ข่าว

กฟผ.ลุยงาน "ชุมชนสัมพันธ์" ทั่วไทย
ชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้าต้องมีความสุข!

กฟผ.ลุยงาน "ชุมชนสัมพันธ์" ทั่วไทย ชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้าต้องมีความสุข!

14 ต.ค. 2552

การริเริ่มทำโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในประเทศไทยทุกวันนี้เป็นไปอย่างยากลำบากจากกระแสต่อต้านของชาวบ้านในพื้นที่ และการเคลื่อนไหวของเอ็นจีโอจนทำให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนต้องพึ่งพางาน "ชุมชนสัมพันธ์" มากขึ้นเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน

  สุวิทย์ สิงหจันทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงภารกิจงานชุมชนสัมพันธ์ของ กฟผ. ว่า กฟผ.เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่สร้างโรงไฟฟ้าเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน และการพัฒนาของประเทศ

 อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างโรงไฟฟ้าแต่ละประเภท ทั้งที่ใช้แก๊ส ถ่านหิน พลังงานน้ำ ฯลฯ ล้วนมีผลกระทบต่อประชาชน กฟผ.จึงมีความคิดว่า จะทำอย่างไรให้ชุมชนรอบๆ โรงไฟฟ้าอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขที่สุด

 กฟผ.จึงต้องมีฝ่ายชุมชนสัมพันธ์ขึ้นมาเพื่อดูแลภารกิจการพัฒนาสังคมในรูปแบบต่างๆ โดยพยายามสร้างเครือข่ายความร่วมมือภาคประชาชนให้เกิดขึ้น โดยอาศัยโครงการต่างๆ เพื่อสานสัมพันธ์

 ไม่ว่าจะเป็นโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเราเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2537 และปลูกป่าไปแล้วกว่า 3.8 แสนไร่ หรือโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเน้นให้ประชาชนหันมาใช้จุลินทรีย์ชีวภาพในการเกษตร การทำประมง และสิ่งแวดล้อม

 ส่วนการแก้ไขภาพลักษณ์เลวร้ายเดิมๆ ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะเพื่อทำให้ประชาชนเปิดใจให้แก่ "โรงไฟฟ้าถ่านหิน" มากขึ้นนั้น เขาบอกว่า ก่อนที่ กฟผ.จะลงไปก่อสร้างโครงการใหม่ๆ จะต้องลงไปสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประชาชน สร้างเครือข่ายความร่วมมือให้ได้

 สิ่งแรกที่จะเข้าไปดำเนินการ คือ การสำรวจข้อมูลชุมชน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพื่อสำรวจดูว่าสภาพพื้นที่เป็นอย่างไร มีปัญหาอะไรบ้าง

 เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ก็จะนำมาวิเคราะห์หาทางแก้ปัญหาให้ลุล่วงก่อน เมื่อชาวบ้านให้ความร่วมมือแล้วถึงจะ "เปิดตัวโครงการ" ด้วยการพาตัวแทนชาวบ้านไปดูตัวอย่างโรงไฟฟ้าประเภทเดียวกันที่จะสร้างขึ้นในชุมชน

 สุวิทย์ย้ำว่า ประเทศไทยยังจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ เพราะทุกวันนี้เราใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิงถึง 70% ใช้ถ่านหินแค่ 16% แต่แก๊สในอ่าวไทยไม่เกิน 40 ปีก็จะหมดแล้ว และปัจจุบันก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศมหาศาล

 ส่วนถ่านหินเป็นพลังงานราคาถูก ประเทศไทยก็ยังมีถ่านหินคุณภาพดีอยู่อีกมาก ขณะที่ต่างประเทศก็ใช้กันแพร่หลาย ดังนั้น หากใช้ถ่านหินในสัดส่วนที่มากขึ้นก็จะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานได้มาก

 แหล่งใหญ่ๆ ที่สำรวจพบมี 2 แห่ง คือ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ แต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ทั้งสองแหล่ง

 โดยที่ อ.สะบ้าย้อย ยังเข้าพื้นที่ได้ลำบาก เนื่องจากปัญหาความไม่สงบ ส่วนที่ อ.เวียงแหง พบปริมาณมาก แต่ไม่ได้ดำเนินการ เพราะอยู่ระหว่างศึกษาว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าที่นั่น หรือขนมาที่แม่เมาะ อีกทั้งกระแสต่อต้านจากชาวบ้านและเอ็นจีโอก็ยังมากอยู่

 เมื่อถามถึงแนวทางการทำความเข้าใจกับประชาชน กฟผ.จะพยายามทุกวิถีทางในการชี้แจง โดยจะเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่การคัดเลือกเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยมากที่สุด การสร้างโรงไฟฟ้า และการวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมทุกระยะ

 "ยกตัวอย่างที่แม่เมาะ ทุกวันนี้ กฟผ.ตั้งเครื่องดักจับซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งลงทุนไปหลายหมื่นล้านบาท เรามั่นใจว่าวันนี้โรงไฟฟ้าถ่านหินแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และพิษภัยต่อสุขภาพได้หมดแล้ว" ผอ.ฝ่ายชุมชนสัมพันธ์ กฟผ. กล่าว

 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาอยากให้แก้ปัญหามากที่สุดในการขับเคลื่อนโรงไฟฟ้า คือ ความจริงใจ และกล้าในการตัดสินใจของภาครัฐ

 "หลายครั้งเมื่อมีมวลชนมากดดัน รัฐมักชะลอที่จะตัดสินใจไว้ก่อน ทั้งที่เราได้ทำอีไอเอ และทำประชาคมสอบถามความคิดเห็นหมดแล้ว ซึ่งรัฐต้องกล้าตัดสินใจ ต้องรับฟังเสียงส่วนใหญ่จริงๆ ไม่เช่นนั้นประเทศก็เดินหน้าไปไหนไม่ได้"

 นี่คือเสียงสะท้อนของ ผอ.ฝ่ายชุมชนสัมพันธ์ กฟผ. ที่ต้องการส่งสัญญาณไปยังภาครัฐให้กล้าตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง มิเช่นนั้น ประเทศไทยจะสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ไม่ได้เลย ทั้งที่ขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้านเราเริ่มที่จะก่อสร้าง "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์" ไปเรียบร้อยแล้ว

"อาคม ไชยศร"
[email protected]