวจมือปราบเล่าให้ดิฉันฟังถึงวิธีคิดของตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาที่คุ้นชินอยู่กับการทำงานปราบปรามมากกว่างานป้องกัน

 “เราต้องการโครงการที่ป้องกันจริงๆ ป้องกันก่อนที่เขาคิดจะไปทำผิด” นายตำรวจใหญ่บอกเล่าเป้าหมายของโครงการ

 "ถ้าย้าย...ก็เอาไปทำที่อื่น” นายตำรวจตอบคำถามของดิฉัน เมื่อดิฉันตั้งคำถามว่าโครงการดีๆ อย่างนี้ จะทำต่อหรือไม่หากผู้นำโยกย้าย

 คำตอบที่ได้รับไม่ได้สร้างความประหลาดใจแก่ดิฉัน เนื่องจากประสบการณ์ที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับความรุนแรงและวัฒนธรรมการทำงานในโลกของตำรวจนั้น ดิฉันพบว่า โครงการดีๆ วิธีการทำงานดีๆ หายไปพร้อมๆ กับคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายคนดีๆ ออกจากพื้นที่

 วัฒนธรรมดังกล่าวยืนยันว่า ความสามารถของผู้นำหน่วยมีผลกระทบอย่างยิ่งต่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เพราะเมื่อเปลี่ยนแปลงให้ผู้นำที่มีศักยภาพและความทุ่มเทใส่ใจต่ำกว่ามาทำหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์แทน ความปลอดภัยในสังคมก็จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด

 สภาพสังคมเสี่ยง (Risk Society) ในรูปแบบต่างๆ ปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจน อาทิเช่น สถานบันเทิง ร้านเหล้าริมทาง โต๊ะสนุก แหล่งพนันประเภทต่างๆ ตลอดจนภาวะประเจิดประเจ้อในการเสพและจำหน่ายยาเสพติด เป็นต้น

 “ม้าพยศ...มันต้องการคนขี่ที่มีฝีมือ” นายตำรวจใหญ่แสดงทรรศนะในการปกครองบังคับบัญชาผ่านความเชื่อที่ว่า ตำรวจที่มีประสิทธิภาพในการทำหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์นั้นต้องรู้เท่าทันโลกและวิธีคิด เหลี่ยมคมของเหล่าบรรดาผู้กระทำผิดด้วย

ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข