
อ.นิติมธ.ชี้คดีมาบตาพุดผิดที่การบังคับใช้กฎหมาย
อ.นิติฯมธ. ระบุ คดีมาบตาพุด รธน.ไม่ผิด แต่ผิดที่ การบังคับใช้กฎหมาย ที่เจ้าหน้าที่ถูกเงินง้าง โดยเฉพาะ ห้า กก.กฤษฎีกาที่นั่งบอร์ด ปตท. นักวิชาการ ม.เกษตร เชื่อ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทำองค์การอิสระไม่อิสระ หวั่นถูกฟ้องซ้ำ
(13ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้จัดการประชุมเวทีสาธารณะเรื่อง “สิทธิชุมชน กรณีมาบตาพุด : ความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ การลงทุนกับชีวิตผู้คน สิ่งแวดล้อม” ขึ้นที่ คณธะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) โดย ผศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ อ.คณะนิติศาสตร์ มธ.กล่าวในการประชุมว่า การที่โครงการมาบตาพุดถูกคำสั่งศาลปกครองกลางชะลอการลงทุน ไม่ถือว่าเป็นปัญหามาจากความไม่ชัดเจนของรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง แต่เป็นปัญหาที่การบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ไปจนถึงรัฐมนตรีไม่มีความชัดเจน ซึ่งในระดับเจ้าหน้าที่นั้นหลายคนมีปัญหาถูกเงินง้างจนไม่ทำหน้าที่ใช้กฎหมายปัดเป่าปัญหาให้กับประชาชน ทำให้ในพื้นที่เกิดความแตกแยกไม่สงบสุข ดังนั้น ความเสียหายทางเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท หน่วยงานรัฐจึงต้องรับผิดชอบ
“ปัญหาที่เกิดขื้นเป็นความบกพร่องของกฤษฎีกาที่ให้ความเห็นทางกฎหมายไม่ชัดเจน ทราบว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่หนึ่งและห้านั้น กรรมการห้าในเก้ามีความข้องเกี่ยวกับ ปตท.เพราะนั่งเป็นบอร์ดอยู่ด้วย” ผศ.ดร.กิตติศักดิ์ กล่าว
ด้านนายสุทธิ อัชฌาศัย ตัวแทนเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า ที่ผ่านมาโครงการมาบตาพุด ถือเป็นโครงการที่ละเมิดสิทธิประชาชนมาตลอด กว่าจะได้มาซึ่งเขตปลอดมลพิษตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง ชาวบ้านต้องต่อสู้เรียกร้องมาถึง 4 รัฐบาล คือ รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำให้วันนี้คุณภาพชีวิตของชาวบ้านมีความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจพื้นที่ ทั้งนี้ชาวบ้านมองว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 เป็นกลไกที่ช่วยเหลือพวกเขาได้ เนื่องจากขณะนี้ชาวบ้านเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว 6 ราย รัฐบาลจึงไม่ควรมุ่งหวังแต่เพียงตัวเลขจีดีพี อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีคำสั่งของศาลปกครองกลางออกมาแล้ว แต่วันนี้โรงงานในมาบตาพุดก็ยังไม่เคารพกฎหมายเพราะยังสร้างมลพิษไม่เลิก ทั้งนี้ความสมดุลที่ชาวบ้านอยากได้ คือ มีรายได้ เข้าถึงทรัพยากร รวมถึงอากาศบริสุทธิ์ และขอฝากไปถึงรัฐบาลว่าควรเลิกโกหกคำโต เพราะที่บอกว่าขณะนี้นักลงทุนหนีไปประเทศเวียดนามนั้น ไม่เป็นความจริงเนื่องจากในภาคใต้ยังมีการขยายการลงทุนโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด แต่รัฐบาลไม่กล้าพูดความจริงเพราะกลัวถูกคนในพื้นที่ประท้วง
ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ กล่าวว่า เงินลงทุน 4 แสนล้านบาทที่อ้างว่าหายไปกับคำพิพากษาฯนั้น จริงๆแล้วไม่ได้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยทั้งหมด เพราะจากการศึกษาพบว่าไทยได้ประโยชน์ร้อยละ 50 เท่านั้น ดังนั้นภาครัฐไม่ควรโยนความผิดให้กับคนในชุมชนจนกลายเป็นผู้ร้าย ส่วนกรณีที่รัฐบาลผลักดัน พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่เข้า ครม.นั้น มีประเด็นที่น่าห่วงใยว่าการที่ร่างกฎหมายให้อำนาจ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ถอดองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งทำให้องค์การอิสระขาดความเป็นอิสระ เชื่อว่าถ้ารัฐบาลไม่แก้ประเด็นนี้ประชาชนคงฟ้องร้องต่อศาลอีก
ด้าน นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลยึดหลักธรรมาภิบาลบริหารจัดการกรณีมาบตาพุดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 อย่างเคร่งครัด โดยถือเป็นภารกิจเร่งด่วนในการตัดตั้งองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ที่ประกอบด้วยตัวแทน ทุกภาคส่วน และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด รวมทั้งนำร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมฉบับของกระทรวงทรัพยากรฯ และฉบับของภาคประชาชนเข้าสภา เพื่อประกาศเป็นกฎหมายบังคับใช้ในเร็ววัน



