
เปิดทางเลือก.....นาลดต้นทุน
"ชาวนาภาคเหนือ"ปรับตัวปลูกข้าวแบบลดต้นทุน ทั้งแบบนาโยน ใช้เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าว สุดคุ้มได้ผลผลิตเพิ่ม ลดค่าใช้จ่าย พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์เกษตรกรนอกพื้นที่
7 พฤษภาคม 2561 ปัจจุบันการทำการเกษตรในหลายสาขาสิ่งหนึ่งที่เกษตรกรมีความพยายามอย่างมากนั่นก็คือการเพิ่มผลิตและต้นทุนในสิ่งที่ตนเองปลูก"ข้าว"ก็เช่นกันในพื้นที่แปลงนาในหลายแห่งหวังว่าจะเพิ่มปริมาณข้าวในนาของตนแต่ในขณะเดียวกันต้นทุนก็จะต้องลดลงตามไปด้วย
ทั้งนี้เราได้พบกับผลสำเร็จจากโจทย์ที่ว่า"ลดต้นทุนเพิ่มผลิต" ในพื้นที่จังหวัดน่าน ที่นี่มีพื้นที่ทำการเกษตรรวม 1,414,516 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 20 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด พื้นที่นาข้าว 277,496 ไร่ หรือร้อยละ 16 ของพื้นที่ทำการเกษตร
"นายอนงค์ พิยะ" อยู่บ้านเลขที่ 49 หมู่ 1 ต.ป่าคา อ.ท่าวังผา จังหวัดน่าน เกษตรกรผู้หันมาปลูกข้าวด้วยวิธีการใช้เครื่องหยอดข้าว ได้อธิบายว่า มีเจ้าหน้าที่จากกรมการข้าวเข้ามาแนะนำในแต่ละขั้นตอน ตลอดจนแนะนำเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการเกษตร รวมทั้งการดูแลรักษาแปลงนาที่อาจะมีการรบกวนและระบาดจากแมลงศัตรูข้าวต่าง ๆ ในระหว่างที่ต้นข้าวกำลังออกรวง จนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยว
การปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวในแปลงนาของตนปีนี้ถือเป็นปีที่สองและได้เห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้นเช่นการประหยัดต้นทุนลงครึ่งต่อครึ่งในแต่ละครั้งที่ปลูกข้าวทั้งเรื่องเวลาการเพาะปลูก ค่าแรงงาน ค่าจ้างต่าง ๆ
"ประหยัดเวลาและแรงงาน ในการทำนามากขึ้นเนื่องจากหลังหยอดเมล็ดสิบวันเมล็ดพันธุ์ก็จะเจริญเติบโตแต่หากมีฝนหรือน้ำก็ใช้เวลาเพียง 3 ถึง 4 วัน และได้คุณภาพดีกว่าการปักดำซึ่งถือว่าดีกับการทำนาในพื้นที่ 10 ไร่"
เขาบอกด้วยว่า การใช้เครื่องหยอดข้าวในพื้นที่นี้ยังมีเพียงตนที่ทำเพียงรายเดียวเนื่องจากเกษตรกรที่นี่ยังไม่พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนหากแต่รอดูผลผลิตจากนาข้าวของตนว่าจะได้ผลผลิตหรือมีประสิทธิภาพอย่างไร เรียกว่าาตนเป็นผู้นำร่องการใช้เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวของที่นี่ก็ว่าได้
"ผมใช้เครื่องหยอดข้าวเพียงคนเดียวชาวนาคนอื่นกำลังรอดูผลผลิต ส่วนการทำงานของผมจะเริ่มตั้งแต่เช้าและหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าววันละสี่ไร่ โดยใช้ข้าวพันธุ์ กข.10 หลังจากหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้วก็จะใส่ยาในแปลงนาข้าวซึ่งสามารถควบคุมหญ้าได้นานถึงสองเดือน ต่างจากนาดำที่จะมีหญ้าขึ้นมากกว่าการปลูกข้าวด้วยวิธีนี้"
ส่วนการลงทุนหากเป็นนาดำจะมีค่าใช้จ่ายที่ไร่ละ 1,000 บาท ได้ผลผลิต 600 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนการใช้เครื่องหยอดเล็ดพันธุ์ข้าวจะมีต้นทุนอยู่ที่ 300 ถึง 400 บาทได้ผลผลิต 700 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนการเก็บเกี่ยวจะว่าจ้างชาวนาไร่ละ 1,200 บาท เนื่องจากคนในพื้นที่ต่างก็ออกไปทำงานในกรุงเทพมหานครกันเกือบหมด อย่างไรก็ตามอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือในด้านการตลาดด้วย
เกษตรกรอีกรายหนึ่งที่มีความพยายามในการจะลดต้นทุนการผลิตในผืนนาของตน "จันทร์ พรมรังกา" ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.) อ.ปัว จังหวัดน่าน กล่าวว่า การทำนาของตนจะใช้วิธีแบบนาโยนที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในการช่วยเพิ่มผลผลิตกับนาข้าวและช่วยลดต้นในการปลูกข้าว รวมทั้งยังช่วยป้องกัน ควบคุมการเกิดวัชพืช และลดต้นทุนการผลิตลงผลผลิตที่ได้มีมาตรฐาน ไม่ทำลายสุขภาพผู้บริโภค สุขภาพตนเอง รวมทั้งไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
"เราเน้นทำนาโยนแทนนาดำที่ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว 15 - 20 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนนาโยนใช้กล้าพันธุ์ 4 กิโลกรัมต่อไร่หรือถาดกล้าพันธุ์ข้าวประมาณ 60 ถาด เท่านั้น แต่ผลผลิตที่ได้จากการทำนาโยนอยู่ที่ 968 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนนาดำได้ไร่ละ 700 กิโลกรัมต่อไร่ โดยพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกคือ สันป่าตอง กข.6 กข. 10 และจะทำนาปีละครั้ง เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนของทุกปี ผลผลิตที่ได้จะส่งให้ศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าวแพร่ตรวจสอบว่าได้คุณภาพหรือไม่ทั้งนี้เพื่อจำหน่ายให้กับชาวบ้านในพื้นที่ต่อไป การปลูกข้าวแบบนาโยนนี้หากเกษตรกรรายใดสนใจอยากทำตามพร้อมและยินดีให้คำแนะนำ"
"สำหรับการบำรุงรักษาจะใช้น้ำหมักชีวภาพตลอดจนเจ้าหน้าที่จาก กรมการข้าวจะเข้ามาดูแล ตรวจแปลง ให้คำแนะนำเป็นระยะในการปลูกช่วงตลอดช่วงหน้าหรืออาจมีโรค การตรวจแปลงต่าง ๆ แต่อยากให้มีการช่วยเหลือเรื่องอุปกรณ์เช่น เครื่องตัดข้าว เพราะต้องว่าจ้างทั้งหมด ส่วนการตลาดไม่มีปัญหาอะไร เมล็ดพันธุ์ข้าวเรามีคุณภาพ สหกรณ์สามารถนำไปจำหน่ายต่อได้"
การทำนาโยนจะเน้นลดต้นทุน ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม เป็นกลุ่มข้าวชุมชนได้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหลัก ๆ เพื่อจำหน่าย ซึ่งการรวมกลุ่มจะดีกว่าการทำเพียงคนเดียว นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนด้านอื่น ๆ เช่นปุ๋ยหมัก จากกรมพัฒนาที่ดิน พันธุ์ปลาดุก ปลานิล จากกรมประมง กรมปศุสัตว์สนับสนุนการเลี้ยงไก่ หลังจากสิ้นสุดฤดูกาลปลูกและเก็บเกี่ยวข้าวแล้วเกษตรกรที่นี่นอกจากจะทำนาแล้วยังทำการเกษตรหรือการปลูกพืชหลังนา เช่น ข้าวโพดหวาน หอม กระเทียม พริก หอมแดง ฟักทอง เป็นต้น
เกษตรกรที่นอกจากจะปลูกข้าวแล้วบางรายยังปลูกข้าวเพื่อจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ด้วยอีกทั้งเป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่มีความพยายามในการลดต้นทุนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ "มนู ธิลาว" อยู่บ้านเลขที่ 185 ม. 1 บ้ายฝ่ายมูล ตำบลป่าคา อ.ท่าวังผา จังหวัดน่าน ประธานศูนย์ข้าวชุมชนวิสาหกิจชุมชนและศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.)ตำบลป่าคา และอ.ท่าวังผา จังหวัดน่าน บอกว่า ศูนย์เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2552 ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยข้าวแพร่ให้มาต่อยอดสร้างองค์ความรู้ รายได้ให้กับเกษตรกรเนื่องจากประสบภัยแล้ง
ทั้งนี้เราได้จัดการเรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ เช่น จัดการศัตรูพืชชุมชน โรงเรียนเกษตรศึกษาด้านแมลงศัตรูพืช บ้านปุ๋ยที่มีการทำนาอินทรีย์ และการปลูกข้าว โดยศพก.ที่นี่จะมีเครือข่ายต่าง ๆ เช่น ด้านการปศุสัตว์ ทฤษฏีใหม่ พืชตระกูลถั่ว การจัดการน้ำ รวมทั้งการแปลงใหญ่ ลำไย กาแฟ ไผ่รวก พริก มะม่วง
สำหรับแปลงนาของตนมีทั้งหมด 16 ไร่แยกเป็นพื้นที่ทำนา 4 แปลง 6 ไร่ และการทำเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพเพื่อจำหน่ายซึ่งต้องให้แน่ใจว่ามีคุณภาพโดยการตรวจสอบขั้นตอนต่าง ๆ เช่นการวัดความชื้นห้ามเกิน 15 เปอร์เซ็นต์ หากเกินต้องนำไปตากใหม่จากนั้นจะมีการกระเทาะเปลือกเพื่อตรวจสอบดูว่ามีสิ่งปลอมปนหรือไม่
ความสำเร็จของการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคือการลดต้นทุนการผลิตด้วยความพยายามหลายครั้งจากการลองผิดลองถูกไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยี อุปกรณ์ เครื่องทุ่นแรงในการทำนาแบบปราณีตเพื่อให้น้ำเข้านาอย่างทั่วถึง การใช้เครื่องหยอดข้าวแห้ง เพื่อลดขั้นตอนการผลิ ลดต้นทุน ลดแรงงาน รวมทั้งการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดี (พันธุ์หลัก) การเตรียมดิน การปรับปรุงบำรุงดินให้ดีอย่างเสม่ำเสมอ การไถกลบตอซัง หว่านพืช ตระกูลถั่วบำรุงดิน การใช่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ ที่หาได้ในท้องถิ่นตนเอง แทนการใช้ปุ๋ยเคมี การใช้สารชีวภัณฑ์ ผลิตเชื้อไตรโคเดอร์มา เชื้อบิวเวอเรีย และใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน
ผลิตตามหลักการเกษตรที่ดี(จีเอพี)บริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่ให้เกิดประโยนช์สูงสุด ทำให้สร้างความยั่งยืนในอาชีพเกษตรกรในพื้นที่ ขยายแปลงการเรียนรู้ ศูนย์เรียนรู้ และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตข้าวให้เกษตรกรได้ศึกษา
"แปลงนาของผมลองผิดลองถูกมาหลายครั้งเพื่อให้รู้ว่าทำนาอย่างไรเพื่อให้ได้กำไรและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ สำหรับรายได้จากการจำหน่ายผลผลิต (ข้าว) 86,720 บาทต่อปี รายได้จากการจำหน่ายผลผลิตพืชเศรษฐกิจหลังการทำนา 30000 บาทต่อปี รายได้จากการบริการไถนารับจ้าง 150,000 บาทต่อปี รายได้อื่น ๆ 96,000 บาทต่อปี รวมรายได้ 362,720 บาทต่อปี"



