
สาว"สันธนะ"เข้าข่ายมาเฟีย!
"บิ๊กป้อม"ปัดสั่งล้างสินค้าผิดก.ม.ตลาดดอยเมือง จี้ตร.สอบ"สันธนะ"เป็นผู้มีอิทธิพลหรือไม่ เจ้าตัวบุกทำเนียบขอพบนายกฯ"บิ๊กโจ๊ก"ตั้งทีมสอบผู้ค้า อย.พบสารอตร.ใน"ลีน"
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ที่ กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตตำรวจสันติบาล และที่ปรึกษาตลาดใหม่ดอนเมือง ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะเข้าตรวจค้นภายในบริเวณตลาดดังกล่าว ต่อมาได้อ้างว่ามีรัฐมนตรีที่เป็นทหารอยู่เบื้องหลังการตรวจค้นตลาดใหม่ดอนเมือง ว่า เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอถามว่าเป็นรัฐมนตรีคนใดที่สั่งการ เป็นตนหรือไม่ ตนจะไปสั่งได้อย่างไร เพราะยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย และยืนยันว่าส่วนตัวไม่ได้รู้จักกับ พ.ต.ท.สันธนะ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการตรวจสอบว่ามีหลักฐานอะไรที่จะเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลหรือไม่
เมื่อถามว่า พ.ต.ท.สันธนะ อ้างว่ารู้จักผู้ใหญ่ในรัฐบาล และมีความลับที่จะแฉ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า นายกฯ ได้ชี้แจงแล้วว่าหากมีข้อมูลก็ขอให้บอกมา ตนก็อยากให้ พ.ต.ท.สันธนะ ระบุออกมาเลยว่าเป็นบุคคลใด อย่ามาพูดลอยๆ ทั้งนี้ยอมรับว่า พ.ต.ท.สันธนะ โทรหา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จริง แต่ไม่ได้เจรจาอะไรกัน เพราะ ผบ.ตร.ไม่ได้รับสาย เพราะลงพื้นที่ครม.สัญจรพร้อมกัน ซึ่งเรื่องดังกล่าวอย่าไปให้เครดิต
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า พฤติกรรมของ พ.ต.ท.สันธนะ จะมีการเรียกมาปรับทัศนคติหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตำรวจดำเนินคดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียกมาปรับทัศนคติ เพราะตำรวจแจ้งความดำเนินคดีอยู่แล้ว จะย้อนกลับไปให้ไปปรับทัศนคติอีกทำไม
พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจค้นจับกุมผู้ที่ลักลอบจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีมาตรฐานว่า ยังไม่ได้รับรายงาน ซึ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่จับกุมนั้น เพราะเครื่องสำอางต่างๆ ไม่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน ของสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และบางผลิตภัณฑ์ก็ติดสลาก อย.ปลอม ซึ่งเป็นการทำผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินการ เป็นหน้าที่อยู่แล้ว
“ผมไม่ได้สั่งการอะไรเลย เป็นเรื่องของการทำผิดกฎหมายที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้าไปดำเนินการจับกุม ผมก็ขอเตือนทั้งผู้ค้าว่าอย่าไปทำอะไรที่ผิดกฎหมาย เพราะถ้าเจ้าหน้าที่รู้ก็ต้องเข้าไปดำเนินการตามกฎหมาย” พล.อ.ประวิตร กล่าว
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังตรวจสอบไม่พบว่า พ.ต.ท.สันธนะ มีพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพล หรือมาเฟีย เพราะพื้นที่ในตลาดที่มีการจัดเก็บเงินนั้นเป็นพื้นที่เอกชน ไม่ใช่พื้นที่สาธารณะ ซึ่งยังไม่พบหลักฐานว่า กลุ่มของ พ.ต.ท.สันธนะ มีการเรียกเก็บผลประโยชน์ในที่สาธารณะ รวมถึงพฤติกรรมดังกล่าวยังไม่เข้าเงื่อนไขคำสั่ง คสช.ที่ 13 ส่วนพฤติกรรมส่วนตัวอื่นๆ จะเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลหรือไม่ อยู่ในระหว่างการตรวจสอบและการพิจารณาของกองทัพ ตนไม่สามารถตอบได้ แต่ในส่วนของหลักกฎหมายนั้น ยังไม่พบเข้าข่าย
พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวด้วยว่า ไม่ได้รู้จักกับ พ.ต.ท.สันธนะเป็นการส่วนตัวแต่อย่างใด
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.ท.สันธนะเดินทางมายื่นหนังสือข้อมูลการทุจริตต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยเมื่อมาถึง พ.ต.ท.สันธนะพยายามจะเข้าไปในทำเนียบ เพื่อยื่นหนังสือโดยตรงกับนายกฯ เพราะเกรงหากยื่นผ่านคนอื่นความลับจะรั่วไหล แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้เข้า พร้อมแจ้งว่า ให้ไปยื่นหนังสือร้องเรียนที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์
พ.ต.ท.สันธนะ กล่าวยืนยันว่า จะไม่ยื่นเอกสารลับซึ่งเป็นข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับผู้ใหญ่ในรัฐบาล หากนายกรัฐมนตรีไม่ส่งเจ้าหน้าที่ทหารที่ไว้ใจได้ หรือเป็นใครก็ได้ที่เป็นทหารในรัฐบาล มารับเอกสารโดยตรง หากไม่มาก็จะเดินทางกลับทันที
“วันนี้ได้นำข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับผู้ใหญ่ในรัฐบาล มายื่นต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังจากเมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า หากมีหลักฐานจริงให้นำมามอบให้ ซึ่งขณะนี้ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดใดๆ จนกว่าจะได้ยื่นหนังสือ เนื่องจากกลัวว่าตัวเองจะไม่ปลอดภัย และยืนยันว่าเอกสารหลักฐานที่มีเป็นของจริง หากไม่มีตัวแทนนายกรัฐมนตรีมารับเอกสาร ก็จะไม่มอบหลักฐานให้ใครทั้งสิ้น” พ.ต.ท.สันธนะกล่าว
ต่อมา พ.ต.ท.สันธนะได้เข้าไปในศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ โดยใช้เวลาเกือบ 40 นาที หลังจากนั้น พ.ต.ท.สันธนะได้ออกมาพร้อมกับกล่าวกับสื่อมวลชนว่า ได้ขอทหารให้ฝ่ายความมั่นคง 2 คน และรถ 1 คัน เดินทางไปกับตน เพื่อไปเอาเอกสารลับที่มีข้อมูลทุจริตของคนในรัฐบาล เพราะวันนี้ไม่ได้นำเอกสารมาด้วย เนื่องจากเกรงว่าเอกสารจะถูกรื้อค้น และหายไป แต่เจ้าหน้าที่ดำเนินการให้ไม่ได้ วันนี้จึงจะกลับไปก่อน และจะไม่ขอพูดเรื่องนี้อีก
ที่บริเวณตลาดใหม่ดอนเมือง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นกว่า 5 วัน พบร้านที่ทำผิดกฎหมาย 186 ร้าน ยึดสินค้ากว่า 3 แสนชิ้น ร้านค้าต่างๆ ก็ได้เปิดขายกันเป็นวันที่สาม แต่บรรยากาศโดยรวมยังเป็นไปอย่างเงียบเหงา ขณะที่กรมธนารักษ์ สำนักงานเขตดอนเมือง และตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบอาคารภายในตลาดใหม่ดอนเมือง ว่าตรงตามแบบการก่อสร้าง หรือพิมพ์เขียว ที่บริษัทตลาดใหม่ดอนเมืองได้ทำสัญญากับกรมธนารักษ์ หรือไม่
โดยเจ้าหน้าที่ต้องตรวจทั้ง 276 คูหา ภายในตลาด หลังจากได้รับมอบคำสั่งในที่ประชุมให้จัดระเบียบตลาดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม โดยที่ประชุมให้เวลา 1 เดือน ในการตรวจสอบโครงการตลาดใหม่ดอนเมืองให้แล้วเสร็จว่า แต่ละร้านมีการต่อเติมที่ผิดเงื่อนไขจากแบบที่ได้รับอนุญาตไว้ตอนแรกหรือไม่ หากพบว่ามีผิดเงื่อนไขในบางส่วนที่สามารถแก้ไขได้ ทางสำนักงานเขตดอนเมืองจะติดต่อผู้ค้าหรือเจ้าของตึกให้เข้ามาขออนุญาตจากกรมธนารักษ์ และสำนักงานเขต ในการต่อเติมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นสลีพอาวล์(Sleep Owl) โฮสเทล หรือที่พักแบบมิกซ์ดอมแชร์รูม ขนาดอาคาร 4 ชั้น 20 เตียง ที่ซอยเชิดวุฒากาศ 9 เบื้องต้นพบมีการกั้นห้องเพิ่มภายในอาคาร โดยกรมธนารักษ์ได้ให้ไปขออนุญาตเพิ่มเติมให้ถูกต้อง
เมื่อเวลา 10.30 น. วันเดียวกัน ที่สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าตลาดใหม่ดอนเมืองกว่า 200 คน เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าบุกค้นตลาดใหม่ดอนเมืองเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม เนื่องจากมีการขายเครื่องสำอางและอาหารเสริมที่ไม่ถูกต้องและตรวจยึดสินค้าทั้งหมดไปแล้ว
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับประเด็นการสอบปากคำในวันนี้ (9 พ.ค.) เป็นเรื่องของการเรียกรับผลประโยชน์และการเก็บค่าคุ้มครอง นอกเหนือจากค่าเช่าที่จะต้องจ่ายให้แก่ตลาด ซึ่งมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลเป็นผู้เรียกเก็บจากผู้ค้า ซึ่งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรอง ผกก.สันติบาล ในฐานะประธานที่ปรึกษาบริษัท พัฒนาตลาดใหม่ดอนเมือง ออกมายืนยันต่อสื่อมวลชนพร้อมนำหลักฐานที่เป็นใบเสร็จรับเงินมาชี้แจงว่าเป็นเพียงการเก็บค่าส่วนกลาง เพื่อนำเงินไปพัฒนาตลาดเท่านั้น ไม่ใช่การเรียกเก็บส่วยแต่อย่างใด ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่มีการเก็บค่าใช้จ่ายนี้ในทุกตลาด
ทั้งนี้ ผู้ค้ารายหนึ่งกล่าวว่า เมื่อทางตลาดเรียกเก็บเงินจำนวนนี้ ตนเองเป็นเพียงผู้ค้ารายเล็กๆ เท่านั้น จะไปต่อสู้อะไรได้ จึงต้องจำยอมจ่ายไป เพราะขนาดตำรวจนำกำลังเข้าไปบุกค้น ยังทำอะไรไม่ได้เลย
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบช.ทท. กล่าวว่า ได้ตั้งทีมสอบสวนที่สโมสรตำรวจ โดยมีพนักงานสอบสวน 100 นาย พ่อค้าแม่ค้า 200 คน คาดว่าจะสอบเสร็จภายในวันนี้ (9 พ.ค.) ซึ่งได้รับความรวมมือจากพยาน เจ้าทุกข์ทั้ง 200 คนเป็นอย่างดี มาพร้อมเพรียงกันวันเดียว เมื่อสอบสวนแล้วจะมีใครเป็นคนกระทำผิด รอสรุปอีกครั้งหลังจากสอบพยานเสร็จสิ้น ยืนยันว่าประเทศไทยพัฒนาแล้ว กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย จะต้องไม่มีผู้มีอิทธิพลเรียกเก็บค่าคุ้มครอง ที่เราทำรวดเร็วเพราะสังคมรอคำตอบ ถ้ามีการเรียกเก็บค่าคุ้มครองดำเนินคดีจับจริงแน่นอน ชาวบ้านรอความมั่นใจ รอความเชื่อมั่น ว่าเป็นที่พึ่งได้ในการปกป้องความปลอดภัย การทำมาหากินก็ไม่ต้องวิตกกังวล เพราะขายของที่ถูกกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวถามว่า การทำงานของตำรวจเริ่มจากความขัดแย้ง กับ พ.ต.ท.สันธนะเรื่องสนามม้า ใช่หรือไม่ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวว่า “ผมไม่ได้ขัดแย้งกับ พ.ต.ท.สันธนะ ผมทำงานรักษากฎหมายเท่านั้น การปราบโต๊ดเถื่อน ก็เพื่อนำเงินเข้ารัฐ ไม่ใช่เข้ากระเป๋าใครคนใดคนหนึ่ง หากคุณสันธนะจะมาพบมาพูดคุย ก็ได้ ตำรวจพูดคุยกับประชาชนทุกคน ส่วนข้อมูลของคุณสันธนะ ถ้ามีแล้วนำมาให้ตำรวจถือว่าดี จะได้นำมาตรวจสอบ หากพบเจ้าหน้าที่คนไหนกระทำผิด ก็จะได้ดำเนินคดีต่อไป”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดผลิตภัณฑ์ลีน (Lyn) ซึ่งมีการประกาศสรรพคุณว่าช่วยลดน้ำหนัก ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่ามีการผสมสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกายนั้น ล่าสุดผลตรวจออกมาพบว่า มีการผสมสารที่เป็นอันตราย
แฟ้มภาพ
นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการ อย. กล่าวถึงผลการตรวจสอบสารอันตรายต่างๆ ในผลิตภัณฑ์ “ลีน” ว่า จากการเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลีน จากโรงงานผลิตที่ จ.ปทุมธานี และผลิตภัณฑ์ที่พบในบ้านของผู้เสียชีวิต ส่งให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบ ขณะนี้ผลตรวจสอบในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่เก็บจากโรงงานผลิตออกมาแล้ว พบว่า มีการใส่สารอันตราย “ไซบูทรามีน” เหมือนกับที่ตรวจพบในผลิตภัณฑ์ที่เก็บตัวอย่างจากแหล่งจำหน่ายที่ชลบุรี นอกจากนี้ ยังพบว่า มีการใส่ยาตัวอื่นๆ ร่วมด้วย ซึ่งทั้งหมดจะขอชี้แจงในการแถลงข่าวเร็วๆ นี้
เบื้องต้นจะเอาผิดฐานเข้าข่ายผลิตยาปลอมด้วย ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึงตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1–5 หมื่นบาท ส่วนผลการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่พบในบ้านผู้เสียชีวิต กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังไม่ได้แจ้งผลมา



