
สหรัฐจะไปทางไหน? หลังซัมมิตสองเกาหลีโยนไม้ต่อ"ทรัมป์"
กุุนซือด้านความมั่นคงของทรัมป์ เผยมี"ลิเบียโมเดล"อยู่ในใจมาใช้คุยกับเกาหลีเหนือ
หลังการประชุมสุดยอดเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ผ่านพ้นไป โดยที่สองฝ่ายสรุปความตกลงเป็นปฏิญญาปันมุมจอม สาระสำคัญคือการประกาศเป้าหมายทำให้”คาบสมุทรเกาหลีปลอดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสิ้นเชิง”
สองวันต่อมา ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้เปิดเผยว่า นายคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือยังได้ให้คำมั่นว่า จะปิดฐานทดลองนิวเคลียร์ พองคเยรี ภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม แถมจะเชื้อเชิญผู้เชี่ยวชาญสหรัฐกับเกาหลีใต้ และสื่อไปเป็นสักขีพยานด้วย
หากเป็นไปตามนี้ ก็จะถือว่าเป็นรูปธรรมแรกของการปฏิบัติตามปฏิญญาปันมุมจอม และเพิ่มความหวังแง่ดี ต่อการประชุมสุดยอดระหว่างคิมจองอึนกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ที่คาดว่าจะจัดขึ้นภายในเดือนพฤษภาคมหรือต้นมิถุนายน
คิมยังบอกกับประธานาธิบดีมุน ระหว่างประชุมสุดยอดว่า เขาหวังว่าจะสามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับสหรัฐอเมริกาได้ และย้ำว่า หากทั้งสองยุติสงครามอย่างเป็นทางการแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะคงคลังแสงนิวเคลียร์เอาไว้
กระนั้น คิม ดอง ยอพ นักวิชาการสถาบันตะวันออกใกล้มหาวิทยาลัยคย็องนัม กล่าวว่า การปิดฐานทดลอง ยังไม่ใช่การล้มเลิกโครงการอาวุธนิวเคลียร์ แต่เป็นมาตรการพื้นฐานที่สุดสำหรับการระงับพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ
เส้นทางสู่การปลดอาวุธนิวเคลียร์เต็มไปด้วยความท้าทาย เพราะวลี“ปลดอาวุธนิวเคลียร์” จากที่ประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ อาจยังไม่ตรงกัน
“คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์” อาจมีผลพัวพันให้เกาหลีใต้เองก็ต้องปลอดจากทหารและทรัพย์สินด้านความมั่นคงของสหรัฐ ตลอดจนยกเลิกระบบคุ้มกันนิวเคลียร์ของสหรัฐ เพื่อแลกกับการยกเลิกคลังแสงนิวเคลียร์
แถลงการณ์ปันมุมจอม ยังถูกเพ่งพินิจว่า มีความก้าวหน้าแต่ขาดรายละเอียดว่า จะบรรลุเป้าหมายในฝันนี้ได้อย่างไร ทั้งยังไม่มีนิยาม”ปลดอาวุธนิวเคลียร์คาบสมุทรเกาหลีสิ้นเชิง” หรือตารางเวลาของกระบวนการ แต่เมื่อการประชุมสุดยอดสองเกาหลี ปูพื้นทางบวกไว้แล้ว ต่อไปก็คงจะขึ้นกับคิมจองอึนและทรัมป์ว่า จะเห็นพ้องมาตรการรูปธรรมในประเด็นขัดแย้งที่สุดนี้ได้หรือไม่
สหรัฐและเกาหลีใต้เรียกร้องให้เกาหลีเหนือ กำจัดอาวุธนิวเคลียร์ ระบบปล่อยอาวุธ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐาน แบบพิสูจน์ได้ และไม่สามารถย้อนกลับภายในเวลาอันสั้นเสียก่อน มาตรการจูงใจจึงค่อยตามมา อาทิ การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร หรือการปรับสัมพันธ์ฉันท์ปกติกับสหรัฐอเมริกา ส่วนเกาหลีเหนือต้องการให้เกาหลีใต้และสหรัฐ ผ่อนมาตรการคว่ำบาตร และถอนกองกำลังสหรัฐจากเกาหลีใต้ เป็นขั้นตอนขนานไปกับกระบวนการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของตน
ล่าสุด นายจอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติทำเนียบขาว ให้สัมภาษณ์ทางสถานีฟอกซ์ เมื่อวันอาทิตย์ว่า สหรัฐมีแผนการในใจแล้วที่จะนำมาใช้เจรจากับเกาหลีเหนือ นั่นคือ “ลิเบีย โมเดล” ที่เคยใช้กับลิเบียยุคภายใต้ พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี ช่วงปี 2546 - 2547 ซึ่งนั้นหมายความว่า เกาหลีเหนือจะต้องยกเลิกโครงการอาวุธนิวเคลียร์อย่างสิ้นเชิง ก่อนรับรางวัลหรือการอ่อนข้อใดๆจากสหรัฐแลกเปลี่ยน
กัดดาฟีตกลงกับตะวันตกในปี 2546 ว่าจะล้มเลิกโครงการอาวุธทำลายล้างสูงทั้งหมด แลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร แม้มีความแตกต่างกันชัดเจนว่า โครงการของลิเบียนั้นเล็กกว่ามาก แต่ก็ถือเป็นข้อตกลงพื้นที่พื้นฐานที่สหรัฐเคยทำไว้
โบลตัน กล่าวว่า เกาหลีเหนือเคยตกลงกับเกาหลีใต้มาก่อนแล้วในปี 2535 ที่จะยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ทุกมิติ รวมถึงกระบวนการเพิ่มสมรรถนะแร่พลูโตเนียมและยูเรเนียม แต่ปัจจุบัน มีอีกหลายประเด็นเพิ่มขึ้นมา ขีปนาวุธ อาวุธเคมีและชีวภาพ ตัวประกันชาวอเมริกัน ชาวญี่ปุ่นที่ถูกลักพาตัวไป แต่เริ่มจากสิ่งที่เกาหลีเหนือเคยตกลงไว้เมื่อ 25 ปีก่อน น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
พร้อมย้ำอีกครั้งว่า สหรัฐจะไม่ผ่อนมาตรการคว่ำบาตร ก่อนเกาหลีเหนือล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมด “ผมคิดว่าแรงกดดันที่รัฐบาลทรัมป์อัดใส่เกาหลีเหนือ ควบคู่ไปกับแรงกดดันทางทหารและการเมือง ทำให้เรามาอยู่จุดนี้” และชี้ว่า ผู้นำโลกรวมถึงประธานาธิบดีมุน แจอิน ต่างรู้ดีถึงบทบาทสหรัฐ “การผ่อนปรนแรงกดดันจะไม่ช่วยให้การเจรจาง่ายขึ้น แต่กลับจะทำให้ยากกว่าเดิม”
ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของทรัมป์ ยังกล่าวว่า การประชุมระหว่างทรัมป์กับคิมจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และคิดว่าประธานาธิบดีมีข้อตกลงที่ดีอยู่ในใจแล้ว แต่รายละเอียดต่างๆยังไม่ได้ข้อสรุป รวมถึงสถานที่ประชุม
หากเกาหลีเหนือตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ว่าจะยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์ กระบวนการทำลายอาวุธก็จะเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว “สำคัญอย่างแรกคือการหาให้ได้ก่อนว่าสิ่งที่จะต้องรื้อทำลายมีมากน้อยแค่ไหน คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไปประชุมพร้อมกับชุดไขควง แต่คงจะเริ่มได้หนึ่งวันหลังประชุม การเปิดเผยทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์โดยนานาชาติรับรอง อย่างกรณีลิเบีย มีผู้เชี่ยวชาญอเมริกันและนานาชาติเข้าไป อาจเป็นเรื่องสำคัญมาก”
ก่อนรับตำแหน่ง ที่ปรึกษาแห่งชาติสหรัฐ โบลตันได้ชื่อว่าเป็นสายเหยี่ยวด้านนโยบายต่างประเทศ เพราะแสดงความเห็นหลายครั้งว่า ระบอบเปียงยางไว้ใจไม่ได้ และเคยพูดติดตลกว่า หนทางการทูตเดียวที่ใช้ได้กับเกาหลีเหนือคือ เกาหลีใต้เข้ายึดคราอง ทั้งเคยกล่าวว่าเกาหลีเหนือโกหกตลอดเวลาที่ขยับปากพูดอะไร
ในการให้สัมภาษณ์กับฟอกซ์นิวส์ โบลตันกล่าวว่า เขาเคยเขียนและพูดเรื่องเกาหลีเหนือไว้เยอะมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และยังยืนยันตามนั้น “แต่เวลานั้นผมยังไม่มีตำแหน่งอะไร ผู้ตัดสินใจเวลานี้คือประธานาธิบดี”
( ปอมเปโอ ดอดพบคิมจองอึน ที่เปียงยาง ขณะยังเป็นผอ.ซีไอเอ )
ด้าน นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า ทรัมป์บอกกับเขาอย่างชัดเจนว่า จะหยิบยกเรื่องการวางกลไลยืนยันว่าเกาหลีเหนือกำลังปลดอาวุธนิวเคลียร์ และอาจจะหยิบยกเรื่องพลเมืองอเมริกันที่เกาหลีเหนือยังคุมตัวอยู่ขึ้นมาหารืออีกประเด็นหนึ่ง



