ข่าว

พิษโกงเงินคนจนไล่ออกผอ.-หัวหน้าศูนย์-จับตาศาลเคาะคำสั่งคสช.

พิษโกงเงินคนจนไล่ออกผอ.-หัวหน้าศูนย์-จับตาศาลเคาะคำสั่งคสช.

03 พ.ค. 2561

ชงพม.ฟันวินัยร้ายแรงไล่ออกผอ.-หัวหน้าศูนย์ฯขอนแก่นโกงเงินคนจน ขณะที่ศาลรธน.นัดชี้ขาดกฎหมายลูกส.ส.-ส.ว. พ่วงคำสั่งคสช.ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ 23 พ.ค.

      เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ว่า หลังจากที่ พส.ได้ดำเนินการสอบวินัยร้ายแรงศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 2 แห่ง ได้แก่ จ.ขอนแก่น และ จ.เชียงใหม่ นั้น ในส่วนของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงได้ดำเนินการสอบสวนแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 27 เมษายน ที่ผ่านมา และเตรียมเสนอคณะอนุกรรมการสามัญ (อ.ก.พ.) ประจำกระทรวง พม. พิจารณาโทษไล่ออกจากราชการ รวม 2 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ซึ่งเป็นข้าราชการสังกัด พส. และหัวหน้าฝ่ายสวัสดิการสังคม สังกัดกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ รวม 2 คน อย่างไรก็ตาม ทาง อ.ก.พ.ประจำกระทรวง พม. จะมีการประชุมอย่างเร่งด่วน ในวันที่ 4 พฤษภาคมนี้ ซึ่งมี พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พม. เป็นประธาน หลังจากนั้นจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบทางละเมิด เพื่อคำนวณความเสียหายที่ผู้ถูกกล่าวโทษจะต้องชดใช้ โดยในขั้นตอนนี้อาจจะต้องใช้เวลาพิจารณา เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน รวมถึงเป็นเรื่องของจำนวนเงิน

เเฉพฤติการณ์โกงของ2ขรก.

     นางนภา กล่าวต่อว่า สำหรับพฤติการณ์การทุจริตของผอ.ศูนย์ฯ และหัวหน้าฝ่ายจัดสวัสดิการสังคมนั้น เป็นในส่วนของการปลอมแปลงเอกสาร และการจ่ายเงินให้กลุ่มเป้าหมายไม่ครบ ส่วนเงินที่ทุจริตนั้นไปไหนหรือส่งให้ใครเป็นเงินทอนหรือไม่ ผลสอบคณะกรรมการชุดดังกล่าวยังไม่ได้ชี้ชัด ซึ่งต้องรอผลการพิจารณาของคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงชุดใหญ่ที่สอบระดับผู้บริหาร พม. ขณะที่พนักงานราชการอีก 2 คนของศูนย์ จ.ขอนแก่น ที่ถูกสอบวินัยไม่ร้ายแรง ขณะนี้ผลสอบยังไม่แล้วเสร็จ เช่นเดียวกับผลสอบของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.เชียงใหม่ ที่ยังอยู่ในการดำเนินการสอบ คาดว่าจะสรุปผลการพิจารณาโทษได้ภายในเดือนพฤษภาคม

พิษโกงเงินคนจนไล่ออกผอ.-หัวหน้าศูนย์-จับตาศาลเคาะคำสั่งคสช.

ยันผอ.สิงห์บุรีแจงปมผ้าห่มแล้ว

    นางนภา กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) ได้ส่งข้อมูลบุคคลซึ่งถูกตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงให้ พส. 2 ครั้ง จำนวน 35 แห่ง มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 156 คน โดยมีบุคคลที่อยู่ระหว่างการดำเนินการทางวินัย จำนวน 20 คน ส่วนบุคคลที่เหลือ จำนวน 136 คน จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ได้ย้ายข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานในปีงบประมาณ 2560 ออกจากพื้นที่ตามข้อมูลที่ ป.ป.ท.จัดส่งให้ครั้งที่ 1 จำนวน 19 คน และสั่งตรวจสอบข้อมูลที่ ป.ป.ท.จัดส่งให้เพิ่มเติมครั้งที่ 2 เพื่อพิจารณาสั่งย้ายข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานในปีงบประมาณ 2560 ออกจากพื้นที่เพิ่มเติม

      เมื่อถามถึงกรณีที่ป.ป.ท.ตรวจพบพฤติการณ์อาจทุจริตของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.สิงห์บุรี ในการจัดซื้อผ้าห่มที่สูงกว่าราคากลางนั้น นางนภา กล่าวว่า ได้พูดคุยผ่านทางโทรศัพท์โดยตรงไปยัง ผอ.ศูนย์สิงห์บุรี ได้รับการชี้แจงว่าเป็นการเร่งรัดการจัดซื้อด้วยความจำเป็น ซึ่งก็ได้ให้รายงานถึงเหตุผลที่ต้องจัดซื้อราคาสูงกว่าราคากลาง และทำไมต้องจัดซื้อเร่งด่วน เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณา ทั้งนี้ยืนยันว่าหากตรวจพบข้อมูลที่ไม่ถูกต้องก็จะมีการตั้งคณะกรรมการลงไปตรวจสอบอีกรอบ

 

วอนนายกฯ เร่งเอาผิด ขรก..เอี่ยว

     ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นางฐณิฎฐา จันทนฤกษ์ ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.สมุทรปราการ เดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี‭ แล้วหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อเร่งรัดการดำเนินการตรวจสอบภายในพม. และเอาผิดข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินคนไร้ที่พึ่งทั้งทางวินัยและทางอาญา

     นางฐณิฎฐา กล่าวว่า จากการตรวจสอบของป.ป.ท.ในภาพรวมพบว่าหลายพื้นที่ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ ส่อถึงการทุจริตไม่โปร่งใสในการดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยมีการเบิกงบประมาณลงพื้นที่เกินกว่าจำนวนประชากร ตัวอย่างเช่น ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.เชียงใหม่ มีตัวเลขผู้มีสิทธิได้รับเงิน 2,000 คน แต่กลับเบิกจ่ายงบถึงกว่า 67 ล้านบาท หรือกรณีหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง จ.เชียงใหม่ มีประชาชนอยู่เพียง 2,500 คน แต่มีการโอนเงินไปหลายสิบล้านบาท และเมื่อมีการโอนเงินและเบิกจ่ายแล้ว ข้าราชการบางคนก็ลาออกทันที ก่อนที่จะพบว่าต่อมามีเงินหมุนเวียนในครอบครัวจำนวนมาก

     นอกจากนั้นยังมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยในการนำบัตรอาสาสมัครมาใช้ในการเบิกจ่ายงบแทน สิ่งเหล่านี้มองว่าเป็นการกระทำเชิงอาชญากร รวมตัวกันเป็นแก๊งมิจฉาชีพ ยักยอกทรัพย์สินเงินแผ่นดินที่จะให้แก่ผู้ที่ยากไร้ ผู้พิการและผู้ติดเชื้อเอชไอวี ถือเป็นเรื่องที่น่าสลดใจ จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีเอาผิดกับบุคคลเหล่านี้ และการมาร้องเรียนครั้งนี้ไม่รู้สึกกลัวหรือกังวล เพราะต้องการให้มีการตรวจสอบและเอาผิดคนเหล่านั้นอย่างจริงจัง ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน จะเดินทางไปยื่นเรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้ตรวจสอบเอาผิดกับผู้บริหารและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินผู้ยากไร้ศูนย์ที่เกี่ยวข้องอีกทางหนึ่ง

ปรับรูปแบบจ่ายเงินคนจนป้องโกง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พม.ได้ปรับเปลี่ยนการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนถึงผู้รับบริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและป้องกันการทุจริต โดยขั้นตอนการจ่ายเงินรูปแบบใหม่นี้ เริ่มจากสำนักงบประมาณโอนจัดสรรงบประมาณประจำปีให้ พม. ผ่านระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) จากนั้นทางพม.จะพิจารณาให้หน่วยงานหรือกรมผ่านระบบ GFMIS โดยหน่วยงานหรือกรม จะขออนุมัติผ่านคณะกรรมการ One home และบันทึกรายชื่อ เลขบัญชีธนาคารของผู้ประสบปัญหาทางสังคม ผ่านระบบ Krungthai Corporate Online และทำการอนุมัติให้ความช่วยเหลือในระบบดังกล่าวนี้ตามรายชื่อ และระบบจะทำการโอนเงินอัตโนมัติไปยังบัญชีของผู้ประสบปัญหาทางสังคม ทั้งนี้การจะได้รับเงิน หากเป็นบัญชีของธนาคารกรุงไทย จะสามารถรับเงินได้ในทันที แต่หากเป็นบัญชีธนาคารอื่นๆ จะได้รับเงินช่วยเหลือภายใน 2 วัน ซึ่งระบบดังกล่าวนี้จะมีการรายงานเป็นหลักฐานในการจ่ายเงิน และเรียกดูข้อมูลปัจจุบัน และข้อมูลย้อนหลังได้ในทันที โดยเริ่มดำเนินการแล้วในวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

    ส่วนของการเบิกเงินสงเคราะห์รูปแบบเดิมนั้น สำนักงบประมาณ โอนจัดสรรงบประมาณประจำปีให้ พม. ผ่านระบบ GFMIS จากนั้นทางพม.จะพิจารณาให้หน่วยงานหรือกรมผ่านระบบ GFMIS และกรมที่ได้รับงบประมาณ จะขออนุมัติผ่านคณะกรรมการ One home เพื่อพิจารณาจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่ผู้ประสบปัญหาทางสังคม ซึ่งรูปแบบการจ่ายเงินจะเป็นในรูปแบบของเงินสดหรือเช็ค ซึ่งผู้ที่ได้รับเงินช่วยเหลือจะต้องลงชื่อในแบบสำคัญรับเงิน และมีพยานในการรับเงินพร้อมถ่ายรูปประกอบเพื่อให้หน่วยงานใช้เป็นหลักฐานประกอบการรับเงิน

พิษโกงเงินคนจนไล่ออกผอ.-หัวหน้าศูนย์-จับตาศาลเคาะคำสั่งคสช.

“วิลาศ”ร้อง“บิ๊กเจี๊ยบ”ปราบทุจริต

    ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ ภายในสำนักงานเลขานุการกองทัพบก กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในวันนี้ (2 พ.ค.) ได้มายื่นหนังสือร้องเรียนถึง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้ดำเนินการตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ที่ผ่านมา ที่ได้มีมติรับทราบมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการของคสช. ตามที่ พล.อ.เฉลิมชัยนำเสนอ โดยมีสาระสำคัญคือกรณีที่มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ทางส่วนราชการต้นสังกัดดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และรายงานผลการพิจารณาต่อหัวหน้าส่วนราชการและรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพื่อรับทราบทันที และให้พิจารณาดำเนินการทางวินัยหรือทางอาญาโดยเร็ว ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

    “ปรากฏว่าตั้งแต่มีมติครม.ดังกล่าวออกมาก็ไม่มีหน่วยงานใดปฏิบัติตาม ผมจึงมายื่นหนังสือสอบถาม เพราะทุกวันนี้มีการทุจริตเกิดขึ้นชัดเจนแล้ว แต่ไม่มีใครดำเนินการ โดยเฉพาะความไม่โปร่งใสเรื่องอีออคชั่นการประมูลที่มีการทุจริต และไม่เคยมีการตรวจสอบ โดยเฉพาะที่มีการเคาะราคาประมูลต่างๆ” นายวิลาศ กล่าว

นัดลงมติก.ม.ส.ส.-ส.ว. 23 พ.ค.นี้

     วันเดียวกัน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประชุมพิจารณาคดี 3 เรื่อง ได้แก่ กรณีประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่งความเห็น 30 สนช. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. มาตรา 91, 92, 93, 94, 95 และ 96 มีข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 107 หรือไม่ ซึ่งศาลได้พิจารณาหนังสือชี้แจงของประธานกรธ., ผู้แทนของ สนช. ฝ่ายผู้เสนอความเห็น, ผู้แทนของ สนช. ฝ่ายที่ลงมติเห็นชอบในวาระ 3 และประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวแล้ว และมีคำสั่งรับรวมไว้ในสำนวน กำหนดประเด็นและอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัย โดยมีการนัดแถลงด้วยวาจาและลงมติในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้, กรณีประธาน สนช.ส่งความเห็น 27 สนช. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 35(4) และ(5) รวมทั้งมาตรา 92 วรรคหนึ่ง มีข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 95 วรรคสาม และมาตรา 85 หรือไม่ ซึ่งศาลได้พิจารณาหนังสือชี้แจงของประธาน กกต., ประธาน กรธ., ผู้แทนของสนช.ฝ่ายผู้เสนอความเห็น และประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวแล้ว และมีคำสั่งรับรวมไว้ในสำนวน กำหนดประเด็นและอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัย โดยมีการนัดอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้เช่นกัน

พ่วงคำสั่งคสช.53/2560ด้วย

    นอกจากนั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังได้พิจารณาคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 140 และ 141 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เรื่องการดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนั้น มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 25, 26, 27 และ 45 หรือไม่ ซึ่งศาลได้พิจารณาหนังสือชี้แจงจาก ประธาน กกต., พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้ว และมีคำสั่งรับรวมไว้ในสำนวน นอกจากนั้นยังอนุญาตให้ขยายเวลาในการส่งความเห็นและข้อมูลที่เกี่ยวข้องของหัวหน้า คสช.ตามที่มีหนังสือขอขยายเวลา ภายในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ และศาลได้นัดอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้

พิษโกงเงินคนจนไล่ออกผอ.-หัวหน้าศูนย์-จับตาศาลเคาะคำสั่งคสช.

“วิษณุ”อุบตอบหนุนนายกฯ

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ว่า นายกฯ ไม่เคยพูดคุยเรื่องอนาคตทางการเมืองกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่อาจจะพูดกับคนอื่น

    ส่วนหาก พล.อ.ประยุทธ์ทำงานการเมืองต่อจะให้การสนับสนุนหรือไม่นั้น ไม่ขอตอบเรื่องนี้ เพราะหากบอกว่าไม่สนับสนุนจะกลายเป็นว่าเป็นปรปักษ์ แต่หากบอกว่าสนับสนุนก็ต้องเข้ามาช่วยทำงาน ซึ่งเรื่องนี้มีวิธีดูแลตัวเองอยู่แล้ว

‘วันนอร์’แจ้งชื่อร่วม“ประชาชาติ”

    วันเดียวกัน นายสุรพล นาควานิช ผู้ยื่นขอจัดตั้งพรรคประชาชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าการก่อตั้งพรรคว่า ในเบื้องต้นพรรคประชาชาติมีสมาชิกกว่า 500 คนแล้ว แต่ต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศอนุญาตให้สามารถเปิดประชุมพรรคอย่างเป็นทางการเสียก่อน ทั้งนี้ ความก้าวหน้าของพรรคคือ 1.กลุ่มอดีต ส.ส.วาดะห์ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้ง นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ และนายซูการ์โน่ มะทา ได้นำสมาชิกวาดะห์ทั้งหมด 3 จังหวัดชายแดนใต้ มาอยู่กับพรรคประชาชาติ พร้อมทั้งรวบรวมรายชื่อในกลุ่มเข้ามาร่วมจัดตั้งพรรคอย่างเป็นทางการแล้ว

     ส่วนกรณีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา แกนนำกลุ่มวาดะห์ อดีตประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ในเบื้องต้น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้แจ้งว่าจะมาร่วมตั้งพรรคประชาชาติ แต่อนาคตจะมีตำแหน่งเป็นอะไรในพรรคยังไม่ได้ชี้แจง 2.จากการลงพื้นที่ภาคเหนือ จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ ผ่านมา ทางกลุ่มผู้นำชาวจีนพุทธและมุสลิมในพื้นที่ภาคเหนือและผู้นำท้องถิ่นกว่า 50-100 คน เป็นคนที่เราคุ้นเคยบริเวณชายแดนได้ตกปากรับคำจะมาร่วมก่อตั้งพรรคประชาชาติด้วย อย่างไรก็ตามในสัปดาห์หน้าจะลงพื้นที่ไปภาคอีสาน เพื่อไปเชิญชวนประชาชนที่สนใจการเมืองให้มาเข้าร่วมพรรคประชาชาติเพิ่มเติม

วาดะห์ยังกั๊กหนุนบิ๊กตู่หรือไม่

     เมื่อถามว่า จุดยืนของพรรคจะมีท่าทีสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือไม่ นายสุรพล กล่าวว่า อยากให้เข้าใจ และเปรียบเสมือนว่าพรรคประชาชาติยังไม่มีลูกเลย เพราะตอนนี้ยังอยู่ในช่วงผสมพันธุ์ ต้องรอดูท่าทีทีอีกสักพักหนึ่งว่าจะเป็นอย่างไร หากมีลูกเกิดขึ้นมาแล้วมีความคิดเห็นเป็นอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น เป็นเรื่องของอนาคต

     “เจตนารมณ์ที่ตั้งพรรคขึ้นมาคงไม่จำเป็นที่จะต้องไปสนับสนุนนายกฯ หรอก เพราะพล.อ.ประยุทธ์มีพรรคที่สนับสนุนเยอะแล้ว แต่อย่างไรก็ตามในส่วนตัวผมไม่ได้รังเกียจในตัว พล.อ.ประยุทธ์ เพราะพรรคประชาชาติเปิดรับความหลากหลายทุกกลุ่มอยู่แล้ว” นายสุรพล กล่าว

“ประดิษฐ์-วินัย”โต้ลงส.ส.เพื่อไทย

     ความคืบหน้ากรณีที่นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีต ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา และนายวินัย ภัทรประสิทธิ์ อดีต ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ออกงานกับ น.ส.สุนีย์ เหลืองวิจิตร อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย หลายงานในช่วงนี้พร้อมกับถ่ายรูปคู่กัน ทำให้เกิดกระแสข่าวลือทั้ง 2 คนพี่น้องจะลงสมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย

     นายวินัย กล่าวว่า ยังไม่ได้ลงสมัครพรรคการเมืองใด หลังจากที่ได้ลาออกจากพรรคชาติไทยพัฒนามาเมื่อช่วงปฏิวัติ อย่างไรก็ตามยืนยันว่ายังจะเล่นการเมืองอยู่ แต่ยังไม่ได้ลงสมัครพรรคการเมืองพรรคไหนเท่านั้น ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่ามี ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยมาทาบทามให้มาสมัครในนามพรรคเพื่อไทยนั้น ยืนยันว่าตอนนี้ยังไม่มีใครมาทาบทาม ส่วนเรื่องการเลือกตั้งนั้นมองว่าเรื่องนี้ยังอีกนาน หากถามว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2562 หรือไม่นั้น เรื่องนี้ตอบไม่ได้ เพราะกฎหมายลูกยังไม่เสร็จเลย

พิษโกงเงินคนจนไล่ออกผอ.-หัวหน้าศูนย์-จับตาศาลเคาะคำสั่งคสช.

“ภท.”คาดสมาชิกไม่เกิน 2,500

    วันเดียวกัน นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย(ภท.) กล่าวถึงยอดการยืนยันสมาชิกพรรคภูมิใจไทยล่าสุดว่า มีจำนวน 2,000 กว่าคน และขณะนี้ยังมีขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและการออกใบเสร็จรับเงิน อย่างไรก็ดี หลังเสร็จสิ้นทุกขั้นตอน คาดว่ายอดการยืนยันสมาชิกอย่างมากที่สุดคงไม่เกิน 2,500 คน สาเหตุสำคัญที่ทำให้ยอดการยืนยันสมาชิกของพรรคมีจำนวนลดลงเมื่อเทียบกับฐานสมาชิกที่มีอยู่กว่า 1 แสนคน คือ 1.พรรคการเมืองไม่สามารถเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกรับทราบได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากคสช.ยังห้ามมิให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม

    ส่วนข้อ 2.ในความเป็นจริงของทุกพรรค สมาชิกส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่นอกเขตเมืองและเขตเทศบาล เช่น อยู่ในสวนหรือไร่นา ดังนั้น การจะเดินทางไปพบปะต้องใช้กำลังคนจำนวนมาก เมื่อไปแล้วก็อาจไม่พบ ต่อให้พบแล้วก็อาจพูดคุยกันเข้าใจหรือไม่เข้าใจ แม้แต่การเตรียมเอกสารอย่างสำเนาทะเบียนบ้านหรือสำเนาบัตรประชาชนก็อาจไม่สามารถทำได้ในครั้งเดียว ทั้งหมดนี้จึงเป็นความยุ่งยากในการไปพบกับสมาชิก 3.การที่สมาชิกต้องชำระค่าบำรุงพรรคในยามที่เศรษฐกิจย่ำแย่เช่นนี้ เงิน 100 บาทเป็นจำนวนที่มีค่ากับสมาชิกในบางสาขาอาชีพ สมาชิกจึงตั้งคำถามว่าการเสียเงินเพื่อยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้น เขาจะได้อะไร ซึ่งยอมรับว่าเรื่องค่าบำรุงพรรค 100 บาท มีผลทำให้คนจำนวนมากตัดสินใจไม่ยืนยันความเป็นสมาชิก

ยันสมาชิกมาเอง-ไม่ต้องดิ้นรน

    นายศุภชัยกล่าวต่อว่า คนที่เข้ามายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคนั้น ล้วนแล้วแต่เดินเข้ามาหาเพื่อขอยืนยันอยู่ต่อ ไม่ได้เกิดจากการที่พรรคบุกเข้าไปหา และพรรคก็ไม่ได้ดิ้นรนเพื่อจะหาเพิ่ม เพราะมองเวลา 1 เดือนนั้นน้อยเกินไป แต่หากคสช.เปิดโอกาสในยามปกติแล้ว เชื่อว่าจะสามารถหาสมาชิกเพิ่มได้อีกไม่น้อย นอกจากนี้ นายศุภชัยยังมองว่ายอดการยืนยันความเป็นสมาชิกไม่ได้มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับการได้รับการเลือกตั้ง

     "การยืนยืนสมาชิกน้อยลง ไม่ได้มีผลเกี่ยวเนื่องว่าเมื่อลงสมัครรับเลือกตั้งแล้วจะไม่ได้คะแนน เพราะจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งประเทศมีประมาณ 40 ล้านคน เป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่ถึง 3 ล้านคน แปลว่ามีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคอีกกว่า 35 ล้านคน ดังนั้น เรื่องยอดการยืนยันสมาชิกจะมองว่าเป็นเรื่องสำคัญหรือไม่สำคัญก็ได้” นายศุภชัยกล่าว

พิษโกงเงินคนจนไล่ออกผอ.-หัวหน้าศูนย์-จับตาศาลเคาะคำสั่งคสช.

บัตรเดียวพรรคใหญ่ได้เปรียบ

     นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. วิเคราะห์ถึงร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ผ่านทางรายการ “สมชัย ไลฟ์สด” ว่า กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่าน สนช. มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น การแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นเขตเลือกตั้งที่ใหญ่ขึ้น บัตรเลือกตั้งที่จากเดิมมี 2 ใบ มาเหลือเพียงใบเดียว เลือกทั้งคนและพรรค หมายเลขผู้สมัครต่างเขต ต่างเบอร์ ซึ่งเป็นการลดความสำคัญของพรรคและให้ความสำคัญกับตัวบุคคลมากขึ้น ทำให้พรรคหาเสียงยากขึ้น แต่ก็เชื่อว่าจากการเปลี่ยนแปลงบัตรเลือกตั้งและการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่ขึ้นอยู่กับจำนวน ส.ส. เขต จะทำให้การต่อสู้กันในทุกเขตดุเดือดมากขึ้น

     “เพราะแต่ละพรรคก็ต้องพยายามเอาชนะ และเปลี่ยนแปลงวิธีการ เขาก็ไม่ได้กินหญ้า ไม่ได้ทำตามรูปแบบเดิม ก็ต้องคิดหาวิธีการใหม่เพื่อให้ได้คะแนนบัญชีรายชื่อและทุกเขตให้ได้มากที่สุด” นายสมชัย กล่าว

      นายสมชัย กล่าวว่า เมื่อใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว พรรคก็จะต้องส่งผู้สมัครลงทุกเขต และต้องสู้กันยิบตา ไม่มีใครยอมใคร สูตรการเลือกตั้งของแต่ละพรรคก็จะเปลี่ยนไป พรรคเล็กหรือพรรคท้องถิ่นจะยึดเฉพาะพื้นที่ของตัวเองไม่ได้ หากอยากได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อต้องส่งคนลงรับเลือกตั้งทั้ง 350 เขต เนื่องจากทุกคะแนนเสียงจะมีความหมาย อย่างไรก็ตาม นายสมชัย ยอมรับว่าพรรคใหญ่จะได้เปรียบจากการเลือกตั้งในรูปแบบนี้ เพราะมีฐานมวลชนในทุกเขต แต่พรรคใหญ่ที่จะมีการรวมตัวกันใหม่จะสามารถสู้กับพรรคใหญ่เดิมได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการสร้างความนิยม

พิษโกงเงินคนจนไล่ออกผอ.-หัวหน้าศูนย์-จับตาศาลเคาะคำสั่งคสช.

 

เพื่อไทยปัดอยู่เบื้องหลังม็อบ

     ขณะที่นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ ระบุมีพรรคการเมืองหนุนหลังกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่นัดจะชุมนุมในวันที่ 5 พฤษภาคมนี้ว่า เป็นเรื่องของประชาชนที่อยากเลือกตั้ง ที่ผ่านมาเด็กๆ รวมถึงกลุ่มคนเหล่านี้ก็เคลื่อนไหวทำกิจกรรมเป็นปกติอยู่แล้ว ดังนั้นพล.อ.ประยุทธ์อย่ามาโยนบาปให้พรรคและนักการเมือง ทุกวันนี้นักการเมืองแทบจะขยับตัวไปไหนไม่ได้เพราะถูกเพ่งเล็ง แถมยังต้องระวังตัวว่าจะถูกดูดอีก ทั้งนี้นักการเมืองชอบอยู่เบื้องหน้านำประชาชน ไม่ชอบแอบอยู่ข้างหลัง

     ด้านนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์คงไม่ได้หมายความถึงพรรคเพื่อไทยเพราะพรรคไม่มีนโยบายสนับสนุนให้ใครออกมาเคลื่อนไหวอะไรทั้งสิ้น ดังนั้นอย่าใส่ร้ายป้ายสีว่าพรรคเพื่อไทยอยู่เบื้องหลัง ทั้งนี้เป็นสิทธิของประชาชนที่จะออกมาเคลื่อนไหวที่จะทวงสิทธิการเลือกตั้ง เนื่องจากรัฐบาลไปยึดอำนาจมา เชื่อว่าคนไทยทุกคนอยากเลือกตั้ง อยากได้สิทธิของตัวเองกลับคืนมา

ชี้แกนนำต้องรับผิดชอบวุ่นวาย

     พล.ต.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวถึงการดูแลผู้ชุมนุม “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ในวันที่ 5 พฤษภาคมนี้ว่า เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ดูแลเป็นหลัก โดยทางกอ.รมน.ทำหน้าที่เพียงติดตามสถานการณ์และข้อมูลข่าวสาร ซึ่งขอฝากว่าการชุมนุมต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย คนที่มาชุมนุมก็ต้องเคารพกฎหมายพิจารณาว่าอะไรที่ทำได้หรือทำไม่ได้ อีกทั้งขอให้ระวังข่าวสารที่บิดเบือน

     เมื่อถามกรณีที่นายพริษฐ์ ชีวรักษ์ หรือเพนกวิน สามารถเข้าประชิดตัวพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันแรงงานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา สะท้อนว่าจะมีการเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวหรือไม่ พล.ต.พีรวัชฌ์ กล่าวว่า คิดว่าจากเหตุการณ์ดังกล่าวอยากให้ผู้ที่จัดการชุมนุมช่วยกันดูแลให้เกิดความเรียบร้อย ไม่ให้มีมือที่สามเข้ามาก่อความวุ่นวาย จนก่อให้เกิดความขัดแย้งต่อสังคม อีกทั้งต้องให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่รัฐด้วยที่ต้องดูแลความสงบเรียบร้อย หากมีความไม่สงบเกิดขึ้นในการชุมนุม ทางผู้จัดการชุมนุมต้องรับผิดชอบต่อการชุมนุมด้วย

พิษโกงเงินคนจนไล่ออกผอ.-หัวหน้าศูนย์-จับตาศาลเคาะคำสั่งคสช.

แฉเสื้อแดงบางส่วนร่วมชุมนุม

    “ผมคิดว่าเราเป็นคนไทยด้วยกันทั้งหมด โดยปกตินิสัยคนไทยเป็นคนที่โอบอ้อมอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ดังนั้นการจัดการชุมนุมหรือกิจกรรมต่างๆ ผู้จัดการชุมนุมก็ต้องดูแลให้เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต้องดูแลความสงบเรียบร้อย อยากให้ทุกคนร่วมมือซึ่งกันและกัน” พล.ต.พีรวัชฌ์ กล่าว

รายงานข่าวความแจ้งว่า ฝ่ายมั่นคงได้ประเมินการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งในวันที่ 5 พฤษภาคมนี้ว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 200-300 คน โดยมีเพียงแกนนำเสื้อแดงบางคนที่เข้าร่วม แต่ไม่มีกลุ่มพรรคการเมือง เนื่องจากกำลังเตรียมการประชุมพรรคในระยะเวลาอันใกล้นี้ อย่างไรก็ตามหน่วยความมั่นคงยังได้สั่งการให้หน่วยข่าวจับตากลุ่มหนี้สินเกษตรกรและกลุ่มพีมูฟที่จะมีการเคลื่อนไหวในเดือนนี้ด้วย

พิษโกงเงินคนจนไล่ออกผอ.-หัวหน้าศูนย์-จับตาศาลเคาะคำสั่งคสช.

สมช.ผุดฐานข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล

     ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบูรณาการฐานข้อมูลด้านความมั่นคง ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการ 3 คณะ ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการจัดทำฐานข้อมูลด้านความมั่นคงในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการจัดทำฐานข้อมูลด้านความมั่นคง และ คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาแนวทางการจัดตั้งฐานข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลแห่งชาติ พร้อมเห็นชอบร่างคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการบริหารข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลแห่งชาติ ตามที่คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ พิจารณาแนวทางจัดตั้งฐานข้อมูลอัตตลักษณ์บุคคลแห่งชาติเสนอ รวมทั้งแนวทางการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง มีสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เป็นหน่วยงานกลาง พร้อมมอบให้สมช. นำร่างคำสั่งดังกล่าวเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ รับทราบและลงนาม เพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป เนื่องจากนายกฯ ได้สั่งการให้รวมศูนย์การทำงาน ด้านข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล เช่น การจัดเก็บลายนิ้วมือ ดีเอ็นเอ ใบหน้า ม่านตา เพื่อใช้ในการติดตามตัว และแก้ปัญหาคดีอาชญากรรม และแรงงาน โดยเป็นข้อมูลกลางที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถนำไปใช้ เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

     พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร ได้สั่งการในที่ประชุมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ส่งให้แก่หน่วยงานกลางของ สมช. ได้จัดเก็บ โดยคาดจะดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 2 ปี อีกทั้งยังกำชับให้หน่วยงานกลางในการจัดเก็บข้อมูลและจังหวัดชายแดนภาคใต้ สนับสนุนข้อมูลให้ กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้านำไปใช้ นอกจากนี้หากต้องการข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ก็ให้รีบดำเนินการจัดทำบันทึกข้อตกลงในการใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน ซึ่งการจัดทำฐานข้อมูลทั้งหมดก็เพื่อช่วยลดความซ้ำซ้อนในเรื่องของการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เนื่องจากจะดำเนินการตรวจสอบเพียงครั้งเดียว และการดำเนินธุรกรรมต่างๆ หลังจากนี้จะเกิดความสะดวกรวดเร็วกับประชาชนมากขึ้น จะเป็นการแก้ปัญหางานด้านความมั่นคงที่จะครอบคลุม ทั้งการปลอมแปลงบัตร การทำธุรกรรมต่างๆ ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและตามแนวชายแดน

 

ทูตโรมาเนียเข้าพบ“บิ๊กตู่”

    ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของนายกรัฐมนตรี วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบ็อกดัน บาเดีย เอกอัครราชทูตโรมาเนียประจำประเทศไทย เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ โดย พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เอกอัครราชทูตโรมาเนียชื่นชมประเทศไทยที่มีความงดงามทางด้านประเพณีและวัฒนธรรม ตลอดจนคนไทยที่ต้อนรับอย่างอบอุ่น

   พล.ท.วีรชนกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้ชื่นชมการพัฒนาประเทศของโรมาเนีย โดยเฉพาะการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และโรมาเนียเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในสหภาพยุโรป (อียู) โดยในปี 2562 โรมาเนียจะเป็นประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป และไทยจะเป็นประธานอาเซียน ดังนั้น ไทยและโรมาเนียสามารถมีบทบาทในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภูมิภาคในช่วงเวลาดังกล่าวได้ พร้อมความร่วมมือในกรอบการดำเนินความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปและเวทีระหว่างประเทศต่างๆ เช่น ASEM และ OSCE

(ข่าวหน้า1นสพ.คมชัดลึก)