ข่าว

หวั่นประมูลปิโตรฯยื้อ คนไทยแบกค่าไฟเพิ่ม

หวั่นประมูลปิโตรฯยื้อ คนไทยแบกค่าไฟเพิ่ม

01 พ.ค. 2561

หวั่นประมูลปิโตรฯยื้อ คนไทยแบกค่าไฟเพิ่ม

 

วงเสวนาฯ ห่วงประมูล “แหล่งเอราวัณ-บงกช” ล่าช้า เพราะมีคนต้าน อาจได้ผู้ชนะไม่ทันตามแผน ทำให้ผลิตก๊าซไม่ทันหมดอายุสัมปทานปี 2564-2565 กระทบต่อโรงไฟฟ้า 10 แห่ง 1.2 หมื่นเมกะวัตต์ ไม่มีวัตถุดิบเข้าโรงแยกก๊าซ จะกระทบเอสเอ็มอี 1 หมื่นราย รัฐสูญเสียรายได้กว่า 4.5 แสนล้านบาทต่อปี อาจดับฝันอีอีซี 

 

การประมูลปิโตรเลียมในอ่าวไทยแหล่งเอราวัณและบงกชมีการประกาศเชิญชวนไปแล้ว และวันที่ 15-16 พ.ค.นี้ กระทรวงพลังงานกำหนดให้ผู้สนใจประมูลยื่นคุณสมบัติเบื้องต้นให้พิจารณา ก่อนจะประกาศผลคุณสมบัติเบื้องต้นในช่วงปลาย พ.ค.นี้ และที่ผ่านมาภาครัฐยืนยันว่าลงนามสัญญาได้ใน ก.พ.2562

นายบวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในการเสวนาหัวข้อ “บงกช เอราวัณ ล่าช้าตัดโอกาส ลดศักยภาพ เศรษฐกิจไทย” โดยระบุว่าจากการประเมินสถานการณ์ ไม่มั่นใจว่าจะได้ชนะประมูลตามระยะเวลา เพราะจะมีการคัดค้านเป็นวงจรเหมือนอดีต ซึ่งรัฐเคยบอกว่าจะประมูลเสร็จในปี 2559 แต่ก็ช้ามากว่า 2 ปี ทำให้รัฐขาดความน่าเชื่อถือ ซึ่งรัฐบาลต้องเรียกศรัทธากลับมาโดยเร็ว และหากได้ผู้ชนะเข้ามาดำเนินการทั้ง 2 แหล่ง ตามกำหนด ก.พ. 2562 แต่ก็ยังมีความสุ่มเสี่ยงต่อการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติอยู่สูง ซึ่งหากผู้ชนะการประมูลเป็นรายเก่า ก็อาจจะลงทุนรักษาระดับการผลิตได้ 1.5 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ได้ตามสัญญา เพราะมีความเชี่ยวชาญในแหล่งเดิมอยู่แล้ว แต่ถ้าหากได้ผู้ดำเนินงานรายใหม่ ก็อาจจะสำรวจและผลิตให้ได้ตามสัญญาได้ทันภายใน 3 ปี อาจต้องใช้เวลา 3-6 ปี ซึ่งในช่วงที่ก๊าซใน 2 แหล่งนี้หายไปจากระบบ จะส่งผลกระทบต่อประเทศชาติรุนแรงมาก

“ถ้ายังมีผู้คัดค้านไม่มีทีสิ้นสุด ก็มีแนวโน้มสูงว่าจะประมูลไม่เสร็จตามเป้าหมาย ก.พ.2562 และหากเลื่อนออกไปอีก ก็มีแนวโน้มสูงที่ก๊าซธรรมชาติทั้ง 2 แหล่งจะหายไปหลังปี 2565-2566 และหากก๊าซธรรมชาติมนส่วนนี้หากไป ก็จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศ รัฐจึงต้องดำเนินการโดยเร็ว”

ส่วนผลกระทบที่เกิดจากก๊าซธรรมชาติทั้ง 2 แหล่งนี้หายไป จะทำให้ก๊าซฯหายไปจากระบบถึง 2.1 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งหากแก้ไขโดยการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี เข้ามาทดแทน ก็สามารถทำได้ แต่ติดปัญหาไม่มีคลังก๊าซแอลเอ็นจีที่เพียงพอ จะต้องสร้างคลังแอลเอ็นจีเพิ่มอีก 3-4 เท่าตัว จากปัจจุบัน ซึ่งเร็วที่สุดก็จะใช้เวลา 3-4 ปี เพราะจะต้องใช้เวลาหาสถานที่เหมาะสม ดังนั้นหากก๊าซฯในส่วนนี้หายไป จะกระทบต่อโรงไฟฟ้าถึง 10 แห่ง ประมาณ 1.2 หมื่นเมกะวัตต์ คิดเป็นปริมาณไฟฟ้าเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ หากระบบไฟฟ้าไม่มั่นคง ก็จะกระทบต่อภาคการผลิต และธุรกิจต่างๆ และหากนำก๊าซแอลเอ็นจีเข้ามาใช้ทดแทน ก็จะทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 18 สตางค์ต่อหน่วย โดยคิดจากราคาแอลเอ็นจีที่ 10 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ขณะที่ก๊าซฯจากอ่าวไทยราคาเพียง 4-5 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู และก๊าซฯนำเข้าจากเมียนมาอยู่ที่ 7-8 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ทำให้ต้นทุนการผลิตของไทยเพิ่มขึ้นจนส่งผลกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันของประเทศ 

อ้างเรื่องใหญ่กระทบอีอีซี

นายบวรกล่าวด้วยว่า หากไม่มีก๊าซธรรมชาติป้อนเข้าโรงแยกก๊าซ ก็จะทำให้ไม่สามารถผลิตเม็ดพลาสติกที่เป็นผลิตภัณฑ์ต้นน้ำที่สำคัญของอุตสาหกรรมต่างๆ ส่งผลกระทบต่อโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เนื่องจากอุตสาหกรรมที่สำคัญในพื้นที่นี้ คือ ปิโตรเคมี ที่จะต่อยอดไปสู่ปิโตรเคมีชั้นสูง ทำให้ต่างชาติขากความเชื่อมั่นเข้ามาลงทุน รวมทั้งจะกระทบต่อธุรกิจเอสเอ็มอีนับหมื่นราย ที่ต้องใช้เม็ดพลาสติกมาขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพราะจะต้องนำเข้าเม็ดพลาสติกจากต่างประเทศที่มีราคาแพงกว่า ทำให้ต้นทุนสินค้าต่างๆ เพิ่มขึ้น รวมทั้งทำให้จุดแข็งของประเทศไทยในเรื่องของปิโตรเคมี ก็จะด้อยลง ยังมีความเสี่ยงในเรื่องของแหล่งก๊าซฯที่ไทยซื้อจากเมียนมาก เนื่องจากมีแนวโน้มสูงที่เมียนมาจะไม่ต่ออายุสัมปทานให้กับแหล่งก๊าซฯยานาดาที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 2567 และแหล่งเยตากุน ที่จะหมดสัญญาในปี 2565 ซึ่งจะซ้ำเติมภาวะขาดแคลนก๊าซธรรมชาติของไทย

“ผลกระทบที่เกิดขึ้นขยายไปอย่างกว้างขวางกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปกว่า 4.5 แสนล้านบาทต่อปี และทำให้โครงการ อีอีซี เป็นเรื่องฝันเฟื่อง”

ด้านนายฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมมากถึง 20 ครั้ง ไม่เคยมีปัญหา แต่ในครั้งที่ 21 มีปัญหามาก ซึ่งในตลอด 20 ครั้ง มีเพียงครั้งแรกๆที่พบแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ นอกจากนี้ แทบจะไม่พบเลย ดังนั้นหากกำหนดเงื่อนไขสัมปทานที่เข้มข้นจนภาคเอกชนอยู่ไม่ได้ ก็จะไม่มีใครเข้ามาลงทุน ซึ่งจะทำให้ทรัพยากรที่ไทยพอจะมีอยู่บ้างไม่เกิดประโยชน์อะไร ดังนั้นจะต้องมองในมุมของนักลงทุนบ้าง เพื่อให้เกิดความสมดุล และทุกฝ่ายเดินหน้าต่อไปได้

โดยภายใน 10-20 ปี ไทยจะต้องนำเข้าแอลเอ็นจีมาใช้แทนก๊าซธรรมชาติที่ผลิตภายในประเทศอย่างแน่นอน ซึ่งก๊าซแอลเอ็นจีที่นำเข้ามีแต่มีเทน ที่นำไปเผาเพื่อผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถนำไปแยกเป็นวัตถุดิบปิโตรเคมีต่างๆได้เลย ดังนั้นจะต้องเร่งเปิดสัมปทานรอบที่ 21 เพื่อให้เกิดการสำรวจปิโตรเลียมแหล่งใหม่ๆ ซึ่งแม้ว่าจะมีน้อย แต่ก็เข้ามาช่วยทดแทนในส่วนที่นำเข้าได้

นอกจากผู้ประกอบการธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้รับผลกระทบจากความล้าช้าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยังประสบปัญหากับราคาน้ำมันถูกลงจาก 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหลือเพียง 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องชะลอการลงทุน และปลดคนงานออก ตลอดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ภาควิชาการก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ต้องปรับลดการผลิตนักศึกษาเข้าสู่ธุรกิจดังกล่าวลง โดยในส่วนของจุฬาฯ ได้ปรับลดการผลิตนักศึกษาในภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียมลงเหลือ 10 คน จากเดิมผลิตปีละ 20 คน ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อการผลิตอุตสาหกรรมต้นน้ำและทำให้ไทยเสียศักยภาพด้านการแข่งขันในตลาดอาเซียนไป

นายภูวดล สุนทรวิภาต ตัวแทนผู้ประกอบการด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย กล่าวว่า จากราคาน้ำมันดิบที่ต่ำลงช่วงที่ผ่านมาประกอบกับรัฐไม่มีนโยบายเปิดสำรวจและผลิตรอบใหม่ส่งผลให้แท่นขุดเจาะใหม่ลดการลงทุนไป 50% ธุรกิจผลิตแท่นก็มีการปลดพนักงานไปแล้ว 2 พันคน เป็นต้น ยังไม่รวมธุรกิจต่อเนื่องต่างๆ ซึ่งรัฐต้องเข้าใจว่าธุรกิจนี้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำนั้นเป็นห่วงโซ่ที่ยาวมากสำคัญไม่น้อยไปกว่าอุตสาหกรรมยานยนต์และส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนไทย

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ