
แก้รัฐธรรมนูญต้องเริ่มและจบที่ประชาชน
เอแบคโพลล์บอกว่าผลการสำรวจเรื่องรัฐธรรมนูญปรากฏผลออกมาว่า คนไทย 68.1% ไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญปี 2540, 65.2% ไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญปี 2550, นอกจากนี้ประชาชนส่วนใหญ่คือ 77.3% ยังคงคิดว่าประชาชนเองก็ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจมากเพียงพอ ถ้าจะต้องตัดสินลงประชามติเพ
คำถามต่อไปก็คือว่า คนกลุ่มไหนมีอิทธิพลชี้นำการตัดสินใจของประชาชนเรื่องรัฐธรรมนูญ คำตอบก็คือ 56.8% บอกว่านักการเมืองท้องถิ่น, 56.4% บอกว่านักวิเคราะห์ข่าว จัดรายการวิทยุโทรทัศน์ นักเขียนคอลัมน์หนังสือพิมพ์, 56.3% บอกว่านักการเมืองระดับชาติเป็นคนมีอิทธิพลชี้นำการตัดสินใจ
แปลว่าทั้งสิ้นทั้งปวงนั้นประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถจะแยกแยะได้ว่า ที่นักการเมืองออกมาถกเถียงกันทุกวันในช่วงนี้เรื่องแก้ไขมาตราไหน 6 ประเด็น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากเป็นไปอย่างที่คุณทักษิณ ชินวัตร เรียกร้องให้เอารัฐธรรมนูญ 2540 ทั้งดุ้นมาแทนฉบับ 2550 เลยนั้นประชาชนทั่วไปจะคิดอย่างไร ถ้าเป็นเช่นนี้เท่ากับยืนยันที่เราสงสัยมาตลอดว่า ประชาชนถูกชี้นำโดยนักการเมืองง่ายเกินไป
ถึงแม้ว่าจะมีการถกเถียงกันว่าควรจะเอารัฐธรรมนูญปี 2540 มาแทน 2550 อย่างที่มีการเสนอกันเพราะอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เป็นประชาธิปไตยกว่านั้น ต้องถามประชาชนเป็นประเด็นๆ
ฉะนั้นก่อนที่จะก้าวไปสู่การแก้ไขประเด็นไหน ต้องให้ภาคประชาชนมีส่วนในการให้ความรู้การศึกษา วิเคราะห์ และให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้มีโอกาสตั้งคำถามและฟังคำตอบแล้วไปวิเคราะห์วิจัยกัน ก่อนที่จะให้นักการเมืองโดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย นั่นก็คือนักการเมือง พรรคการเมือง นายกรัฐมนตรีปัจจุบัน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะมีส่วนได้และส่วนเสียจากการเลือกตั้งคราวหน้าโดยใช้กติกาใหม่
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไม่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีอิทธิพลในการชี้นำประชาชน ต้องถกกันเป็นประเด็นๆ ไป เพราะท้ายที่สุดจะต้องนำเอาประเด็นที่ประชาชนได้ประโยชน์ มิใช่กลุ่มการเมืองใด พรรคการเมืองใด กลุ่มผลประโยชน์ใดได้ประโยชน์จากการแก้ไขครั้งนี้
ฉะนั้น จำเป็นที่ภาคประชาชนจะต้องสร้างความเข้าใจในประเด็นสำคัญๆ ที่กำลังถกเถียงกันว่าจะแก้หรือไม่แก้ ก่อนที่จะทำประชามติ ก่อนที่จะมีการยกร่างด้วยซ้ำไป ครั้งนี้ต้องแก้ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน มิใช่อิทธิพลของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องเป็นอันขาด
สุทธิชัย หยุ่น



