ข่าว

 ภาคเกษตรไทยได้อะไรจากกลุ่ม"ซีแอลเอ็มวี"ตอน16

 ภาคเกษตรไทยได้อะไรจากกลุ่ม"ซีแอลเอ็มวี"ตอน16

05 พ.ค. 2561

คอลัมน์ - ทำกินถิ่นอาเชียน โดย - รศ.ดร.พิชัย ทองดีเลิศ      [email protected]

 ต่อจากเสาร์ที่แล้ว

ในวันนี้เราได้เดินทางเข้าไปที่ VNUA หรือ Vietnam National University of Agriculture ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางด้านการเกษตรที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของเวียดนามที่อยู่เมืองฮานอย ถ้าดูจากด้านกายภาพแล้วขนาดของมหาวิทยาลัยที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่มีความร่มรื่นจากต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ค่อนข้างหนาตาในรั้วมหาวิทยาลัย สิ่งที่ค่อนข้างเด่นเป็นสง่าสังเกตเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่เราผ่านเข้าสู่บริเวณมหาวิทยาลัยคือภาพขนาดใหญ่ของท่านโฮจิมินห์ที่ถูกวาดไว้ด้านหน้าของอาคารอันแสดงได้ถึงความภูมิใจและความเคารพที่ชาวเวียดนามมีให้แก่ผู้นำท่านนี้  

อย่างที่เราคนไทยทราบกันดีว่าโดยพื้นฐานแล้วคนเวียดนามอยู่กับศึกสงครามมานานลำบากกันมามาก กว่าประเทศจะสงบสุขและเริ่มต้นพัฒนาประเทศจนมาถึงปัจจุบันก็เกิดมาจากผู้นำท่านนี้ การมาครั้งนี้เราได้มีโอกาสพบกับนักวิชาการของ VNUA ด้านการเกษตร เศรษฐศาสตร์ และด้านอาหาร ซึ่งได้เตรียมตัวเป็นอย่างดีในการพบปะพูดคุยกับทีมเรา

จริงๆ แล้วก็เป็นโอกาสที่ดีของเราที่มีศิษย์เก่าชาวเวียดนามสองท่านที่จบปริญญาโทจากคณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่นี่ทำให้เราติดต่อประสานงานในการเก็บข้อมูลงานวิจัยได้สะดวกขึ้น ซึ่งทางนักวิชาการเวียดนามได้ฉายภาพเรื่องการเกษตรให้เราฟังว่าเวียดนามมีความพร้อมในด้านพื้นที่และความอุดมสมบูรณ์ รวมถึงสภาพภูมิอากาศเหมาะสำหรับการทำการเกษตรในหลายประเภทตั้งแต่เหนือจรดใต้ โดยจะมีความโดดเด่นแตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่ แต่หลักๆ เรื่องของข้าวยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่ค่อนข้างมีความสำคัญ ซึ่งคนเวียดนามก็จะให้ความสำคัญกับข้าวเหมือนคนไทย และมองว่าเป็นพืชหลักที่ผลิตได้เพื่อการส่งออกและบริโภคภายในประเทศ 

ส่วนพวกผลไม้ก็จะคล้ายๆ เมืองไทยมีหลากหลายตามฤดูกาลและกระจายกันไปตามแต่ละลักษณะของภูมิภาค ซึ่งบนโต๊ะของการสนทนาวันนี้เราได้ลองกินลิ้นจี่ของเวียดนามที่ทางศิษย์เก่าได้เตรียมให้เราลองชิมดู บอกได้เลยว่าเหมือนกินลิ้นจี่ในไทยครับ ถ้าไม่บอกว่ามาจากไหนก็คงไม่รู้ ในเวียดนามน้ำท่าค่อนข้างอุดมสมบูรณ์และสามารถพึ่งพาน้ำจากธรรมชาติได้ ระบบชลประทานจ่ายน้ำแก่เกษตรกรก็ถือว่าใช้ได้ รวมถึงมีการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรค่อนข้างมาก ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตภัณฑ์จากจีนเป็นหลัก ปุ๋ยและสารเคมีก็ใช้กันตามความจำเป็นของชนิดพืชและพื้นที่เพื่อเพิ่มผลผลิตและป้องกันศัตรูพืช  

ในด้านปศุสัตว์ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการเลี้ยงโคค่อนข้างมากทั้งบริโภคกันในประเทศแต่จะส่งออกไปจีนค่อนข้างมากทั้งแบบถูกต้องตามกฎระเบียบและมีหลุดรอดไปตามแนวชายแดนบ้าง ซึ่งทางนักวิชาการก็ค่อนข้างกังวลกับเรื่องนี้ การทำการเกษตรของเกษตรกรเวียดนามก็จะมีทั้งแบบทันสมัยใช้เทคโนโลยีในรายใหญ่ๆ แต่ถ้าเป็นเกษตรกรรายเล็กๆ ก็ยังทำกันแบบดั้งเดิมโดยยังใช้แรงงานคนและสัตว์เป็นหลัก ซึ่งดูแล้วเกษตรกรเวียดนามเองก็ยังมีความสุขกับวิถีการทำการเกษตรแบบนี้อยู่

ส่วนตัวเกษตรกรเองนั้นก็เหมือนกับกับลาวและไทยคือยังเป็นเกษตรกรที่มีอายุค่อนข้างมากที่เป็นเกษตรกรแบบมืออาชีพ หนุ่มๆ สาวๆ รุ่นใหม่ก็มีแนวโน้มเข้าไปทำงานในภาคธุรกิจที่ค่อนข้างมีการเจริญเติบโตสูง ในเชิงของธุรกิจเกษตรขนาดเล็กที่ประกอบการโดยคนเวียดนามเองแท้ๆ ก็เริ่มมีมากขึ้นเช่นธุรกิจแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร ธุรกิจอาหารสัตว์ ที่เน้นเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะภายในประเทศเท่านั้น

จากการพูดคุยในครั้งนี้ก็ทำให้ทีมวิจัยเรามีเรื่องที่เราสนใจในหลายประเด็นและคงต้องเข้าพื้นที่กันจริงๆ เพื่อนำข้อมูลมาเล่าให้ฟังต่อในครั้งหน้าครับ!