
พ่อแม่ซาไก จ๊อคกี้ยิมขอนำศพลูกกลับบ้านเกิด
พ่อแม่ ซาไก จ๊อคกี้ยิม นักมวยคนไทยที่เดินทางไปชกมวยสากลไต่บัลลังก์โลกที่ญี่ปุ่นจนเสียชีวิต หลังจากแพ้ "ทีเคโอ" นักมวยญี่ปุ่น ต้องการให้ค่ายมวยนำศพลูกชายกลับมาทำบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด ขณะที่ครูมวยคนแรกรับเสียใจ ไม่คิดว่าศิษย์จะต้องมาเสียชีวิต จากการชกมวยท
เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 13 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 18 หมู่ที่ 9 บ้านโนนทรายฟอง อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ นายสมบูรณ์ เวียงชัย หรือ ซาไก จ๊อคกี้ยิม หรือเงาะ อายุ 19 ปี นักมวยสากลดาวรุ่ง ที่เดินทางไปชกไต่บัลลังก์โลกกับ “คาสึโยชิ นิกิ” ที่ญี่ปุ่น แล้วถูกจับแพ้ทีเคโอ ในยกที่ 10 แต่ซาไก บอบช้ำหนักเลือดคั่งในสมองเสียชีวิต ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อคืนวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา
โดยสภาพบ้านของซาไก เป็นบ้านชั้นเดียว หลังเล็กๆ ที่ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ สร้างด้วยอิฐบล็อค หน้าบ้านมีศาลาขนาดเล็กที่สร้างด้วยไม้ ซึ่งเป็นที่ที่ซาไก ใช้นอน ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน และครูมวย ได้มาให้กำลังใจกับ นายกลิ้ง เวียงชัย อายุ 58 ปี และนางปุย เวียงชัย อายุ 56 ปี พ่อแม่ของซาไกที่นำภาพถ่ายของซาไก จากหนังสือพิมพ์มาดู โดยเป็นการชกมวยสากลที่ ซาไก ชกมวยกับ “ทัสสึโยชิ” นักมวยญี่ปุ่น ที่เวทีราชดำเนิน เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมา พร้อมพูดคุยถึงเรื่องที่ซาไก เสียชีวิตจากการเดินทางไปต่อยมวยที่ประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้
นางปุย แม่ของซาไก บอกว่า ทราบข่าวการเสียชีวิตของ “ซาไก” เมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยมีคนโทรศัพท์มาบอกจากกรุงเทพฯ พอรู้ว่าลูกชายตาย รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง ก็เหมือนใจจะขาด เพราะเป็นข่าวไม่ดี คิดถึงลูก โดยก่อนหน้าที่เขาจะเดินทางไปญี่ปุ่น เขาได้คุยโทรศัพท์มาหา ตอนที่จะขึ้นเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตนถามลูกว่าอยู่ไหน อยู่ค่ายมวย หรืออยู่ที่ไหน เขาก็บอกว่าอยู่สนามบิน จากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกันอีก จนมาทราบข่าวเมื่อคืนนี้ว่าลูกชายตายแล้ว
“พอรู้ว่าลูกตาย ก็ทำอะไรไม่ถูก สงสารลูก รู้สึกเหนื่อย ใจสั่นเหมือนจะช็อค เพราะคิดถึงลูกมาก แต่ก็มีเพื่อนๆ มาปลอบใจว่า ให้อดทน เพราะลูกเขาไปดีแล้ว เขาชอบแบบนี้ก็ปล่อยเขาไป เมื่อเป็นแบบนี้เขาก็ภูมิใจในตัวเองแล้ว”
นางปุย กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องศพของลูกชาย ถึงตอนนี้ยังไมรู้ว่าจะมาถึงตอนไหน แต่ต้องการให้เขานำเป็นศพกลับมา ไม่อยากให้เอากระดูกกลับมา สุดท้ายของชีวิตเขาแล้วแม่ก็อยากเห็นหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้าย อยากให้เอาศพมาไว้ที่บ้าน แต่ถึงขณะนี้ทางเจ้าของค่ายก็ยังไม่ติดต่อกลับมาเลย จะให้ทำอย่างไรก็ไม่มีใครโทรมาบอก ครอบครัวก็ไม่มีเงินที่จะลงไปรับศพลูกชาย ซึ่งถ้าเขานำศพกลับมาส่งให้ก็ดี แต่ถ้าเขาไม่นำมาส่งให้ พ่อแม่ก็คงต้องขอร้องให้ทางเจ้าของค่ายเขาช่วยนำกลับมาส่งให้ เพราะทางบ้านก็ไม่มีเงิน และก็ไม่รู้จะหาเงินจากไหน
“ตอนลูกชกมวยอยู่ ปกติเขาก็ส่งเงินมาบ้าง ถ้าเขาได้น้อยแม่ก็บอกว่าไม่ต้องส่งมา เพราะสงสาร ลูกอยู่ที่ค่ายมวยที่กรุงเทพฯ เพราะไปขอเขากินไม่ได้ ข้าวของก็แพง แม่อยู่ที่นี่ก็พอหาเก็บผักเก็บหญ้ากินได้ แต่ถ้าได้เงินมากแม่ถึงจะเอา ถ้าส่งมาให้แม่หด ลูกยู่ทางโน้นจะลำบาก สงสารลูก แล้วเราก็ไม่ใช่คนใจดำ แต่เมื่อลูกมาตายลงไปแล้ว แม่ก็หายใจไม่ทั่วท้อง ถึงตอนนี้ยังไม่ได้กินข้าวเลย เพราะคิดถึงลูก”
ด้านนายกลิ้ง พ่อของซาไก บอกเพียงสั้นๆ ว่า เสียใจที่ลูกต้องมาตายลงไป ส่วนเรื่องศพของลูกชายนั้น ก็อยากให้ทางค่ายมวยนำศพกลับมาส่งให้ที่บ้าน ส่วนเรื่องบ้านทางแม่ก็เป็นคนหาเงินมาสร้าง แต่ตัวลูกชายเขาบอกว่า จะหาเงินมาช่วยสร้างต่อให้เสร็จ เพราะเห็นว่าพ่อกับแม่ก็แก่เฒ่าแล้ว
นายวิรัตน์ ศิริอ่อน อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 70 หมู่ 9 บ้านโนนทรายฟอง อ.ประจักษ์ศิลปาคม ครูมวยคนแรกของ ซาไก เปิดเผยว่า ตนเป็นคนสอนให้เงาะ หรือ”ซาไก” หัดชกมวย ตั้งแต่เขาเรียนอยู่ชั้น ม.1 เพราะเห็นว่า หากปล่อยให้เด็กวัยรุ่นอยู่แต่บ้าน ก็ไม่มีประโยชน์อะไร มาซ้อมมวยยังดีกว่าที่จะไปหากินเหล้าเมายา จึงชวนเขามาชกมวย โดยตนได้ไปขออุปกรณ์การซ้อมมวยกับทาง อบต.นาม่วง ก่อนที่จะนำเด็กๆ มาซ้อมมวย ในรุ่นเขามีอยู่ 10 กว่าคน
“หากผมเห็นว่าใครที่ต่อยมวยได้ดี หากโตขึ้นก็จะส่งไปอยู่กับค่ายมวยที่กรุงเทพ เพราะผมเคยไปชกมวยที่กรุงเทพฯ และมีเครือข่ายกับค่ายมวยมาก่อนหน้านี้ และก็ส่งเขาไปต่อยที่กรุงเทพฯ ได้หาเงินหาทองเลี้ยงครอบครัวได้ โดยครั้งแรก ซาไก ใช้ชื่อชกมวยว่า "สิงห์ดำ เกียรติหมู่เก้า" โดยตั้งชื่อตามหมู่ 9 ของบ้านเรา และตัวเขาก็ดำ ก็แพ้บ้างชนะบ้าง แต่เขาจะเป็นมวยที่บุกอย่างเดียว”
นายวิรัตน์ กล่าวอีกว่า เรื่องของสุขภาพของ ซาไก ตอนเด็กๆ ก็ไม่เป็นอะไร เมื่อต่อยมวยก็มีการถ่ายท้องตามปกติไม่มีอะไรผิดปกติ สุขภาพเขาก็ดีทุกอย่าง ทำให้สามารถส่งไปชกมวยที่กรุงเทพฯ ได้ เมื่อไปอยู่กรุเทพฯ พอกลับมาเขาจะต้องมาพ่อแม่เขา ก่อนจะมาหาตนไหว้หมดทุกคน เป็นคนที่นิสัยดี เมื่อทราบข่าวว่าเขาต่อยมวยเสียชีวิต ก็รู้สึกเสียใจ ตนไม่คิดไม่ฝันว่าเขาจะต้องมาเสียชีวิตจากการชกมวย ซึ่งทางค่ายมวยได้โทรศัพท์มาบอกตนก่อน ตนจึงไปบอกให้พ่อแม่เขาทราบ และตนก็อยากฝากบอกทางค่ายมวยด้วย ให้ช่วยนำตัว “ซาไก” เป็นศพกลับมา เพื่อจะได้ทำพิธีแบบอีสานบ้านเรา



