
ศาลปกครองสูงสุดตัดสิน 'จาตุรนต์' ชนะคดี คืนเล่มพาสปอร์ต
ศาลปกครองสูงสุด ชี้ ข้ออ้าง ผบ.ตร.ตามหนังสือขอยกเลิก เสนอกรมศุลเป็นผู้ต้องหามีพาสปอร์ต กลัวหนี อุปสรรคสืบคดี ไม่สมเหตุผล-ไม่เคยมีพฤติการณ์ไป ตปท.ไม่กลับ
ที่ศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ วันที่ 1 พ.ค.61 เวลา 10.30 น. ศาลปกครองสูงสุดได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อร.61/2560 หมายเลขแดง อร.4/2561 ที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลทักษิณปี 2545 ยื่นฟ้อง กระทรวงการต่างประเทศ กรมการกงสุล รมว.ต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ อธิบดีกรมการกงสุล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นผู้ถูกฟ้อง 1-7 ขอให้ศาลมีคำพิพากษา สั่งเพิกถอนคำร้องและคำสั่งของผู้ถูกฟ้องทั้งเจ็ดที่ยกเลิกหนังสือเดินทางทั้ง 3 ฉบับของนายจาตุรนต์ ผู้ฟ้อง
โดยนายจาตุรนต์ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 57/2559 ระบุว่า คำสั่งของกรมการกงสุล ผู้ถูกฟ้องที่ 2โดยอธิบดีกรมการกงสุล ผู้ถูกฟ้องที่ 5 เมื่อวันที่ 19 ส.ค.58 ซึ่งยกเลิกหนังสือเดินทางทั้ง 3 ฉบับของผู้ฟ้อง ประกอบด้วย หนังสือเดินทางบุคคลทั่วไป เลขที่ N 9239922 กับ เลขที่ AA5523514 และหนังสือเดินทางทูตเลขที่ CD 1001471 ด้วยเหตุผลอ้าง ผู้ฟ้องเป็นบุคคลที่มีหมายจับและเดินทางไปต่างประเทศ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายออกโดยไม่มีอำนาจ ต้องการเพียงตอบโต้ผู้ฟ้องที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งที่ผู้ฟ้องมิได้เป็นบุคคลที่มีหมายจับหรือเดินทางไปต่างประเทศ อีกทั้งกระบวนการยกเลิกหนังสือเดินทางของผู้ฟ้องเร่งรีบผิดปกติ ใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ และเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม
ขณะที่ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 มี.ค.60 ให้เพิกถอนคำสั่งของ กรมการกงสุล ผู้ถูกฟ้องที่ 2 โดย อธิบดีกรมการกงสุล ผู้ถูกฟ้องที่ 5 ซึ่งยกเลิกหนังสือเดินทางทั้ง 3 ฉบับของผู้ฟ้องโดยให้มีผลย้อนหลังไปนับแต่วันที่มีคำสั่งยกเลิก เนื่องจากเห็นว่า มาตรการยกเลิกหนังสือเดินทางทั้ง 3 ฉบับของนายจาตุรนต์ มีผลกระทบต่อความมั่นคงในการใช้สิทธิมีและใช้หนังสือเดินทางเพื่อการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ฟ้องคดีอย่างรุนแรง เพราะไม่มีพฤติการณ์ว่าจะหลบหนีคดีอาญาออกนอกราชอาณาจักร และที่ผ่านมานายจาตุรนต์ เดินทางออกนอกราชอาณาจักรบ่อยครั้ง โดยเดินทางกลับเข้ามาภายในระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งที่ได้รับอนุมัติทุกครั้ง จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ผู้ฟ้องไม่ใช่ผู้ที่ศาลหรือพนักงานฝ่ายปกครองเห็นว่าไม่ควรจะออกหนังสือเดินทางให้ เนื่องจากได้รับอนุมัติให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรอยู่เป็นประจำ
ต่อมา กรมการกงสุล ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่ง ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยแล้วเห็นว่า ผบ.ตร. ได้มีหนังสือขอให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศยกเลิกหนังสือเดินทางของนายจาตุรนต์ ผู้ฟ้อง จากเหตุผลระบุว่าหนังสือเดินทางเป็นเอกสารสำคัญที่ผู้ต้องหาใช้ในการเดินทางไปประเทศต่างๆ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการสืบหา โดยอ้างว่าผู้ฟ้องจะหลบหนีการดำเนินคดีอาญาไปต่างประเทศ
แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า ตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีประกาศห้าม นายจาตุรนต์ผู้ฟ้องเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่จะได้รับอนุมัติจาก หัวหน้า คสช. และผู้ฟ้องถูกดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่งของ คสช. กับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ที่ศาลทหารกรุงเทพฯ ได้มีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวพร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องได้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อประกาศ คสช. และข้อห้ามของศาลแต่อย่างใด
ในทางตรงกันข้าม ผู้ฟ้องได้รับอนุญาตและอนุมัติจากศาลทหารกรุงเทพฯ และหัวหน้า คสช.ให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรหลายครั้ง ซึ่งผู้ฟ้องก็ได้เดินทางกลับมาทุกครั้ง กรณีจึงเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าผู้ฟ้องไม่ได้มีพฤติการณ์จะหลบหนีไปต่างประเทศ นอกจากนี้ในส่วนที่ถูกฟ้องคดีอาญาต่อศาลทหารกรุงเทพฯ ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ดังนั้นจึงเป็นผู้มีอำนาจในการพิจารณาว่าสมควรยกเลิกหนังสือเดินทางหรือไม่ แต่ศาลทหารกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้มีคำสั่งใดๆในกรณีนี้ แต่การยกเลิกหนังสือเดินทางของผู้ฟ้องนั้นได้ดำเนินการหลังจากแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ข้ออ้างที่ปรากฏในหนังสือที่ขอให้ยกเลิกหนังสือเดินทางของผู้ฟ้องจึงไม่มีเหตุผลสนับสนุนอย่างเพียงพอ คำสั่งของ กรมการกงสุล โดย อธิบดีกรมการกงสุล ที่ยกเลิกหนังสือเดินทางของผู้ฟ้อง ตามเหตุผลในหนังสือของ ผบ.ตร.จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลปกครองสูงสุด จึงมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลางที่เพิกถอนคำสั่งยกเลิกหนังสือเดินทางของผู้ฟ้อง.



