ข่าว

 รัฐมุ่งเป้าพัฒนางานวิจัยใน 4 ด้าน เพื่ออนาคตชาติ

 รัฐมุ่งเป้าพัฒนางานวิจัยใน 4 ด้าน เพื่ออนาคตชาติ

07 พ.ค. 2561

 รัฐมุ่งเป้าพัฒนางานวิจัยใน 4 ด้าน ต่อยอดนวัตกรรมเพื่ออนาคตชาติ

 

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานมอบรางวัลแก่นักวิจัยที่มีผลงานดีเด่นในงานนิทรรศการผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมไทยที่ได้รับรางวัลจากการประกวดในเวทีระดับนานาชาติ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส และรัฐเปอร์ลิส สหพันธรัฐมาเลเซีย ที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) และเครือข่ายบริหารงานวิจัยจัดขึ้น ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อาคารวช.1 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา 

 รัฐมุ่งเป้าพัฒนางานวิจัยใน 4 ด้าน เพื่ออนาคตชาติ

 โดยระบุว่า การพัฒนาประเทศให้มีความเจริญและมีเสถียรภาพนั้นมีความจำเป็นต้องอาศัยความรู้และความสามารถในการวิจัยและนวัตกรรม โดยการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศไทยใน 4 ด้านด้วยกัน ประกอบด้วย 1.ด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ 2.ด้านบุคลากร 3.ด้านระบบงบประมาณ และ 4.ด้านการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ ซึ่งการที่ วช.ได้นำคณะนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยเข้าร่วมจัดแสดงผลงานในเวทีระดับนานาชาตินั้น ถือว่าเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรมแก่นักวิจัยและนักประดิษฐ์จากประเทศต่างๆ และสร้างการยอมรับในระดับสากล รวมทั้งก่อให้เกิดความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมระหว่างประเทศไทยกับองค์กรการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นในต่างประเทศด้วย

“เป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่นักวิจัยและนักประดิษฐ์จากประเทศไทยสามารถคว้ารางวัลยอดเยี่ยมมาได้เป็นจำนวนมาก หลายรางวัลสามารถนำมาต่อยอดในเชิงธุรกิจได้ทันที” รองนายกรัฐมนตรีกล่าว

สำหรับผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลจากการประกวดในงานจัดแสดงผลงานนวัตกรรมนานาชาติครั้งที่ 46 (International Exhibition of Invention Geneva) ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งมีผลงานเข้าร่วมกว่า 1,000 ผลงาน จากประเทศต่างๆ กว่า 40 ประเทศ ประเทศไทยโดย วช.และหน่วยงานเครือข่ายด้านการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นนำผลงานเข้าร่วมนำเสนอทั้งสิ้น 99 ผลงาน จาก 29 หน่วยงาน ปรากฏว่าผลงานของประเทศไทยได้รับรางวัลสำคัญในงาน ได้แก่ รางวัล Prix De La Ville De Geneva จากผลงานเรื่อง “โปรแกรมสำหรับจับคู่การเดินทางร่วมกันแบบอัตโนมัติทางรถยนต์และรถแท็กซี่ด้วยฐานเวลาปัจจุบัน” ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากรางวัลดังกล่าวแล้วยังมีผลงานที่ได้รับรางวัลเหรียญทองเกียรติยศจำนวน 4 รางวัล รางวัลเหรียญทอง จำนวน 26 รางวัล รางวัลเหรียญเงินจำนวน 32 รางวัล รางวัลเหรียญทองแดง จำนวน 33 รางวัล และรางวัลพิเศษจากประเทศต่าง ๆ อีก 25 ผลงาน 

ส่วนงานประกวดผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ 2018 ครั้งที่ 8 (International Engineering Invention & Innovation Exhibition 2018) ณ รัฐเปอร์ลิส สหพันธรัฐมาเลเซีย ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีนานาชาติสำหรับเยาวชนที่เปิดโอกาสให้เยาวชนจากทั่วโลกนำผลงานเข้าร่วมประกวดและแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน โดยมีผลงานจากเยาวชนประเทศต่างๆ จำนวน 500 ผลงาน จาก 17 ประเทศทั่วโลก ซึ่งประเทศไทย โดยวช.ได้นำผลงานของเยาวชนไทยที่ได้รับรางวัลนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ประจำปี 2561 จากการประกวดในงาน “วันนักประดิษฐ์” จำนวน 12 ผลงาน ปรากฏว่าผลงานของเยาวชนไทยได้รับรางวัลสำคัญของงานคือ รางวัล International Grand Prize Award จากผลงานเรื่อง “ทุ่นผลิตพลังงานไฟฟ้าจากคลื่นทะเลสำหรับอนุรักษ์แนวปะการัง” ของวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี นอกจากรางวัลดังกล่าวแล้วผลงานของเยาวชนไทยยังได้รับรางวัล Double Gold Award จำนวน 3 รางวัล รางวัลเหรียญทอง จำนวน 4 ผลงาน เหรียญเงิน จำนวน 5 ผลงาน และรางวัลพิเศษจากองค์กรและหน่วยงานต่างๆ จาก 6 แห่ง จำนวน 13 รางวัล

“รางวัลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทยที่มีความสามารถในการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้น นับเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับให้ผลผลิตจากงานวิจัยและผลงานประดิษฐ์คิดค้นของคนไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และเป็นเป้าหมายที่สำคัญในการใช้งานวิจัยและนวัตกรรมเป็นกลไกการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสู่การหลุดพ้นจากกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลาง” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว พร้อมกับชื่นชมยินดีกับนักวิจัยและนักประดิษฐ์ทั้งหลายที่ได้ใช้ความรู้ความสามารถและความวิริยอุตสาหะในการศึกษาวิจัยและความคิดสร้างสรรค์ในการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมจนประสบความสำเร็จ โดยได้นำผลงานเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ และจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

ขณะที่ ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการ วช. กล่าวว่า การนำผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมเข้าร่วมประกวดและจัดแสดงในเวทีระดับนานาชาตินั้น เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ วช.ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมและผลักดันให้ผลงานวิจัยและผลงานประดิษฐ์คิดค้นของคนไทยได้ก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้น โดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นระหว่างนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยกับนักวิจัยนานาชาติ และเพื่อเผยแพร่ผลงานของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล รวมทั้งเปิดโอกาสในการสร้างความร่วมมือในการพัฒนาต่อยอดและโอกาสในเชิงพาณิชย์

“นโยบายดังกล่าวมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านความสามารถในการแข่งขันที่จะยกระดับภาคการผลิตโดยการใช้งานวิจัยและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพของสินค้าและยุทธศาสตร์การพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยผลงานที่นำไปประกวดครั้งนี้สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดไปสู๋เชิงพาณิชย์หรือใช้ประโยชน์ต่างๆ ได้” เลขาธิการ วช. กล่าวย้ำ  

 ปรับงานวิจัยเอกสารมุ่งการต่อยอดธุรกิจ  

ผศ.ดร.จิระ จิตสุภา อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ซึ่งรับผิดชอบงานจัดแสดงผลงานวิจัยและพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ในฐานะหัวหน้าทีมนักวิจัยที่นำผลงานมาจัดแสดงในครั้งนี้ เผยต่อ “คม ชัด ลึก” ถึงนโยบายการส่งเสริมและพัฒนาผลงานวิจัยว่า มหาวิทยาลัยได้ปรับเปลี่ยนนโยบายหันมาส่งเสริมและพัฒนาผลงานวิจัยอย่างจริงจังเมื่อ 2 ปีมานี้เอง หลังจากที่ผ่านมาเน้นหนักในการเรียนการสอนและการวิจัยที่เป็นเอกสารเพื่อทำผลงานทางวิชาการมากกว่าจะนำผลงานวิจัยมาต่อยอดทางธุรกิจ

“ปกติอาจารย์ในมหาวิทยาลัยจะทำวิจัยเป็นหลัก ไม่ค่อยรู้เรื่องธุรกิจ พอมีสิทธิบัตรขึ้นมาก็เอางานวิจัยที่เป็นเอกสารมาต่อยอดทำเป็นผลิตภัณฑ์มากขึ้น เราได้รับความคุ้มครอง แต่ไม่ได้คาดหวังว่าจะขายได้หรือไม่ สวนดุสิตเพิ่งเริ่มมาประมาณ 2 ปีก็ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร มีผู้สนใจมาซิื้อผลงาน 2-3 ราย แต่ละรายก็ซื้อไปในราคาแค่หลักแสนเท่านั้นเอง แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะเรายังไม่แน่ใจว่าถ้าขายแพงไปจะมีคนสนใจมาซื้อไปหรือไม่” 

ผศ.ดร.จิระยอมรับว่า สวนดุสิตมีจุดเด่นในเรื่องของอาหาร ซึ่งมีหลากหลายมีทั้งอาหารสดและอาหารแห้ง แต่ก็พยายามผลักดันงานวิจัยด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อสนองนโยบายรัฐบาล อย่างเช่นผลงานวิจัยเรื่องปุ๋ยนาโนหรือผลิตภัณฑ์เวชสำอาง เพราะเรามองว่าถ้าปุ๋ยดี ผลผลิตที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารก็จะดี และผู้บริโภคก็จะมีสุขภาพดีด้วย ดังนั้นจึงได้พยายามทำผลงานวิจัยให้ครบวงจรในเรื่องอาหาร  

พรรณพิมล ชัญญานุวัตร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. กล่าวถึงผลงานที่ สวก.ให้การสนับสนุนทุนวิจัยจนประสบความสำเร็จและได้นำมาจัดแสดงในงานครั้งนี้ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สารสกัดจากเมล็ดลำไย ภายใต้ตราสัญลักษณ์ทางการค้า “ลองกานอย” ซึ่งเป็นผลงานของ ศ.เกียรติคุณ ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ และคณะ และสารสกัดแคโรทีนอยด์จากปาล์มน้ำมันดิบในระดับโรงงานใช้ผลิตน้ำมันเพื่อสุขภาพและปราศจากไขมันทรานส์ โดย รศ.ดร.พัชรินทร์ ระวียัน และคณะ นักวิจัยจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ผ่านมา สวก.ได้สนับสนุนทุนให้แก่นักวิจัยทั่วประเทศมากกว่า 1,900 โครงการ โดยมีโครงการที่แล้วเสร็จสมบูรณ์ประมาณ 600 โครงการ และนำมาต่อยอดในเชิงพาณิชย์แล้วจำนวน 270 โครงการ หรือประมาณร้อยละ 40 ของทั้งหมด

“ผลงานวิจัยของ สวก.ที่นำมาต่อยอดในเชิงพาณิชย์เราจะทำร่วมกับเอกชน โดยเอกชนลงทุน 20 เปอร์เซ็นต์ สวก.ลงทุน 80 เปอร์เซ็นต์ตามนโยบายรัฐบาลในโครงการประชารัฐ เมื่อวิจัยแล้วเสร็จก็นำไปต่อยอดในเชิงธุรกิจได้เลย แต่สิทธิบัตรเราก็ขายให้คนอื่นด้วยนะไม่ใช่คนคนเดียว เพราะเราต้องการกระจายให้กว้างขึ้น” ผอ.สวก.กล่าวทิ้งท้าย