
ไฟเขียวเงินกู้1.6พันล. ตั้งยุ้งฉางดันราคาข้าว
ไฟเขียวเงินกู้1.6พันล. ตั้งยุ้งฉางดันราคาข้าว
"นบข." ไฟเขียวสินเชื่อให้เกษตรกรกู้สร้างยุ้งฉาง วงเงิน 1.6 พันล้าน เป้าหมายกว่า 1 หมื่นราย หวังช่วยชะลอการขายข้าวเพิ่มขึ้น แจงผลการดำเนินงานฤดูกาลก่อนดันราคาข้าวเพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจ หลังดูดซับข้าวออกจากระบบได้กว่า 6 ล้านตัน เชื่อราคาข้าวทรงตัวในระดับสูงทั้งปี คงเป้าส่งออก 9.5 ล้านตัน ลุ้นประมูลโควตาฟิลิปปินส์ 2.5 แสนตัน เพิ่มยอดส่งออกทะลุเป้า
นายบุญฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบโครงการสินเชื่อเพื่อสร้างยุ้งฉางให้เกษตรกรและสถาบันเกษตร โดยให้สินเชื่อแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส.ทั่วประเทศ 1 หมื่นราย วงเงินกู้ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์จัดสรรวงเงินสินเชื่อ 1,671 ล้านบาท
โดยจะจัดสรรเงินกู้ให้กับเกษตรกรรายย่อยและสถาบันเกษตรกร โดยกรณีเกษตรกรรายย่อยได้รับสินเชื่อรายละไม่เกิน 1.5 แสนบาท กรณีสถาบันเกษตรกรไม่เกินแห่งละ 3 ล้านบาท โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ย 3% ต่อปี คิดเป็นวงเงิน 250 ล้านบาท และผู้เข้าร่วมโครงการรับภาระเอง 1% ต่อปี โดยกำหนดเงื่อนไขให้เกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเข้าร่วมโครงการสินเชื่อเพื่อชะลอขายข้าวเปลือกนาปีทุกปีจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น เพื่อช่วยชะลอปริมาณข้าวที่จะออกสู่ตลาด
นอกจากนี้ที่ประชุม นบข.ได้รับทราบการดำเนินงานมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2560/61 ด้านการตลาด ในการดึงอุปทานข้าวเปลือกออกจากตลาดเป้าหมาย 12.5 ล้านตัน โดยสามารถดำเนินการได้ในปีการผลิตที่ผ่านมาได้ 6.21 ล้านตัน คิดเป็น 49.7% ของเป้าหมาย ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกทุกชนิดปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ โครงการต่างๆ ที่สามารถดูดซับปริมาณข้าวออกจากตลาดได้แก่ โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก และการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวค่าปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสามารถดูดซับปริมาณข้าวได้ 1.4 ล้านตัน โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยสถาบันเกษตรกรดูดซับปริมาณข้าวได้ 1.38 ล้านตัน และโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ซึ่งสามารถดึงอุปทานออกจากตลาดได้กว่า 3.4 ล้านตัน
ส่วนการดำเนินงานตามมติของ นบข.ได้ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกทุกชนิดปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาข้าวในวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา ราคาข้าวหอมมะลิอยู่ที่ตันละ 15,300-17,400 บาท เพิ่มขึ้น 25.52% จากราคาเมื่อวันที่ 16 ต.ค.2560 อยู่ที่ 11,550-14,500 บาท ข้าวเจ้า 5% ราคาตันละ 7,800-8,400 บาท เพิ่มขึ้น 7.28% ข้าวปทุมธานีราคาตันละ 11,000-12,100 บาท เพิ่มขึ้น 32% ข้าวเหนียวคละ ราคาตันละ 8,500-9,000 บาท เพิ่มขึ้น 16.28%
นอกจากนี้ นบข.ยังรับทราบผลการดำเนินการเชื่อมโยงตลาดข้าว กข43 โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์ เชื่อมโยงตลาดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จำนวน 1,121 ตัน และจะเริ่มวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.นี้เป็นต้นไป ราคากิโลกรัมละ 60 บาท ซึ่งได้กำหนดให้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ขึ้นในวันที่ 11 พ.ค.2561 โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นสักขีพยาน
นายบุญฤทธิ์ กล่าวด้วยว่า ในปีนี้ราคาข้าวอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เนื่องจากตลาดโลกมีความต้องการและมีคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง ประกอบกับข้าวนาปรังได้ออกสู่ตลาดหมดแล้ว การส่งมอบข้าวแบบจีทูจีให้รัฐบาลจีนในงวดที่ 5 ปริมาณ 1 แสนตัน ส่งมอบแล้ว 61,400 ตัน คาดว่าจะส่งมอบเสร็จภายในเดือน พ.ค.นี้ และรัฐบาลฟิลิปปินส์จะเปิดประมูลนำเข้าข้าวแบบจีทูจี ปริมาณรวม 2.5 แสนตัน ในวันที่ 4 พ.ค.2561 ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ไทยจะเข้าร่วมการประมูลเพื่อให้ตลาดรองรับผลผลิตข้าว นับว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรจะได้รับและเป็นผลดีต่อสถานการณ์ตลาดข้าวไทยทั้งระบบ
“เป้าหมายการส่งออกข้าวในปีนี้ยังคงเป้าหมายไว้ที่ 9.5 ล้านตัน โดยยังไม่รวมกับโควตาที่ฟิลิปปินส์มีการเปิดให้ส่งออกข้าว ซึ่งหากมีการประมูลได้ก็จะทำให้ประเทศไทยมีการส่งออกข้าวได้มากขึ้นกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้” นายบุญฤทธิ์ กล่าว



