
กกต.เตือนอดีตส.ส.เพื่อไทยบินพบ"แม้ว" เสี่ยงครอบงำ
กกต.ชี้อดีตส.ส.บินพบแม้ว สุ่มเสี่ยงถูกร้องเรียนเข้าข่ายครอบงำ-ชี้นำพรรคได้ ด้านเด็กเพื่อไทยอ้างไปด้วยรัก-ผูกพัน ผิดอะไร รัฐบาลเมินคนอยากเลือกตั้งขู่บุกทำเนียบ
การเมืองยังคงมีการเคลื่อนไหวในหลายด้าน ทั้งเรื่องการย้ายพรรคของอดีต ส.ส.รองรับการเลือกตั้ง รวมถึงกรณีที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งเตรียมบุกทำเนียบในวันที่ 22 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบ 4 ปี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เพื่อเรียกร้องให้ คสช.ลาออก และจัดเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน ปีนี้
วันที่ 6 พฤษภาคม พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รู้สึกเฉยๆ เพราะรัฐบาลไม่ได้วิตกกังวลอะไรในเรื่องดังกล่าว มองว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่รัฐบาลอยากฝากเตือนให้การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย อย่าทำอะไรที่ผิดกฎหมาย
พล.ท.สรรเสริญ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ทุกวันนี้ที่รัฐบาลทำอยู่ ไม่ใช่เพราะเดินหน้าเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งหรืออย่างไร แต่การที่จะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งได้นั้นต้องมีกรอบระยะเวลาของตัวกฎหมายที่ได้เขียนเอาไว้ เมื่อคำนวณตามกรอบระยะเวลาแล้ว การเลือกตั้งก็จะเกิดไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ 2562 แน่นอน อย่างไรก็ตามรัฐบาลขอยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้ต้องการยืดระยะเวลาในการเลือกตั้ง แต่ต้องไปตามโรดแม็พที่ได้วางไว้ ส่วนรัฐบาลจะมีการเรียกแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งเข้ามาพูดคุยหรือไม่นั้น รัฐบาลไม่ได้มองในส่วนนี้ เพราะทุกวันนี้รัฐบาลมีงานที่จะต้องทำอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปฏิรูป เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเรื่องเหล่านี้รัฐบาลต้องเดินหน้าต่อไป อะไรที่เป็นเรื่องยิบย่อยก็อย่าไปทำให้เป็นเรื่องใหญ่
“บางเรื่องเป็นแค่ลมพัดใบไม้ไหว อย่าตระหนกไปเลย ถ้าวันนี้เรามีการเลือกตั้ง แต่ทุกคนยังไม่เคารพกฎหมาย ก็จะป่วยการเปล่าๆ ที่จะบอกใครว่าเรามีประชาธิปไตย โดยที่ทุกคนไม่เคารพในตัวของกฎหมาย" พล.ท.สรรเสริญกล่าว
ส่วนกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกมาเตือนทหารให้ระวังเรื่องดูดว่าจะได้ส.ส.สีเทาที่เห็นแก่ผลประโยชน์มากกว่าอุดมการณ์พรรคนั้น โฆษกรัฐบาลชี้แจงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนไปแล้วว่า ในอดีตเคยเกิดขึ้นมาแล้วซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่รัฐบาลนี้ตระหนักอยู่นั้นคือการมองหาคนที่มีความรู้ความสามารถและมีใจที่จะเข้ามาช่วยรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศให้เดินหน้าไปด้วยกัน โดยที่นายกฯ ได้เน้นย้ำเสมอว่า การเข้ามาร่วมงานรัฐบาลนั้นไม่ได้มีผลตอบแทนหรือสิทธิประโยชน์อะไรทั้งสิ้น
คสช.รับมือม็อบตีปี๊บ22พ.ค.
“นายกฯ ไม่ได้เป็นคนเสนอตัวบุคคล เเต่เป็นรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงที่เป็นคนเสนอมาให้นายกฯ พิจารณา โดยที่รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงก็อาจจะมองว่าบุคคลดังกล่าวอาจจะมีความรู้ความสามารถในการช่วยให้ประเทศขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้มากกว่าจะเป็นเรื่องของผลประโยชน์” พล.ท.สรรเสริญกล่าว
พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. กล่าวว่า เราก็ต้องติดตามสถานการณ์ และองค์ประกอบต่างๆ เพื่อนำมาประเมินมาตรการที่จะใช้รองรับต่อไป อย่างไรก็ตาม สำหรับการชุมนุมเมื่อ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา กิจกรรมทั้งหมดอยู่ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ ไม่มีการเคลื่อนขบวนไปที่ไหน ถือว่าการประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่กับแกนนำเป็นไปด้วยดี
“ภาพรวมทั้งหมดก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีการกระทบกระทั่งกัน การอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ก็เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ ส่วนการปราศรัยบนเวทีจะมีเนื้อหาที่ผิดกฎหมายหรือไม่ ฝ่ายกฎหมายของ คสช.ก็ติดตามดูอยู่เป็นรายคน” พล.ต.ปิยพงศ์ ระบุ
3หมื่นพรึ่บรอพบ“บิ๊กตู่”วันนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมคณะ เพื่อตรวจราชการและประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) ที่ จ.สุรินทร์-บุรีรัมย์ ระหว่าง 7-8 พฤษภาคม โดยไฮไลท์อยู่ที่การพบปะประชาชนของ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะ ที่สนามช้างอารีนา ในวันที่ 7 พฤษภาคม ซึ่งเป็นสนามเหย้าของทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องความพยายามดูดส.ส.ในกลุ่มภูมิใจไทยมาร่วมงานการเมือง ในโอกาสนี้ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะมาร่วมต้อนรับนายกรัฐมนตรีและคณะ พร้อมประชาชนจำนวน 3 หมืื่นคนที่จะสวมเสื้อทีมบุรีรัมย์อย่างพร้อมเพรียง โดยรูปแบบการพบปะครั้งนี้ ประชาชนจะนั่งอยู่บนอัฒจันทร์ในสนามช้างอารีนา ซึ่งคาดว่าเกือบเต็มความจุของสนาม โดยพล.อ.ประยุทธ์ จะเดินรอบสนามทักทายประชาชนบนอัฒจันทร์พร้อมทั้งกล่าวกับประชาชนด้วย
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์จะไปตรวจเยี่ยมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก หรือ โมโต จีพี สนามที่ 15 ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต
แหล่งข่าวในพื้นที่ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเดินทางมาตรวจเยี่ยมความพร้อมทุกส่วนของสนามที่จะใช้จัดการแข่งขัน โดยเจ้าหน้าที่เตรียมการต้อนรับได้จัดเตรียมรถจักรยานยนต์เอาไว้ เผื่อนายกฯ ต้องการจะทดลองขับขี่เพื่อทดสอบสนามดังกล่าว
เสี่ยหนู-เนวินย้ำไม่คุยส่วนตัวบิ๊กตู่
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ตนกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด จะต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่สนามช้างอารีนา ในฐานะเจ้าของสถานที่เมื่อนายกรัฐมนตรีและครม.มาเยือน ต้องอำนวยความสะดวกในจุดที่เราทำได้ หน้าที่ของตนกับนายเนวินจึงไม่มีอะไรเป็นเพียงคนต้อนรับ จากนั้นก็ส่งมอบเพื่อให้นายกรัฐมนตรีได้พบปะปราศรัยกับประชาชนที่คาดว่าจะมาเต็มสนามหรือประมาณ 3 หมื่นคน
“ยืนยันว่าไม่มีกำหนดที่จะพบปะกับ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นการภายใน และการมาประชุมครมที่ จ.บุรีรัมย์ ก็เป็นกำหนดการที่มีนานแล้ว ไม่ใช่ว่าจะมาดูดหรือไม่ดูด เรื่องการเมืองต้องเว้นไว้บ้าง เพราะการเลือกตั้งยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่เอาไว้คุยหลังเลือกตั้งก็ได้ ส่วนความเดือดร้อนของประชาชนที่จะเสนอนายกรัฐมนตรีคงมีข้อเสนอขึ้นมาผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอตามลำดับแล้ว” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าว
มั่นใจพลังดูดไม่กระทบปชป.แน่
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงกรณีการย้ายพรรคของอดีต ส.ส.ว่า ตามปกติทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งทั่วไป ก็จะมี ส.ส.ตัดสินใจย้ายพรรคด้วยหลากหลายเหตุผลอยู่แล้ว แต่จำนวนส.ส.ของแต่ละพรรคที่ย้ายออกจะไม่ค่อยมากเท่าไหร่ ส.ส.เก่าส่วนมากยังอยู่พรรคเดิม ซึ่งการย้ายพรรคน่าจะแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ 1.ย้ายไปสังกัดพรรคอื่น เพราะอุดมการณ์สอดคล้องกัน หรือย้ายออกไปจัดตั้งพรรคขึ้นมาใหม่ตามอุดมการณ์ของตน และ 2.ย้ายเพราะพลังดูด โดยได้รับผลประโยชน์ต่างตอบแทนรูปแบบต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ผลประโยชน์ที่ได้รับอาจเป็นตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง หรือการช่วยเหลือทางธุรกิจ การช่วยเหลือเรื่องคดีความต่างๆ รวมถึงการอุดหนุนปัจจัยให้โดยตรง
สำหรับในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้มีอดีต ส.ส.แจ้งความจำนงลาออกจากพรรคเพียง 3 ราย แต่อดีต ส.ส.ส่วนมากเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ยังสมัครใจทำงานรับใช้ประชาชนร่วมกับพรรคต่อไป การลาออกของอดีต ส.ส. จะไม่ส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่แต่อย่างใด ขณะเดียวกันก็มีหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ไฟแรงขอแจ้งเกิดทางการเมืองสนใจที่จะลงสมัครส.ส.ในนามพรรคตามเขตพื้นที่ต่างๆ จำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ คนทำงานภาคประชาสังคม จากหลากหลายภาคส่วน ที่มีชื่อเสียงสนใจทำงาน การเมืองรูปแบบต่างๆ กับพรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย
นายองอาจ กล่าวอีกว่า ในส่วนเรื่องการยืนยันสมาชิกพรรคที่ผ่านมานั้น ขณะนี้พรรคกำลังตรวจสอบข้อมูลเอกสารของสมาชิกที่มายืนยันการเป็นสมาชิกประมาณ 1 แสนคนอย่างรอบคอบ เพื่อนำส่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน คือภายในวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ อย่างไรก็ตามพรรคกำลังรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเนื้อหาสาระของคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ว่าเป็นการลิดรอนสิทธิ์ของสมาชิกพรรค เพิ่มภาระให้แก่สมาชิกและมีระยะเวลาดำเนินการกระชั้นชิดเป็นการสร้างภาระให้แก่พรรคการเมืองเกินสมควรหรือไม่ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นไปตามที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นคำร้อง ก็อาจทำให้สมาชิกพรรคมีสถานะคงเดิม ไม่ต้องหมดจากสมาชิกภาพเพราะไม่ได้มายืนยันสมาชิกแต่อย่างใด
แนะอย่าใช้ความรุนแรงกับม็อบ
“ถึงแม้ยอดจำนวนยืนยันสมาชิกพรรคจะลดลงด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ไม่พร้อมจ่ายค่าบำรุงพรรค ไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ที่ออกโดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 และเหตุผลอื่นใดก็ตาม แต่ผู้ที่ไม่ได้มายืนยันสมาชิกต่างก็ยืนยันว่าจะสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์อย่างมั่นคงตลอดไป” นายองอาจ กล่าว
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่เดินทางไปพบนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ประเทศสิงคโปร์นั้นว่า การที่เขาจะไปพบใครที่เขารัก ตนว่าเป็นสิทธิของเขา และการที่คนเขาจะรักกันจะไปห้ามไม่ได้ ซึ่งตนสนับสนุนให้รักกัน แต่อย่าทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ส่วนที่มองว่าการไปพบกันครั้งนี้อาจจะผิดกฎหมายพรรคการเมืองนั้น ยังมองไม่เห็นว่าจะผิดกฎหมายพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะต้องมีข้อเท็จจริง หรือมีการกระทำที่อยู่ใต้อาณัติของบุคคลใดหรือไม่ ส่วนจะเป็นการเคลื่อนไหวป่วนรัฐบาลหรือไม่นั้น ตนเห็นว่าไม่มีอะไรจะป่วน เพราะเป็นการไปพบกับคนที่เขารัก
“รัฐบาลก็อย่าไปกังวลจนเกินเหตุ คนเขาจะรักกัน และไม่น่าจะเกี่ยวกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่เคลื่อนไหวในเวลาเดียวกัน แต่ที่ผมกังวลคือการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งมากกว่ากลุ่มที่ไปพบนายทักษิณ เพราะการชุมนุมที่มีประชาชนเข้ามาสนับสนุนในระดับหนึ่งอาจจะมีสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นได้ ซึ่งไม่อยากให้เกิดขึ้น ดังนั้น รัฐบาลก็ต้องพยายามอย่าให้เกิดความรุนแรง” นายนิพิฏฐ์ระบุ
กกต.แจงไม่ผิดแต่ล่อแหลม
พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รักษาการเลขาธิการ กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณีที่อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย เดินทางไปพบกับนายทักษิณที่ประเทศสิงคโปร์ว่า การพบปะกันตามปกติไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด แต่ก็มีความล่อแหลม และสุ่มเสี่ยงที่จะถูกกล่าวหาหรือร้องเรียนได้ว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายลักษณะเป็นการครอบงำหรือชี้นำได้ เนื่องจากตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ระบุไว้ว่า ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือให้บุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่สมาชิกกระทําการควบคุม ครอบงํา หรือชี้นํากิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทําให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม
“ผมในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ไม่อยากเห็นพรรคการเมืองกระทำผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง จึงอยากให้ศึกษาข้อกฎหมายให้มากๆ เพราะขณะนี้กฎหมายพรรคฉบับใหม่ มีเนื้อหามาก นักการเมืองและพรรคการเมืองจำเป็นที่จะศึกษาข้อกฎหมายต่างๆ ให้ดีและรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง” พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ระบุ
พท.แจงไปเพราะรักปัดครอบงำ
นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยเดินทางไปพบนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า ทุกคนไปด้วยความรักและผูกพัน ไม่ใช่พบแล้วจะครอบงำกันได้ แต่ไปพบปะเยี่ยมเยียน อยากบอก พล.อ.ประยุทธ์ว่า การห้ามคนรักกันไปพบเจอกันนั้นเป็นบาป และเป็นการละเมิดสิทธิ์ พล.อ.ประยุทธ์พยายามเชื่อมโยงกับพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นคนละเรื่อง หาก พล.อ.ประยุทธ์รักใครชอบใคร มีคนบอกว่าห้ามไปพบกันทำได้หรือไม่ ดังนั้น อย่าจำกัดสิทธิเสรีภาพ ใช้อำนาจเกินขอบเขต
ส่วนกรณีที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ระบุว่า นักการเมืองน้ำเน่านั้น อดีต ส.ส.สมุทรปราการ ย้อนว่า แต่การดูดยิ่งน้ำเน่ากว่า การที่นายสมคิดแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ในยุครัฐบาลนายทักษิณ เพราะนโยบายและคนมีความเชื่อมั่นในรัฐบาลประชาธิปไตย แต่ตอนนี้ต่างกัน นโยบายของรัฐบาลนี้ทุ่มเงินลงไป อย่าหวังจะแก้ปัญหาได้ถ้าขาดความเชื่อมั่น คนไม่มีจะกิน ตอนนี้ช่องว่างระหว่างคนจนคนรวยกว้างขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งขณะนี้มีกระแสข่าวว่านายสมคิดอาจเป็นนายกฯ หรืออาจจะทำงานให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกฯ ต่อ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ตัวนายสมคิดด้วย ถ้านายสมคิดมั่นใจว่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ผล คนพอใจ ขอให้เปิดเผยตัวออกมาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองเอง ทำไมต้องเป็นอีแอบอยู่เบื้องหลังด้วย
“เอม"โพสต์ทักษิณกอดหลาน
นายวรชัย ยังกล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งด้วยว่า ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ใจเย็นๆ ในวันที่ 22 พฤษภาคม ขอให้ใช้การเจรจา อย่าใช้กำลังหรือข่มขู่คุกคาม เพราะช่วง 2-3 วันที่ผ่านมามีการฝึกกองกำลังทหารตำรวจปราบจลาจลที่พื้นที่ใกล้ๆ กับสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นการซ้อมเพื่อข่มขู่คุกคามกลุ่มคนอยากเลือกตั้งหรือไม่ ต่อจากนี้คนจะเริ่มออกมาชุมนุมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์พูดจาโลเล ไม่แน่นอน หาว่าคนอื่นเป็นเด็กเลี้ยงแกะ แต่ พล.อ.ประยุทธ์เลี้ยงอะไร ประชาชนไม่เชื่อแล้วว่าจะเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เพราะกฎหมายที่ร่างเองยังต้องส่งให้ศาลตีความ เหมือนทีมฟุตบอลที่คอยเขี่ยลูกให้ พล.อ.ประยุทธ์ ให้เลื่อนเลือกตั้งอยู่ตลอดเวลา
วันเดียวกัน นางพินทองทา คุณากรวงศ์ หรือเอม โพสต์ภาพและข้อความในอินสตาแกรม “aimpintongta” เป็นภาพนายทักษิณ กับหลานสาวฝาแฝด “เอมิ พิณธารา” เเละ “นานิ พิณนารา” บุตรสาวของตน โดยระบุข้อความ ”เมื่อตาเจอหลาน #เต็มกำลังใจ #รักที่สุด #คุณพ่อฝากขอบคุณทุกๆกำลังใจที่ส่งมาใต้รูปนะคะ #รักและห่วงใยเหมือนเดิมเสมอ @thaksibnlive by @pouyingluck_shin โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นชื่นชมความน่ารักของตา-หลาน และให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง
“ประชาธรรมไทย”ประชุมใหญ่
ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ พรรคประชาธรรมไทย มีการประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 1/2560 เพื่อพิจารณาข้อบังคับ และเลือกหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค โดยได้มีการเสนอชื่อนายพิเชษฐ สถิรชวาล และ พ.ต.ท.ชำนาญ โตวงศ์ ให้สมาชิกพรรคกาบัตรลงคะแนนโหวตเลือก ปรากฏว่า นายพิเชษฐได้รับเลือกด้วยคะแนน 323 คะแนน พ.ต.ท.ชำนาญได้ 20 คะแนน ไม่ประสงค์ลงคะแนน 7 ใบ บัตรเสีย 24 ใบ ต่อมามีการเลือกรองหัวหน้าพรรค 4 คน ประกอบด้วย นายชัยวุฑ ตรึกตรอง พ.ต.ท.ชำนาญ โตวงศ์ นายสมเพชร วัฒนะทรัพย์ นางรัตนาวรรณ สุขศาลา ขณะที่ นายปณชัย แดงอร่าม ได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรค และมีการเลือกกรรมการบริหารพรรคอีก 7 คน
นอกจากนี้ ยังมีคนในแวดวงศิลปิน นักแสดง มาเป็นสมาชิกพรรค อาทิ นายรังษี เสรีชัย นายรุ่งเพชร แหลมสิงห์ นายไกรลาศ เกรียงไกร เป็นต้น โดยแกนนำพรรคประชาธรรมไทย ยืนยันต่อสมาชิกพรรคช่วงหนึ่งว่า จะส่งผู้สมัครครบทั้ง 350 เขตเลือกตั้ง จากนี้จึงต้องมีการดำเนินกฎระเบียบต่างๆ ให้เป็นไปตามที่ กกต.กำหนด อาทิ สาขาพรรค ตัวแทนพรรคครบ 77 จังหวัด
นายพิเชษฐ กล่าวว่า เมื่อผู้นำรัฐบาลประกาศจะให้มีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 หวังว่าคงไม่เลื่อน หลายคนบอกพรรคประชาธรรมไทยเป็นพรรคคนแก่ แต่ไม่ได้แก่แบบไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ ตนผ่านความล้มเหลว ล้มลุกคลุกคลานมามาก หากได้ไปอยู่ในส่วนหนึ่งของการบริหารประเทศ จะรื้อฟื้นโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือ เซาเทิร์นซีบอร์ด เชื่อม 2 มหาสมุทร อันดามัน อ่าวไทย เข้าด้วยกัน รวมทั้งจะขอฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทยกับซาอุดีอาระเบียด้วย
“สมบัติ”ข้องใจชื่อพรรคไม่ผ่าน
นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำจดจัดตั้งพรรคเกรียน โพสต์ข้อความกรณี กกต.มีจดหมายตอบกลับว่าชื่อพรรคเกรียนไม่ผ่านการพิจารณาจดแจ้งตั้งพรรค เนื่องจากชื่อพรรคเกรียนอาจก่อให้เกิดในความหมายอันไม่มีความเหมาะสมและจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนได้ จึงขอให้แก้ไขและส่งแจ้งมายังกกต.ใน 15 วัน ทั้งนี้ ในหนังสือ กกต.ได้ยกความหมายของคำว่าเกรียน ตามสำนักงานราชบัณฑิตยสภาว่า เป็นคำที่ก่อความหมายไม่ดี ทำอะไรไม่สนใคร ก้าวร้าว อารมณ์เหนือเหตุผล ก่อกวน
นายสมบัติ โพสต์ข้อความว่า “เดี๋ยวก่อน กกต. ที่จดหมายมาบอกผมว่า "เกรียน” ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2552 นั้นมีความหมายสแลง ว่าเป็นพวกก้าวร้าว ไม่ใช้เหตุผล ฯลฯ ไปเอามาจากไหน เพราะไปค้นมาแล้วไม่มีเลย มันยังไงกันแน่ครับ เริ่มที่ข้อเท็จจริงก่อน หากไม่มี แล้วอ้างแบบนี้เดี๋ยวได้บันเทิงยกกำลัง 2”
อย่างไรก็ตาม มีผู้ติดตามแสดงความเห็นตอบว่า “กกต.อ้าง พจนานุกรมคำใหม่ เล่ม 2 ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2552” โดยนายสมบัติ โพสต์ตอบว่า “ถูกต้องครับ มันอยู่ในพจนานุกรมคำใหม่ แต่มันเป็นคำสแลง ซึ่งวัตถุประสงค์ของการตีพิมพ์คำเหล่านี้ก็เพื่อที่จะได้บันทึกและให้วัยรุ่นที่สนใจความหมายของคำที่เกิดใหม่แล้วก็ตายไปในช่วงเวลาหนึ่ง เขาจึงไม่พิมพ์ลงในพจนานุกรมฉบับจริง ในเมื่อผมอ้างพจนานุกรมฉบับจริง เหตุใด กกต.อ้างฉบับคำสแลง"
ชี้ม.44เลิกไพรมารีโหวตขุดบ่อล่อ
พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง กล่าวถึงข้อเสนอจากนักการเมืองให้ใช้อำนาจของหัวหน้าคสช. ตามมาตรา 44 ยกเลิกการใช้ระบบเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อหาผู้สมัคร ส.ส. หรือไพรมารีโหวตว่า ถือเป็นความเสี่ยงที่คสช.อาจจะทำสิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหากไม่พิจารณาให้รอบคอบ เพราะบทบัญญัติในร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง ที่กำหนดให้พรรคทำไพรมารีโหวตนั้น ถือเป็นบทบัญญัติที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญในประเด็นของการให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมต่อการเลือกผู้สมัครและประเด็นการปฏิรูปการเมือง
ทั้งนี้ เข้าใจถึงที่มาของข้อเสนอให้ยกเลิกเพราะพรรคการเมืองกังวลเรื่องจำนวนสมาชิกพรรคที่มีไม่ถึงเกณฑ์ทำไพรมารีโหวต ที่ล่าสุดมีสมาชิกยืนยันเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของบางพรรคไม่ถึงเกณฑ์กำหนด แต่ในเนื้อหากฎหมายได้ระบุข้อยกเว้นไว้ว่า หากพรรคไหนมีตัวแทนจังหวัดและมีสมาชิกพรรคเกิน 100 คนในจังหวัดใด ให้พรรคนั้นส่งผู้สมัครได้ทุกเขตของจังหวัดนั้น ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งแรก หากพรรคการเมืองใดจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้ง 350 เขต ต้องมีสมาชิกพรรคกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศอย่างน้อย 9,200 คน แบ่งเป็นใน 72 จังหวัด ที่ต้องมีตัวแทนประจำจังหวัด โดยใช้สมาชิกพรรคจังหวัดละ 100 คน ทำให้ต้องมีฐานสมาชิกจำนวน 7,200 คน และอีก 4 จังหวัดที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีสาขาพรรคโดยใช้ฐานสมาชิกสาขาละ 500 คน ทำให้ต้องมียอดสมาชิกรวม 2,000 คน
“พรรคไหนจะส่งผู้สมัครส.ส. ต้องหาสมาชิกให้มากขึ้นและฐานสมาชิกนั้น เท่ากับเป็นการเพิ่มคะแนนให้แก่พรรคด้วย ผมเข้าใจว่าไม่ง่าย แต่เมื่อเราต้องการเดินไปข้างหน้าและเพื่อให้มีอนาคตที่ดี ควรจะเริ่มจากความไม่ง่ายนั้น ไม่ใช่ไม่ยอมลำบากเลยแล้วต่อไปปัญหาทางการเมืองก็จะอาจจะเกิดขึ้นได้อีก ผมมองข้อเสนอที่ให้ใช้มาตรา 44 ยกเลิกหรือละเว้นการใช้ไพรมารีโหวต แม้จะต้องการแก้ปัญหาของพรรคการเมือง แต่ผลที่เกิดขึ้นอาจลามไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่า คือ คสช.ทำผิดต่อรัฐธรรมนูญ ดังนั้นข้อเสนอที่เกิดขึ้นอาจเป็นการขุดบ่อเพื่อวางกับดักให้กลายเป็นปัญหาของคสช.ได้ในอนาคต” พล.อ.สมเจตน์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุผลที่นักการเมืองเสนอเพราะมีอุปสรรคต่อการหาสมาชิกพรรคใหม่ เนื่องจากมี 2 คำสั่งของคสช.ห้ามดำเนินการ พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า เชื่อว่าคสช.อยู่ระหว่างการปรับแก้ไขคำสั่งหรือมาตรการทางกฎหมายเพื่อลดอุปสรรคที่จะเกิดกับพรรคการเมือง และเมื่อคสช.ปลดล็อกให้อนุญาตพรรคการเมืองทำกิจกรรมได้แล้ว เชื่อว่าพรรคการเมืองจะมีเวลามากพอที่จะหาสมาชิกได้ทัน อย่างน้อย 8 เดือนเมื่อนับถึงวันเลือกตั้่งช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งอาจจะปลดล็อกในช่วงเดือนมิถุนายนนี้
รับรายชื่อรอบสองถูกถามเยอะ
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสนช. (วิป สนช.) กล่าวถึงการประชุม สนช. ว่า ในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ จะมีวาระพิจารณารายชื่อของบุคคลที่ได้รับการเสนอให้ดำรงตำแหน่ง กกต. จำนวน 7 คนตามที่คณะกรรมการสรรหา กกต. ที่มีนายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการสรรหาฯ เสนอรายชื่อ 5 คน และจากตัวแทนของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา อีก 2 คน โดยในการพิจารณาดังกล่าวจะเป็นเพียงการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม ขึ้นมาตรวจสอบประวัติเชิงลึกของทั้ง 7 คน ก่อนที่จะนำเสนอรายงานเพื่อให้ที่ประชุมสนช. พิจารณาลงมติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไม่เกินต้นเดือนสิงหาคม
สำหรับรายชื่อที่มาจากการสรรหาบุคคลที่เข้าสมัครรอบล่าสุด ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีอย่างน้อย 2 คน ที่สมัครเข้ารับการสรรหาเป็น กกต.รอบแรก แต่ไม่ผ่านขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งเป็นประเด็นที่ สนช.สามารถตั้งคำถามหรือมีข้อสงสัยได้ แต่ในวาระพิจารณา วันที่ 10 พฤษภาคมนั้น ไม่เหมาะสมที่จะอภิปรายใดๆ เพราะคณะกรรมการสรรหาฯ ไม่ได้ร่วมประชุม แม้นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.จะทำหน้าที่เป็นกรรมการสรรหา แต่ถือเป็นดุลพินิจที่นายพรเพชรจะปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานการประชุมในช่วงวาระพิจารณาหรือไม่ก็ได้
“คำถามที่สมาชิกสงสัยอาจต้องนำไปสอบถามกันในชั้นตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม ว่าเหตุใดที่ผู้ที่ไม่ผ่านการเลือกรอบแรก ทำไมถึงได้รับเลือกในรอบล่าสุดนี้ หากเป็นกรณีที่ผู้สมัครกลับไปแก้ไขคุณสมบัติตัวเอง เช่น กรณีถือครองหุ้น ที่เขาขายหรือมอบให้บุคคลอื่นครอบครองไปแล้ว อาจจะถือว่าผ่านคุณสมบัติก็ได้ ขณะที่ตำแหน่งทางราชการที่รอบแรกไม่สามารถเทียบเคียงได้กับตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่า แต่รอบนี้สามารถนำมาเทียบเคียงกัน เช่น ตำแหน่งเอกอัครราชทูต นั้นเป็นประเด็นที่คณะกรรมการสรรหาฯ ต้องชี้แจง อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าการตีความของคณะกรรมการสรรหาฯ ต้องเป็นไปภายใต้กรอบกฎหมาย” นพ.เจตน์ กล่าว
ยังเชื่อไม่มีล้มกระดานรอบสอง
นพ.เจตน์ ยังกล่าวตอบคำถามต่อกระแสข่าวที่ว่าอาจมีใบสั่งให้โหวตเลือก กกต.รอบสอง และอาจซ้ำรอยล้มกระดานรอบแรกว่า ไม่คิดว่าเป็นไปตามกระแสข่าว เพราะการคัดเลือกบุคคลให้เป็น กกต.รอบล่าสุด คณะกรรมการสรรหาฯ ต้องใช้ความรอบคอบมากยิ่งขึ้น แต่ยอมรับว่าการทำงานของคณะกรรมการสรรหาฯ มีข้อจำกัดด้วยเงื่อนไขด้านเวลา ซึ่งการตรวจสอบด้านประวัติและพฤติกรรมเชิงลึก ถือเป็นภาระหนักที่ต้องทำให้รัดกุมขึ้น อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการเลือก กกต.ครั้งนี้ อาจมีผลเป็นไปในทิศทางที่ลงมติเห็นชอบบางคนและบางคนไม่เห็นชอบ เพื่อให้บุคคลที่ผ่านการลงมติเข้าไปเตรียมพร้อมและสร้างความคุ้นเคยต่อระบบการจัดการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น แต่กรณีที่ สนช.จะลงมติไปในทางใดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับรายงานของคณะกรรมการตรวจสอบประวัติฯ และการนำรายงานการตรวจสอบให้ สนช.ได้ไตร่ตรองก่อนลงมติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบุคคลที่คณะกรรมการสรรหาฯ คัดเลือกและเตรียมเข้าสู่วาระประชุม สนช. จำนวน 5 คน ได้แก่ 1.นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ นักวิชาการสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 2.นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 3.นายอิทธิพร บุญประคอง อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และอดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา และกรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ 4.นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า อดีตผู้ว่าราชการหลายจังหวัด และ 5.นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)
ส่วนบุคคลที่ได้รับการเสนอให้แต่งตั้งเป็น กกต. อีก 2 คน ที่มาจากสายศาลนั้น มติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ยืนยันส่ง ชื่อ นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และนายปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา
โพลล์เชื่อศก.รุ่งหากมีปชต.
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เผยผลวิจัยเรื่อง ความคิดเห็นต่อสิ่งที่ควรจะมีในประเทศไทย จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 1,249 ราย พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ 80.2% เชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นเมื่อประเทศมีประชาธิปไตย ในขณะที่ 19.8% ไม่เชื่อ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือ 85.7% เชื่อว่าทุจริตคอร์รัปชันจะลดลงเมื่อสื่อมวลชนมีเสรีภาพกว่านี้ ในขณะที่ 14.3% ไม่เชื่อ
ที่น่าสนใจ คือ ผลสำรวจยังพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 73.9% เชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะปฏิบัติดีเมื่อมีภาคประชาชนเข้มแข็ง ในขณะที่ 26.1% ไม่เชื่อ ผลสำรวจยังพบด้วยว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 83.4% เชื่อว่า การศึกษาไทยจะก้าวไกล ต้องมีพื้นที่สร้างสรรค์เด็ก ในขณะที่ 16.6% ไม่เชื่อ
สิ่งที่น่าพิจารณา คือ ข้อเสนอแนะ 5 อันดับแรก เพื่อทำให้ระบบการศึกษาไทยดีขึ้น พัฒนาสร้างสรรค์เด็กไทยสู่เป้าหมาย ได้แก่ 40.6% ระบุ เพิ่มกิจกรรมนอกชั้นเรียนเพื่อเสริมทักษะด้านสติปัญญา และความรู้ในชีวิตจริง รองลงมา 23.9% ระบุ เพิ่มคุณภาพครู อาจารย์ ผู้สอน เข้มงวดมากขึ้น ปรับปรุงหลักสูตร 14.5% ระบุ ให้ผู้ปกครองส่งเสริมลูกในสิ่งที่ลูกสนใจ ไม่ใช่พ่อแม่ผู้ปกครองสนใจ ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง 8.2% ระบุ ลดการบ้าน ไม่ใช้เวลาเรียนที่มากเกินไป ให้การบ้านน้อยลง เด็กจะมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น และ 7.5% ระบุ นำหลักสูตรเหมาะสมกับวัยมาสอนให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นบ้าง
สุริยะใสจี้รัฐบาลเร่งปฏิรูป5ด้าน
นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) ระบุว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลประกาศปฏิรูปประเทศในเรื่องเร่งด่วน 5 เรื่องโดยทำให้เป็นรูปธรรมภายใน 8 เดือนก่อนถึงการเลือกตั้งนั้น เพราะการกำหนดประเด็นและกรอบเวลาที่ชัดเจนแบบนี้จะทำให้ประชาชนเห็นโรดแม็พ เห็นแผนการปฏิรูปและสามารถติดตามตรวจสอบการมีส่วนร่วมและประเมินผลการทำงานได้ว่ารัฐบาลมีความจริงจังและสำเร็จมากน้อยแค่ไหนอย่างไร ถ้ารัฐบาลทำได้จริงกองหนุนจะกลับมา
“เป็นหน้าที่ของประชาชนและสื่อมวลชนต้องช่วยกันติดตามว่าการตั้งธงแบบนี้จะเป็นจริงหรือไม่ เพราะสังคมคาดหวังสูงในประเด็นการปฏิรูปก่อนเลื&l



