
ชัยเสนอผลสอบเสื้อแดงแนะรัฐตั้งงบกลางเยียวยา
ชัย เสนอผลรายงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ทำเนียบ - พัทยา - มหาดไทย - ดินแดน - ถนนเพชรบุรี และนางเลิ้ง ให้ครม.รับทราบ พร้อมเสนอแนะให้รัฐตั้งงบกลางเยียวยาผู้เสียหาย ติงสื่อไม่ควรลงข่าวที่สร้างความแตกแยก ไม
เมื่อเวลา 14. 0 0 น. วันที่ 13 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมครม.ว่า ที่ประชุมครม.รับทราบตามที่นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ได้เสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองมายังครม.เพื่อดำเนินการ ประธานรัฐสภาได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง ให้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาศึกษา สอบสวน รวบรวม ตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองระหว่างวันที่ 8-15 เม.ย.2552 ซึ่ง คณะกรรมการ ฯ ได้ดำเนินการ ตามอำนาจหน้าที่ เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้จัดส่งรายงานสรุปผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมการฯต่อประธานรัฐสภา และได้พิจารณาเห็นว่า รายงานสรุปดังกล่าวจะเป็นประโยชน์แก่การดำเนินการของรัฐบาล จึงได้เสนอรายงานการศึกษาของคณะกรรมการฯมาให้ครม.รับทราบ
นายศุภชัย กล่าวว่า การพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในแต่ละแห่งดำเนินการไปโดยชอบและอยู่ในขอบเขตที่สมควรหรือไม่ คณะกรรมการฯพิจารณาเห็นว่า แม้รัฐธรรมนูญจะได้บัญญัติรับรองเสรีภาพในการชุมนุมไว้ แต่ก็ได้บัญญัติให้อำนาจในการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมไว้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น หลักในการใช้เสรีภาพในการชุมนุมในประการสำคัญต้องจำกัดแดนแห่งขอบเขตเสรีภาพของตนและไม่ล่วงล้ำแดนแห่งเสรีภาพของบุคคลอื่น เพราะมิฉะนั้นแล้ว การใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าวจะกลายเป็นการสร้างความเดือดร้อนเสียหาย และอาจก่อให้เกิดภาระแก่บุคคลอื่น ๆ จนนำไปสู่ความวุ่นวายไม่สงบในบ้านเมืองได้
นายศุภชัย กล่าวต่อว่า คณะกรรมการฯได้พิจารณาการชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล โดยระบุว่า การชุมนุมบริเวณทำเนียบอาจกล่าวได้ว่า ไม่ได้ละเมิดสิทธิผู้อื่นหรือละเมิดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่ปรากฎความรุนแรง หรือเหตุการณ์อันเป็นการละเมิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม จากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์ในการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ถือเป็นการชุมนุมตามวิถีทางปกติของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ส่วนการกล่าวปราศรัยเพื่อปลุกระดมให้เห็นถึงความสำคัญของการมาชุมนุมและเพื่อให้ได้ ซึ่งสิ่งที่กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องมีการเคลื่อนไหวไปสมทบกับกลุ่มผู้ชุมนุมตามจุดต่าง ๆ ตามมาตรการของแกนนำ เห็นได้ว่า พฤติการณ์การชุมนุมที่บริเวณทำเนียบรัฐบาลเป็นเสมือนจุดบัญชาการการชุมนุมและเป็นจุดหลักในการปราศรัยทางการเมืองของกลุ่มแกนนำเท่านั้นไม่ได้มีเหตุการณ์ความรุนแรง ที่ถือเป็นการละเมิดกฎหมาย การชุมนุมส่วนใหญ่จึงเป็นการชุมนุมโดยสงบ ต่อมาเมื่อได้มีการประกาศบังคับใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พศ. 2548 เป็นผลให้การควบคุมการชุมนุมมีความเข้มงวดขึ้น และระหว่างนั้นไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น จนถึงวันที่ 14 เม.ย. 2552 แกนนำได้ประกาศสลายการชุมนุม การชุมนุมจึงยุติโดยไม่มีการเข้าสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่รัฐ
ส่วนการชุมนุมที่บริเวณเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี คณะกรรมการรฯเห็นว่า ในตอนต้นของการชุมนุม แม้จะมีการปิดถนนบางส่วนแต่เป็นการปิดชั่วคราว ประกอบกับกลุ่มผู้ชุมนุมได้เปิดการเจรจาในระดับเจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงานเพื่อขอความอนุเคราะห์ให้เปิดทางโดยมิได้มีการใช้กำลัง การชุมนุมดังกล่าวเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ แม้ว่าต่อมาจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น ระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมเดิมกับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อน้ำเงิน แต่พิจารณาแล้วเห็นว่า กลุ่มผู้ชุมนุมเดิมได้ถูกยั่วยุจากกลุ่มบุคคลภายนอก
ดังนั้นการใช้อาวุธที่มีลักษณะเช่นเดียวกันย่อมสามารถอ้างความชอบด้วยกฎหมายได้ แต่เมื่อการชุมนุมดังกล่าวมีการบุกรุกเข้าไปยังสถานที่การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 14 กับประเทศคู่เจรจา ซึ่งบริเวณพื้นที่โดยรอบการประชุมเป็นพื้นที่ควบคุมโดยเคร่งครัดเพื่อป้องกันความปลอดภัยให้กับผู้นำประเทศ เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมละเมิดก้าวล่วงไปในพื้นที่การประชุมดังกล่าว ต้องถือว่าการชุมนุมในขณะนี้ได้ก้าวล่วงขอบเขตการชุมนุมโดยสงบ
นายศุภชัย กล่าวว่า ขณะที่การชุมนุมที่กระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการฯพิจารณาเห็นว่า เป็นการชุมนุมที่มีการปราศรัยชักชวนบุคคลทั่วไปให้มาร่วมชุมนุมโดยปลุกระดมหรือปลุกเร้าให้เกิดอารมณ์เครียดแค้นชิงชังตามไปด้วย ถือว่ามีเจตนาย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำได้ว่า อาจก่อให้เกิดความไม่สงบเกิดขึ้น เมื่อพิจารณาการกระทำของแกนนำและผู้ชุมนุมที่กระทรวงมหาดไทยถือว่าไม่เป็นการชุมนุมโดยสงบ
สำหรับการทุบรถยนต์ประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รถยนต์รักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรี การทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงหน่วยเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นการกระทำของกลุ่มผู้ชุมนุมที่เกิดอารมณ์ร่วม เกิดการเคียดแค้น เกิดการบันดาลโทษะจากการถูกรถยนต์ในขบวนของนายกรัฐมนตรีเฉี่ยวชน
ด้านการชุมนุมที่เขตดินแดน คณะกรรมการฯเห็นว่า ผู้ชุมนุมมีการปรับแผนเพื่อยึดพื้นที่การจราจร เป็นเหตุให้การจราจรบริเวณอนุสาวรียชัยสมรภูมิไปจนถึงแยกสามเหลี่ยมดินแดน ถนนวิภาวดีรังสิต และพื้นที่ใกล้เคียงติดขัดไม่สามารถใช้การได้ เป็นเเหตุให้รัฐบาลต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์การชุมนุมดังกล่าว ไม่ใช่การใช้สิทธิ เสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญอีกต่อไป และได้เน้นย้ำนโยบายให้ทหาร ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักสากลและเคารพสิทธิ มนุษยชน โดยใช้ความอดทน อดกลั้นถึงที่สุด ซึ่งลักษณะการชุมนุมดังกล่าวเห็นว่า เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นายศุภชัย กล่าวว่า การชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ ถนนเพชรบุรี ซอย 5 และ ซอย 7 บริเวณนางเลิ้งและยมราช เหตุเตรียมวางเพลิงธนาคารกรุงเทพ เห็นว่าจากข้อเท็จจริง เหตุการณ์ในพื้นที่ดังกล่าว ผู้ชุมนุมได้ปิดเส้นทางโดยรอบอนุสาวรีย์ ก่อนเกิดเหตุปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับประชาชน มีการทำลายทรัพย์สิน ใช้อาวุธ ประทุษร้ายผู้อื่น ดังนั้นการชุมนุมในบริเวรดังกล่าวแสดงให้เห็นความรุนแรง ที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมหรือเป็นผลเนื่องจากมากจากการชุมนุมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เห็นว่าเป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกกฎหมาย นอกจากนี้การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐในแต่ละแห่งที่มีการชุมนุมทางการเมือง พื้นที่ชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล และบริเวณเมืองพัทยา คณะกรรมการฯพิจารณาเห็นว่ามีการดำเนินการไปตามขั้นตอนและแผนการควบคุมการชุมนุมโดยหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง
ส่วนการชุมนุมที่กระทรวงมหาดไทย อนุสาวรีย์ ถนนเพชรบุรี ซอย 5 และซอย 7 บริเวณนางเลิ้ง และยมราช เหตุตระเตรียมวางเพลิงธนาคาร เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ทำให้บริเวณดังกล่าวไม่อยู่ในความสงบ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่กระทรวงมหาดไทย ที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทหาร และอาสารักษาดินแดน ปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่ไม่มีมาตรการป้องกัน การเกิดเหตุร้ายแรง หรือแผนการณ์เข้าระงับเหตุ ขณะที่การชุมนุมที่บริเวณดินแดนพิจารณาความเห็นของคณะอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่บริเวณดินแดน ซึ่งมีความเห็นในการเข้าสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ในเวลา 04.00 น. ของวันที่ 13 เม.ย. 2552 และขั้นตอนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในการสลายการชุมนุมดังกล่าว โดยแบ่งออกเป็นฝ่ายที่เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวมีความเหมาะสม แต่อีกฝ่ายเห็นว่าไม่เหมาะสม
ดังนั้นคณะกรรมการฯจึงมีข้อเสนอให้ออกกฎหมายเกี่ยวกับชุมนุมสาธารณะ และให้ตั้งคณะทำงานพิจารณาร่างพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ... ประกอบด้วยส.ว. ส.ส. ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นคณะทำงาน ซึ่งรัฐควรส่งเสริมให้มีกระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางสังคมและต้องมีกลไกในการแก้ปัญหา ที่มีประสิทธิภาพตรงจุด ส่วนรัฐสภาควรตั้งกรรมการติดตามและรับแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์เกี่ยวกับการความเสียหายที่เกิดจากการชุมนุม
นอกจากนี้การดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในการชุมนุม ควรให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเสมอภาพเป็นมาตรฐานเดียวกัน และควรมีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานของรัฐ เอกชน สื่อมวลชน เก็บรักษาข้อมูลเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่ได้เสนอข่าวไว้ เป็นเวลา 5 ปี และต้องส่งมอบให้คณะทำงานฯของสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาที่ตั้งขึ้น เพื่อตรวจสอบเหตุการณ์เมื่อมีการร้องขอ
อีกทั้งรัฐบาลควรสร้างความเข้าใจโดยสรุปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการชุมนุมทุกแง่มุมอย่างโปร่งใสตามความจริง และเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ นอกจากนี้ควรตั้งงบบกลางในการเยียวยาผู้เสียหายและอุดหนุนโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้อง ส่วนสื่อมวลชนไม่ควรเสนอข่าวในลักษณะที่จะทำให้เกิดความแตกแยก รวมทั้งไม่ควรมีการทำโพลสำรวจความคิดเห็น เพราะจะทำให้เกิดความคิดต่อต้านกันเป็นสองฝ่าย



