
เท1.4หมื่นล้านบูมอิสานใต้-"บิ๊กตู่"ปัดทุ่มแลกดูด
ปิดครม.สัญจรกลุ่มจังหวัดอีสานใต้ฟันงบกว่า1.4 หมื่นล้าน "บิ๊กตู่"แนะอย่าสนใจเสียงวิจารณ์ทุ่มงบแลกดูด พท.เตือนนายกฯให้ดูบทสรุป"แม้ว-มาร์ค"เคยมี"เนวิน"เคียงข้าง
การประชุมครม.สัญจรนอกพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 (นครชัยบุรินทร์ : นครราชสีมา-ชัยภูมิ-บุรีรัมย์-สุรินทร์) ระหว่างวันที่ 7-8 พฤษภาคม เป็นไปอย่างราบรื่น แม้ตลอดเวลาจะมีกระแสข่าวออกมาว่า การเดินทางไปประชุมครั้งนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนัยเพราะต้องการดูดนักการเมืองในพื้นที่เข้ามาเป็นพวก โดยเฉพาะข่าวการจัดสรรงบประมานจำนวนหลายหมื่นล้านลงในพื้นที่เพื่อแลกกับการปูทางนั่งนายกฯ คนนอกในอนาคต
บิ๊กตู่นำครม.ประชุมที่บุรีรัมย์
เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 8 พฤษภาคม ที่อาคารอเนกคุณาคาร มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 (นครชัยบุรินทร์ : นครราชสีมา-ชัยภูมิ-บุรีรัมย์-สุรินทร์) โดยสวมผ้าภูอัคนี ซึ่งเป็นผ้าพื้นเมืองบุรีรัมย์ ก่อนประชุมได้เยี่ยมชมนิทรรศการการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
ลั่นไม่ใช่ใครดีแล้วจะให้งบหมด
ทั้งนี้ ก่อนการประชุมนายกรัฐมนตรีได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกับ ครม. พร้อมกล่าวว่า การเดินทางลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มาด้วยเรื่องการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น แต่รัฐบาลพยายามเดินหน้าให้ครบกลุ่มจังหวัด โดยบางจังหวัดที่ไปไม่ได้ ได้เชิญผู้ว่าฯ มาร่วมประชุมเสนอแผนงานต่างๆ ซึ่งเป็นการสื่อสาร 2 ทาง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจำเป็นต้องวางแผนแม่บทไว้ก่อน แต่ก็รับฟังความเห็นของประชาชนด้วย และวางแผนให้สอดคล้องกัน ในส่วนของงบประมาณนั้น ไม่สามารถให้ทุกคนได้หมดตามที่ร้องขอ แต่ต้องมีการพิจารณาและปรับลดงบประมาณด้วย ไม่ใช่ขอมาล้านล้าน หรือหมื่นล้านแล้วจะได้หมด เพราะต้องผ่านการพิจารณาจาก ครม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นไปตามหลักการบริหารแผ่นดิน ไม่ใช่ใครดีด้วยแล้วต้องให้หรือให้ทุกอย่าง ทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะต้องให้คนทั้งประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ขอให้ส่วนราชการเดินหน้าตามวิสัยทัศน์ มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเน้นความมั่นคงทั้งทางการเมืองและการทหาร รวมทั้งความมั่นคงภายใน ที่ประชาชนจะต้องมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน นอกจากนี้ จะต้องเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งตลอด 4 ปีที่ผ่านมา มีการให้งบประมาณไปยังตำบล จังหวัดและกลุ่มจังหวัด โดยมีหลายโครงการที่สร้างความเข้มแข็งในพื้นที่ และยังเพิ่มความสามารถการแข่งขัน อำนวยความสะดวกให้ทุกอาชีพ
ย้ำมาบุรีรัมย์ไม่เอี่ยวการเมือง
จากนั้นเวลา 13.40 น. พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้งว่า อยากให้ทุกคนกลับไปดูว่าในปีแรกของรัฐบาลนี้ได้ทำอะไรไปบ้าง ซึ่งอาจจะไปในพื้นที่ที่มีปัญหาก่อนเพื่อแก้ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น รวมทั้งจะเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดในกลุ่มจังหวัดนั้นๆ มาพูดคุยทุกครั้ง และการประชุมครม.นอกสถานที่ ได้นำครม.และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน มาร่วมประชุมร่วมกับสภาการค้าอุตสาหกรรม และหน่วยงานท้องถิ่น การที่รัฐบาลลงพื้นที่ต่างจังหวัดไม่ได้ลงมาเพื่อรับคำขออย่างเดียว แต่ทำการบ้านมาก่อนโดยจะยึดหลักการเหตุผล ความคุ้มค่า และประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ และต้องตัดสินใจให้รอบคอบว่าจะใช้งบประมาณส่วนใดที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
“สิ่งใดที่ยังไม่ตรงก็ต้องมีการหารือและปรับ ซึ่งทุกเรื่องจะต้องเข้าสู่ที่ประชุมและเป็นมติของ ครม. ว่าจะอนุมัติหรือไม่ ไม่ใช่ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อการเมือง หรือเพื่อเตรียมการเลือกตั้ง หรือผมไม่ต้องลงไปได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ แม้จะมีแผนงานแล้วก็ตาม แต่ก็อยากเห็นด้วยตาตัวเอง เพราะกลัวข้อมูลจะไม่เพียงพอและในแต่ละพื้นที่ก็ไม่สามารถใช้มาตรฐานเดียวกันได้ จึงขอยืนยันอีกครั้งว่าไม่ได้มาเพื่อการเมือง การเมืองคือการทำเศรษฐกิจ สร้างสภาวะแวดล้อมให้มั่นคงปลอดภัย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ปัดเทงบ2หมื่นล้านแลกดูด
พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่า การประชุมครม.ครั้งนี้ไม่ใช่มาเพื่ออนุมัติงบประมาณ 10,000-20,000 ล้านบาท อย่างที่มีการกล่าวอ้าง ขอให้ทุกคนได้ใช้สติปัญญา ใคร่ครวญด้วย ไม่ใช่อะไรก็การเมืองทั้งหมด เพียงแต่ช่วงนี้เป็นการเดินหน้า สู่เรื่องของการเลือกตั้ง หลายคนจึงมองว่าเป็นงานการเมือง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลต้องการไปทุกจังหวัดเพื่อรับฟังความต้องการของประชาชนโดยตรง สอดคล้องกับแผนที่รัฐบาลมีอยู่ในมือและที่ผ่านมาใน 4 จังหวัด 4 ปี รัฐบาลใช้เงินเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำประมาณ 3,000 ล้านบาท และปีนี้เสนอมาอีก 1,000 กว่าล้านบาท ก็น่าจะอนุมัติให้ได้ เพราะตรงกับแผนงานของรัฐที่วางไว้และตรงกับความต้องการของประชาชน จะเห็นได้ว่าไม่ใช่ว่าลงมาแล้วเขาขออะไรรัฐบาลก็ให้โดยคิดไม่เป็น ต้องดูว่างบประมาณเราเพียงพอหรือไม่ เพราะเราไม่ต้องการเอาเงินอนาคตมาใช้ เพราะจะมีปัญหาในเรื่องหนี้สาธารณะ
ลั่นไม่เคยแอบไปพบใครส่วนตัว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า การมา จ.บุรีรัมย์ครั้งนี้เกิดเป็นประเด็นทางการเมืองว่ามาพบกับคนนั้นคนนี้ แต่ยืนยันว่าการที่จะไปพบใคร ที่ไหน อย่างไร หรือจะพูดจากับประชาชนในสถานที่แห่งไหน ทางจังหวัดและเจ้าหน้าที่เป็นผู้เตรียมการทั้งหมด ไม่ได้สั่งการว่าจะเป็นที่นี่ที่นั่น เจ้าหน้าที่เขาจะต้องดูว่าความพร้อมมีที่ไหน ก็จะเชิญไปที่นั่น ทั้งนี้ พร้อมจะพบกับคนทุกที่ และไม่ได้พบกับใครเป็นการส่วนตัว ทุกคนสามารถถ่ายรูปได้ไม่ได้ไปแอบพบแอบคุยกับใคร และไม่มีการคุยเรื่องการเมืองใดๆทั้งสิ้น ถือว่าเราต้องหาความร่วมมือในการปฏิรูปประเทศ ในการทำงานเพื่อประชาชนในอนาคตให้ได้โดยเร็ว ทำความเข้าใจในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ความมั่นคง การสนับสนุนมาตรการในการแข่งขัน รวมทั้งการพัฒนาในด้านต่างๆ เรื่องเหล่านี้ต้องมีหลักการในการทำงาน แม้มาแล้วจะไม่มีใครรับ ก็มา เพราะมาสร้างพัฒนาให้เขา แต่เมื่อเขามาต้อนรับ ก็ไม่ต้องการแลกเปลี่ยนอะไรทั้งสิ้น เป็นเรื่องของรัฐบาลไม่ใช่ความดีความชอบของคนเพียงคนเดียว
ยังไม่เคาะสร้างสนามบินสุรินทร์
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงข้อเสนอที่ให้รัฐบาลก่อสร้างสนามบินสุรินทร์ว่า การลงทุนก่อสร้างสนามบินต้องพิจารณาว่าในภูมิภาคมีสนามบินแล้วกี่แห่ง เพราะเรื่องดังกล่าวจะทำให้มีภาระตามมาอีกมากในการบริหารจัดการสนามบิน การที่รัฐบาลจะลงทุนสร้างสนามบินต้องดูว่ามีความคุ้มค่า เนื่องจากการลงทุนทำในพื้นที่ที่ยังไม่สามารถประเมินผลสัมฤทธิ์หรือมูลค่าได้มากนักในระยะเริ่มต้นนั้น ไม่มีเครื่องบินใดจะมาลงจอด เพราะจะทำให้เขามีต้นทุนสูงขึ้นในการใช้สนามบิน จำนวนบุคลากรไม่เพียงพอ เทคโนโลยี สื่ออุปกรณ์ ค่าบำรุงรักษา
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า เราต้องดูว่าปริมาณผู้มาใช้บริการสนามบินในแต่ละปีมีจำนวนเท่าไหร่ รวมถึงต้องดูว่าในชั่วโมงเร่งด่วนและช่วงที่มีการจัดการแข่งขันกีฬานั้น มีผู้มาใช้บริการสนามบินเท่าไหร่ เราต้องคำนวณทุกเรื่องเพื่อดูความคุ้มค่า มีสนามบินแห่งใดที่อยู่ใกล้บ้าง และจะมีรถรับ-ส่งคนไปยังสนามบินที่อยู่ห่างไม่เกิน 100 กิโลเมตรหรือไม่ นี่คือหลักการใช้จ่ายงบประมาณ อีกทั้งการก่อสร้างสนามบินแต่ละแห่งจะต้องเชื่อมโยงกับสายการบินจากต่างประเทศ โดยต้องดูว่ามีเครื่องบินที่บินตรงจากต่างประเทศ หรือมีแต่เครื่องบินที่บินในประเทศ
สงสัยใครหนุนม็อบอยากเลือกตั้ง
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงกรณีกลุ่มคนอยากเลือกตั้งจะมาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ เพื่อให้คสช.ยุติบทบาท และรัฐบาลต้องเร่งจัดการเลือกตั้งภายในเดือนพฤศจิกายน 2561 ว่า พูดหลายครั้งแล้วว่าคนกลุ่มนี้เป็นเยาวชน เป็นนักศึกษา ทั้งนี้ ขอให้ทุกคนไปย้อนดูว่าพฤติกรรมที่ผ่านมาเป็นอย่างไร วัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของเขาเป็นอย่างไร พวกเขาเป็นนักศึกษา เป็นคนมีความรู้ ก็น่าจะฟังรู้เรื่องว่ารัฐบาลวางโรดแม็พแล้วว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ เวลาใด ซึ่งต่างประเทศให้การยอมรับแล้ว ทำไมคนเหล่านี้จึงไม่รับอะไรเลย
“ขอให้ทุกคนไปดูหรือหาข้อมูลมาให้ว่าเขาต้องการอะไร มีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ผมรู้สึกเป็นห่วงคนพวกนี้ เพราะถ้าเขาถูกดำเนินการตามกฎหมาย ก็จะเรียนหนังสือไม่จบ หรือไม่มีคนรับเข้าทำงาน คิดว่าคนที่มีพฤติกรรมแบบนี้คงไม่มีใครกล้ารับเข้าทำงาน นั่นคือสิ่งที่เป็นอนาคตของเขา จึงอยากให้เขาเลิกการกระทำดังกล่าว เพราะไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อแม่ ผู้ปกครอง” นายกฯ กล่าว
แนะ ครม.อย่าสนใจเสียงวิจารณ์
ขณะที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ปรารภในตอนต้นของการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 (นครชัยบุรินทร์ : นครราชสีมา-ชัยภูมิ-บุรีรัมย์-สุรินทร์) ที่มีทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและภาคประชาชนเข้าร่วมประชุมว่า ความตั้งใจในการลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ก็เพื่อรับทราบปัญหาจากต้นทางว่านโยบายที่ส่งลงมาได้รับการปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน และประสบปัญหาอะไรบ้างหรือไม่
อย่างไรก็ดี การนำเสนอข่าวการลงพื้นที่ถูกสื่อออกไปใน 2 ลักษณะ ลักษณะแรกคือเข้าใจว่ารัฐบาลมีความตั้งใจเข้ามาแก้ไขปัญหาในพื้นที่ อีกลักษณะคือพยายามนำเสนอเรื่องนัยทางการเมือง เช่น การดูด ส.ส. หรือทุ่มงบประมาณหลายหมื่นล้านเพื่อแลกกับผลทางการเมือง ซึ่งนายกฯ ได้ให้สติกับที่ประชุมว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะควบคุมความคิดของคน พูดไปก็มีทั้งคนเชื่อและไม่เชื่อ จึงไม่จำเป็นต้องพิรี้พิไรเพื่อชี้แจงเรื่องนี้ เพราะสิ่งที่จะพิสูจน์การทำงานของรัฐบาลได้คือ เมื่อประชาชนได้เปรียบเทียบระหว่างเรื่องที่มีคนขอจากรัฐบาลกับเรื่องที่รัฐบาลให้ไป ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถให้ได้ทุกเรื่อง เนื่องจากต้องพิจารณาถึงความสอดคล้องของแผนงานและความพร้อมของพื้นที่
“กลุ่มอีสานล่าง”ฟัน1.4หมื่นล้าน
เวลา 14.00 น. นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี(นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) แถลงผลการประชุมครม.สัญจรว่า ในการประชุมกรอ. กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 (นครชัยบุรินทร์: นครราชสีมา-ชัยภูมิ-บุรีรัมย์-สุรินทร์) ผู้แทนภาคเอกชนในพื้นที่กลุ่มจังหวัดได้ขอเสนอกรอบการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ด้านโครงสร้างพื้นฐานว่า ขอให้มีการขยายโครงข่ายคมนาคมทั้งทางถนน ทางอากาศ
นายณัฐพรกล่าวว่า ด้านโครงข่ายทางถนนมีการเสนอมา 14 โครงการ เช่น การก่อสร้างถนนเพิ่มเติม การขยายช่องทางจราจร ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีข้อสั่งการให้รับไปพิจารณาโดยคำนึงถึงความเหมาะสมตามความเร่งด่วน รวมถึงพิจารณาถึงความเชื่อมโยงกับโครงข่ายในภาพรวม ตามแผนงานของกระทรวงคมนาคมในขณะนี้ กลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ในช่วงระหว่างปี 2557-2561 ได้ใช้เงินงบประมาณสำหรับปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางถนนไปแล้ว 52,876 ล้านบาท และสำหรับงบประมาณปี 2562 ในเบื้องต้นจะใช้งบประมาณจำนวน 14,588 ล้านบาท
ลุยขยายสนามบินบุรีรัมย์
นายณัฐพร กล่าวว่า ส่วนโครงข่ายคมนาคมทางอากาศ ภาคเอกชนมีข้อเสนอให้เร่งรัดการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ ต่อโครงการขยายทางวิ่งสนามบินบุรีรัมย์ให้แล้วเสร็จ และขยายต่อเติมความยาวทางวิ่งจาก 2,100 เมตร เป็น 3,000 เมตร นอกจากนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขยายท่าอากาศยานบุรีรัมย์เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันท่าอากาศยานบุรีรัมย์มีความยาวทางวิ่งที่สามารถรองรับเครื่องบินโบอิ้ง 737 ได้พร้อมกัน 2 ลำในเวลาเดียวกัน ซึ่งกระทรวงคมนาคมมีแผนที่จะก่อสร้างขยายลานจอดเครื่องบิน จากที่รองรับได้ 2 ลำ ให้เพิ่มเป็น 6 ลำ โดยจะแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายนปีนี้ ในขณะเดียวกันก็มีการต่อเติมอาคารผู้โดยสารขาออกให้รองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 450 คนในเวลาเดียวกัน ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการเสร็จแล้ว
พท.ให้ดูบทสรุป“แม้ว-มาร์ค”
ขณะที่นายอำนวย คลังผา อดีตส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ีนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ระหว่างการประชุมครม.สัญจร ว่า นายเนวินเป็นนักการเมืองที่เก่ง รู้จักหลบหลีก พอมองว่าใครจะได้เป็นรัฐบาลก็จะเข้าหาคนกลุ่มนั้น เห็นได้จากการเข้าร่วมพรรคไทยรักไทยของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พอถึงสมัยพรรคพลังประชาชนก็ไปสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ได้เป็นนายกฯ จนก่อตั้งพรรคภูมิใจไทย วันนี้เห็น พล.อ.ประยุทธ์มีอำนาจก็เข้าไปสนับสนุนเป็นแรงผลักดันให้ได้เป็นนายกฯ อีกสมัย แต่ที่สุดแล้วใครจะได้เป็นนายกฯ นั้นไม่ได้ขึ้นกับนายเนวิน แต่อยู่ที่ว่าประชาชนจะเลือกอะไรระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ ขอเตือนให้ พล.อ.ประยุทธ์ดูคนที่นายเนวินเคยให้การสนับสนุน ทั้งนายทักษิณและนายอภิสิทธิ์ว่าสุดท้ายพอลงจากอำนาจแล้วเป็นอย่างไร
ด้านนายก่อแก้ว พิกุลทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า การที่ครม.อนุมัติงบประมาณพัฒนากลุ่มจังหวัดอีสานใต้ก็เป็นการซื้อใจกันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์กับนายเนวินและพรรคภูมิใจไทย เป็นการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน เป็นการสานไมตรี ทอดสะพานให้กันท่ามกลางกระแสดูดตัวส.ส.หรือไม่
เย้ย ปชป.พูดกวาดส.ส.อีสาน
วันเดียวกัน นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานภาคอีสานพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ประกาศตั้งธงจะกวาด 20 ที่นั่งในพื้นที่ภาคอีสาน ว่า ก็ดีใจด้วยถ้าคุณคิดว่าสามารถทำได้ แต่เข้าใจจิตใจของพี่น้องชาวอีสานดี คิดว่าคุณจะทำได้แค่ราคาคุย แต่อย่างไรก็ตามขอให้พยายามทำก็แล้วกัน
เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีเยือนพื้นที่ภาคอีสานโดยเฉพาะ จ.บุรีรัมย์ มีประชาชนไปต้อนรับจำนวนมาก ตรงนี้จะกระทบต่อพื้นที่หรือไม่ นายประยุทธ์ กล่าวว่า เห็นว่าเป็นการจัดฉากที่ทำกันได้ง่ายๆ ซึ่งก็เห็นๆ กันอยู่ ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าคนไปเป็นจำนวนมาก แต่ก็ต้องถามว่าประชาชนที่ไปเขาเอาหัวใจไปด้วยหรือไม่ นายกฯ ได้ใจคนที่ไปหรือไม่
ด้าน นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า บอกเลยว่าพรรคประชาธิปัตย์ดีแต่พูด แต่ทำไม่ได้หรอก กลัวแต่ว่าจะหายไปจากพื้นที่ภาคอีสานในที่สุดเสียมากกว่า เพราะขณะนี้จำนวนส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ภาคอีสานก็เหลือเพียงอุบลราชธานี 1 เขต กับอำนาจเจริญซึ่งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ส่วนพื้นที่อื่นไม่มีเลย คิดว่าเขาจะพูดอะไรก็พูดได้ แต่ทำไม่ได้หรอก ไหนจะเจอพลังดูดอีก เป็นห่วงว่าประชาธิปัตย์จะถูกดูดไปอีกเสียมากกว่า นอกจากนี้ คนอีสานส่วนใหญ่ดูที่นโยบายที่เสนอให้ประชาชนเป็นหลัก และนโยบายเหล่านั้นจะต้องทำให้เขาได้จริงด้วย ที่สำคัญคือเขาไม่ชอบคนที่เล่นนอกกติกา
วิษณุชี้พท.บินพบแม้วไม่ผิด
เวลา 13.30 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่แกนนำพรรคเพื่อไทยเดินทางไปพบนายทักษิณ ชินวัตร ที่ประเทศสิงคโปร์ ว่าเป็นไปอย่างที่ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แสดงความเห็นว่าอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยสามารถเดินทางไปได้ ยังไม่ผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง เพียงแต่เป็นการเตือนให้ต้องระวังว่าจะเกิดปัญหาขึ้น ไม่ได้เตือนไม่ให้ไป เพียงแต่ต้องระวังว่าจะมีปัญหาในอนาคต
“ยืนยันว่าการที่แกนนำพรรคเพี่อไทยเดินทางไปพบนายทักษิณนั้นไม่ผิด เพียงแต่ กกต.ต้องการเตือนให้ระวังความผิดพลาด เช่น การพูดคุย บันทึกเทป โพสต์ข้อความ ซึ่งอาจจะมีคนหวังโยงเรื่องดังกล่าวให้เกิดเรื่องขึ้นได้ เพราะหลายเรื่องไม่มีความผิดในวันที่ทำ แต่กลับมีความผิดในวันข้างหน้า อย่างไรก็ตาม นายกฯ ไม่ได้สั่งการใดๆ ในเรื่องดังกล่าว” รองนายกฯ กล่าว
‘ประวิตร’ บอกมีมาตรการคุมม็อบ
วันเดียวกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ถึงการติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่จะเคลื่อนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาที่ทำเนียบ ในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ โดยกล่าวเพียงว่า “ก็มีมาตรการดูแลอย่างที่เคยมี” ส่วนฝ่ายความมั่นคงได้ประเมินสถานการณ์ในวันดังกล่าวอย่างไรบ้างนั้น พล.อ.ประวิตรไม่ตอบคำถาม ก่อนเดินขึ้นรถในทันที
‘สมช.’ จับตาคนอยากเลือกตั้งชุมนุม
ด้าน พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงได้ประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง แต่เชื่อว่าการชุมนุมจะไม่มีเหตุการณ์บานปลาย เพราะทุกคนต่างต้องการให้เกิดความสงบเรียบร้อยและไม่อยากให้เกิดการขยายตัวต่อไป อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากลุ่มผู้ชุมนุมคงทราบดีว่าขอบเขตของกฎหมายเป็นอย่างไร ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลจะพยายามทำให้เกิดความสงบเรียบร้อยมากที่สุด นอกจากนี้ ยังต้องประสานกับผู้ชุมนุมด้วย เพราะรัฐบาลต้องการให้เกิดความสงบ เพื่อป้องกันความรุนแรงและการขยายตัวของการชุมนุม จึงต้องขอความร่วมมือทุกฝ่าย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อเรียกร้องครั้งนี้จะเป็นเงื่อนไขที่เด็ดขาดของผู้ชุมนุม พล.อ.วัลลภ กล่าวว่า ข้อเรียกร้องเรื่องการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการอยู่แล้ว และเป็นไปไม่ได้ที่ คสช.จะไม่สนับสนุนรัฐบาล เพราะ คสช.คือเครื่องมือหนึ่งของรัฐบาล เช่นเดียวกับทุกฝ่ายที่ต้องสนับสนุนรัฐบาลในการทำงาน
ผบ.ตร.ไม่หวั่น ‘ม็อบ’ บุกทำเนียบ
ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งเตรียมเดินทางมาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลในวันอังคารที่ 22 พฤษภาคมนี้ เพื่อเรียกร้องใน 3 ข้อ คือ ให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งภายในเดือนพฤศจิกายนปีนี้, ให้รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลาออกจากตำแหน่ง และให้ทหารหยุดสนับสนุน คสช. กลับเข้ากรมกอง ว่า ไม่เป็นกังวลต่อสถานการณ์การชุมนุมดังกล่าว
ตร.เผยวุ่นวายเจอกฎหมาย100%
ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์การชุมนุมกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (คนอยากเลือกตั้ง) วันที่ 22 พฤษภาคม โดยจะมีการเดินขบวนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ท่าพระจันทร์ ไปยังทำเนียบรัฐบาล ถนนพิษณุโลก ว่า ตำรวจจะยึดแนวทางปฏิบัติภายใต้กฎหมาย คือ พ.ร.บ.การชุมนุม และคำสั่งคสช.ควบคู่กับไป โดยเตรียมแผนหลักและแผนรองเพื่อรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ยอมรับว่าไม่มีอำนาจในการสั่งห้ามหรือยับยั้งการชุมนุมได้ แต่ส่วนตัวมองว่ากลุ่มผู้ชุมนุมไม่มีความจำเป็นที่จะเคลื่อนขบวนออกมาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะจะทำให้เกิดผลกระทบต่อการจราจร
รองผบ.ตร. กล่าวอีกว่า สำหรับการควบคุมดูแลจะทำตามสถานการณ์ตรงหน้าที่เกิดขึ้น แต่หากพบว่ามีการละเมิดข้อห้ามชุมนุม จะออกมาควบคุมด้วยตนเอง พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด 100 เปอร์เซ็นต์ หากไม่ถึงในรัศมีก็ว่าไปตามเนื้อผ้า ทั้งนี้ ทางกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ได้ทำหนังสือถึง สน.ชนะสงคราม บก.น.1 และ บช.น. เพื่อประสานขอชุมนุมแต่อย่างใด
ตั้ง“จรุงวิทย์”นั่งเลขาธิการ กกต.
เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สำนักงาน กกต. นายกฤช เอื้อวงศ์ รองเลขาธิการ กกต. แถลงว่า ที่ประชุม กกต.ได้มีการพิจารณารายงานผลการดำเนินการสรรหาเลขาธิการ กกต.ของคณะอนุกรรมการดำเนินการสรรหาและตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ หลังจากที่ให้ผู้สมัครทั้ง 5 รายได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะอนุกรรมการไปเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยที่ประชุม กกต.ได้ลงคะแนนลับเพื่อคัดเลือกผู้เหมาะสมเป็นเลขาฯ และผลคะแนนเป็นเอกฉันท์ เลือก พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รองเลขาธิการ กกต. ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต. โดยหลังจากนี้ทางสำนักงาน กกต.ก็จะไปดำเนินการตามระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้องต่อไป และแจ้งให้ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ลาออกจากตำแหน่งรองเลขาธิการ กกต. ภายใน 15 วัน เพื่อดำเนินการทำสัญญาจ้างต่อไป ตามมาตรา 55 พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. กำหนดให้เลขาธิการ กกต.มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง ซึ่งทางสำนักงานก็จะดำเนินการโดยเร็ว
ลงมติเลือกว่าที่กกต.12-13ก.ค.นี้
นายยุทธนา ทัพเจริญ รองโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) แถลงว่า ในวันที่ 11 พฤาภาคม ที่ประชุมสนช.จะมีวาระพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเป็น กกต. จำนวน 7 คน โดยคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวจะมีทั้งหมด 17 คน ทำหน้าที่พิจารณาตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้ที่ถูกเสนอชื่อทั้งหมด ซึ่งมีเวลาทำงาน 60 วันก่อนส่งให้ สนช.ลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เบื้องต้นคาดว่าจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสนช.ได้ในวันที่ 12 หรือ 13 กรกฎาคมนี้
วางกรอบ 2-3 สัปดาห์รื้อก.ม.ตำรวจ
ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ..... กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจ ว่า ที่ผ่านมาเป็นการหารือกันในหลักการใกล้จบแล้ว จากนี้คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อพิจารณาแก้กฎหมายหลายฉบับ และร่างกฎหมายพิเศษขึ้นมา ในเบื้องต้นก็จะทำให้การสืบสวนสอบสวนเกิดความสะดวกรวดเร็ว ประชาชนใช้บริการได้ไม่ยุ่งยาก เช่น เดิมเหตุเกิดที่ไหนก็ต้องแจ้งความที่นั่น ก็แก้ให้แจ้งความที่ไหนก็ได้ ผู้รับแจ้งหากยุ่งยากก็ให้ส่งเรื่องไปโรงพักที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งจะมีการลดภาระไม่จำเป็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เช่น ซิมหาย บัตรประชาชนหาย เอกสารสำคัญหาย ต้องแจ้งความ ก็ไม่ต้องแจ้งความแล้ว ให้ไปแจ้งกับหน่วยงานหรือส่วนที่เกี่ยวข้องเลย
“แนวคิดการปฏิรูปตำรวจส่วนหนึ่งมาจากคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจชุดท่านบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ แต่บางอันยังคิดไปไม่ตลอด ยังไม่มีกฎหมายมาสนับสนุน เราก็เข้ามาช่วยคิดไปให้ตลอด ต้องมีการแก้ไขกฎหมาย แต่นับจากนี้ไปแล้วจะเป็นอย่างไรผมไม่ทราบ ในระยะเริ่มต้นที่เร่งด่วนนี้พวกเราคิดให้หมดแล้ว แต่ในระยะยาวที่เป็นเรื่องตำรวจขึ้นกับจังหวัด ที่จะมีปัญหาปลีกย่อยอื่นอีกมากนั้น ไม่ทราบ” นายมีชัยกล่าว
217ขรก.โกงคนจนให้ต้นสังกัดฟัน
ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) พ.ท.กรทิพย์ ดาโรจน์ เลขาธิการ ป.ป.ท. กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินอุดหนุน ประเภทสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและคนไร้ที่พึ่งของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.สิงห์บุรี ในการจัดซื้อผ้าห่มกันหนาว จำนวน 500 ผืน เพื่อแจกผู้สูงอายุ ในวงเงินงบประมาณ 2 แสนบาทว่า การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าราคาจัดซื้อผืนละ 400 บาทสูงเกินกว่าราคาตลาด และได้รับข้อมูลจากชาวบ้านว่าได้รับแจกผ้าห่มจริงสองครั้งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และธันวาคม 2560 แต่ยังมีข้อสงสัยในทุกประเด็นของการใช้จ่ายงบประมาณในปี 2560 ว่า มีการจัดซื้อผ้าห่มและแจกจ่ายครบหรือไม่ และการแจกผ้าห่มในเดือนธันวาคม 2560 ซึ่งอยู่ในปีงบประมาณ 2561 เป็นการนำผ้าห่มค้างจากปี 2560 มาแจก หรือตั้งงบเพื่อจัดซื้อใหม่ จึงให้เจ้าหน้าที่ป.ป.ท.ลงไปตรวจสอบเชิงลึกเกี่ยวกับสัญญาจัดซื้อ และราคาซื้อขาย รวมทั้งพิจารณาถึงสภาพความจำเป็นว่า จ.สิงห์บุรี มีความจำเป็นต้องซื้อผ้าห่มแจกจ่ายหรือไม่ แต่ยังไม่ลงลึกไปถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ต้องรอตรวจสอบเรื่องสัญญาซื้อขายให้เสร็จสิ้นก่อน สำหรับจำนวนข้าราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)ที่อยู่ในข่ายถูกเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาทุจริตงบประมาณสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง ขณะนี้มีจำนวน 217 ราย คาดว่าบอร์ดป.ป.ท.จะส่งรายชื่อให้ต้นสังกัดดำเนินการทางวินัยและย้ายพ้นจากหน้าที่ระหว่างถูกดำเนินคดี
ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ประจำปี 2560 ประเภทเงินอุดหนุนเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง เฟส 3 ซึ่งครอบคลุมศูนย์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งและนิคมสร้างตนเอง 28 แห่ง ได้กระจายชุดปฏิบัติการลงพื้นที่ไปแล้วในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ 5 ซึ่งอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนได้ส่งชุดปฏิบัติการไปตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว หากพื้นที่ใดพบความผิดปกติก็จะดำเนินการทันที สำหรับในกรุงเทพฯ ดำเนินการตรวจสอบศูนย์สงเคราะห์ขอทาน ซึ่งยอมรับว่ามีความยากในการตรวจสอบ เนื่องจากต้องดูระเบียบ ดูภาพรวม วิธีการสงเคราะห์เป็นอย่างไร การกำหนดกลุ่มขอทานว่ามีรายละเอียดอย่างไร รวมถึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าปัจจุบันขอทานส่วนใหญ่เป็นต่างด้าว ไม่ใช่คนไทย
(ข่าวหน้า1 นสพ.คมชัดลึก)



