
เข้ม !! บังคับใช้กฎหมายกับผู้ทำประมง
"บิ๊กฉัตร"ยันการแก้ไขปัญหาไอยูยูประชาชนต้องมีส่วนร่วม เข้ม!! บังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดนำร่องประมงดิจิทัลทางแก้จับสัตว์น้ำผิดกฏหมาย
2 พฤษภาคม 2561 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยวาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเรือเอกพิเชฐ ตานะเศรษฐ เสนาธิการทหารเรือ นางเพชรรัตน์ สินอวย รองปลัดกระทรวงแรงงาน ดร.ธันยา เลาหทัย ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมประมง กรมเจ้าท่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้เดินทางไปตรวจการปฏิบัติงานและมอบนโยบายการทำงานแก่ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า - ออก ประจวบคีรีขันธ์ ตามแผนปฏิบัติการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของศูนย์แจ้งเข้า-ออกเรือประมง (PIPO)
โดยใช้แนวทางการตรวจแบบบูรณาการข้อมูลการทำประมงจากทุกแหล่ง เช่น เส้นทางการทำประมงที่ได้จากระบบติดตามเรือประมง (VMS) สมุดบันทึกทำการประมง (Logbook) โดยนำมาตรวจสอบร่วมกับข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายได้อย่างตรงตัวผู้กระทำผิด
ทั้งนี้บนหลักการอำนวยความสะดวกให้ผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ที่ปฏิบัติผิดกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมา ศูนย์ฯ ประจวบคีรีขันธ์ มีผลการปฏิบัติงานที่ดีเยี่ยมสามารถเป็นแบบอย่างให้กับศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า – ออก อื่น ๆได้
พลเอกฉัตรชัย กล่าวว่า เน้นย้ำให้ศูนย์ฯ มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกให้กับชาวประมง โดยลดการตรวจเอกสารซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน เพิ่มความรวดเร็วในการตรวจเรือ และเชื่อมโยงการทำงานเป็นเครือข่ายกับหน่วยงานอื่น ๆ ซึ่งจะทำให้ชาวประมงที่ปฏิบัติตามกฎหมายได้รับความสะดวกรวดเร็วในการออกทำการประมงมากยิ่งขึ้น ซึ่งรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกสำหรับการทำประมงที่ถูกกฎหมาย ส่วนการประมงที่ผิดกฎหมายจะดำเนินการอย่างเข้มงวด
จากนั้นรองนายกรัฐมนตรีและคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมกิจกรรมของเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งดำเนินโครงการนำร่องชาวประมงดิจิัล โดยเรือประมงพื้นบ้านในเครือข่ายทุกลำจะติดตั้งอุปกรณ์ติดตามเรือของ Pelagic Data System (PDA) ซึ่งมีลักษณะการทำงานเช่นเดียวกับระบบ VMS ที่ติดตั้งในเรือประมงพาณิชย์
โดยระบบ PDA ของเรือประมงพื้นบ้านจะบ่งบอกถึงพฤติกรรมการทำการประมง เครื่องมือทำการประมง การละเมิดวัน/ เวลา/เขตกำหนดการทำประมง ระบุพิกัดของการจับสัตว์น้ำ การขนถ่ายในทะเล และ อุณหภูมิของการจัดเก็บสัตว์น้ำ ซึ่งนับได้ว่าเป็นข้อมูลที่มีคุณค่าต่อการทําระบบตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิทัล
เมื่อนำมารวมกับการทำกิจกรรมในชุมชนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ระบบนิเวศน์ทางทะเล การทำประมงแบบยั่งยืน และส่งเสริมการรวมกลุ่มเพื่อเฝ้าระวังการทําการประมงผิดกฎหมายในชุมชนประมงชายฝั่ง ก็จะทําให้ชุมชนประมงพื้นบ้านกลายเป็นชาวประมงดิจิทัลที่สามารถสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านเทคโนโลยีการสื่อสาร (Application) และสื่อออนไลน์ให้ทําการสนับสนุนการทําประมงยั่งยืน สนับสนุนสินค้าของชาวประมงที่ทําการประมงอย่างยั่งยืนและมีระบบตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิทัลทําให้ รู้ถึงแหล่งที่มาของอาหารทะเลและพฤติกรรมการทําการประมง
สำหรับเครือข่ายประมงพื้นบ้านนี้ตั้งอยู่ที่บ้านทุ่งน้อย อ.กุยบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ เป็นชุมชนที่มีความหลากหลายของขนาดเรือ ชนิดของ เครื่องมือทําการประมง และชนิดของสัตว์นํ้า ตลอดจนมีการรวมกลุ่มเป็นชุมชนชาวประมงที่เข้มแข็ง มีการรวมกลุ่มทําการขายสินค้าอาหารทะเลจากการทําการประมงยั่งยืนให้กับผู้บริโภคโดยตรงใช้ชื่อว่า “คนทะเล” มีการกำหนดกฎกติกาชุมชนของการทําประมง (Code of Conduct) จึงนับได้ว่าเป็นชุมชนที่มีความพร้อม
รองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวกับชาวประมงพื้นบ้านโดยยินดีให้การสนับสนุนกับกิจกรรมที่ส่งเสริมการทำประมงอย่างยั่งยืน ชุมชนนี้นับเป็นต้นแบบของการยกระดับมาตรฐานการประมงพื้นบ้าน ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ราคาถูก แต่ได้รับข้อมูลครบถ้วนในการตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำที่จับได้และนำออกสู่ตลาด สร้างความโปร่งใสในการทำประมงของชาวประมงพื้นบ้านทำให้เกิดความมั่นใจในการบริโภค ดังนั้นจึงสั่งการให้กรมประมงใช้โครงการนี้เป็นต้นแบบในการส่งเสริมและพัฒนาชุมชนประมงท้องถิ่นซึ่งระบุไว้ว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลตามมาตรา 25 ของ พรก.ประมง
รองนายกรัฐมนตรียังสั่งการเพิ่มเติมให้ ศปมผ. เร่งรัดจัดทำแผนการทำงานร่วมกับชาวประมงพื้นบ้านเพื่อให้เป็นเครือข่ายในการติดตาม เฝ้าระวัง และควบคุมการทำประมงภาคประชาชน เพราะการแก้ไขปัญหาการทำการประมงที่ผิดกฎหมายนั้น ภาครัฐไม่สามารถดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้เลยหากขาดความร่วมมือและการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ซึ่งจากการพบปะกับชาวประมงพื้นบ้านวันนี้ได้รับคำยื่นยันว่าประมงพื้นบ้านพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับแนวทางของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการทำการประมงที่ผิดกฎหมายเพื่อนความยั่งยืนมาสู่ท้องทะเลไทย



