ข่าว

ตรวจเข้ม1,760จุดเปลี่ยวทั่วกทม.

ตรวจเข้ม1,760จุดเปลี่ยวทั่วกทม.

13 ต.ค. 2552

บช.น.เรียกความมั่นใจคนกรุง หลังเกิดคดีสะเทือนขวัญหลังป้ายรถเมล์ สั่ง 88 โรงพักตรวจเข้มจุดล่อแหลมพื้นที่เปลี่ยวรกร้าง-อันตราย 1,760 แห่ง แนะเหยื่อจดจำใบหน้า-ลักษณะคนร้าย รีบแจ้ง 191 สกัดจับ

 จากเกิดเหตุสะเทือนขวัญวัยรุ่นติดยาฆ่าข่มขืนพนักงานสาวโรงแรม บริเวณหลังป้ายรถประจำทางที่รกร้างย่านลำสาลี ในพื้นที่ สน.หัวหมาก เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ออกคำสั่งด่วนสั่งตรงถึงนายตำรวจระดับ รอง ผบช.น. ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1-9 ผู้บังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ และผู้บังคับการอำนวยการ บช.น. ให้กำชับควบคุมตรวจสอบและกวดขันการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาสายงานป้องกันปราบปรามทุกหน่วยงานให้ออกตรวจพื้นที่จุดเสี่ยงจุดล่อแหลมพื้นที่รกร้างว่างเปล่าอย่างเข้มงวดกวดขันและตลอด 24 ชั่วโมง

 โดยสั่งการโรงพักสังกัดตำรวจนครบาลทั้ง 88 แห่ง สำรวจและกำหนดพื้นที่จุดเสี่ยง ซึ่งแต่ละ สน.จะมีจุดเสี่ยงโรงพักละ 15-20 จุด รวมประมาณ 1,760 แห่ง พื้นที่จุดเสี่ยงดังกล่าวได้แก่ บริเวณสะพานลอยคนข้าม ป้ายรถประจำทางที่มืด สวนสาธารณะ บ้านร้าง ตึกร้าง ตึกแถวร้างบ้าน ถนนตรอกซอกซอยที่เปลี่ยวที่มืด ต้นไม้บังปกคลุมหนาทึก บ้านพักคนงาน บริเวณใต้สะพานข้ามแยกสะพานข้ามคลอง ใต้ทางด่วนซึ่งมีคนเร่ร่อนคนเก็บของเก่าพักอาศัยอยู่ พร้อมสั่งกำลังสายตรวจปิดล้อมตรวจค้นจุดล่อแหลมข้างต้นในช่วงค่ำและช่วงเช้ามืดของทุกวัน

 พร้อมๆ กันนี้ แต่ละโรงพักต้องสร้างมวลชนกับหน่วยงานใกล้เคียง ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ห้างร้าน สถานประกอบการ คิวรถตู้ วินรถจักรยานยนต์รับจ้าง อาสาสมัครตำรวจบ้านในการป้องกันเหตุและร่วมกันแก้ไขปัญหาจุดล่อแหลมต่างๆ ด้วย นอกจากนี้ยังให้ สวป.ที่ปฏิบัติหน้าที่เข้าเวรแต่ละผลัด เคาะประตูบ้านเยี่ยมเยือนทักทายประชาชนผลัดละ 2 บ้านด้วย ส่วน ผบก.-ผกก. ให้ออกตรวจเยี่ยมชุมชนสัปดาห์ละ 1 ครั้ง พร้อมทั้งกำชับตำรวจสายตรวจต้องหมั่นตรวจตราพื้นที่จุดเสี่ยงที่กำหนดไว้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเน้นช่วงเช้ามืดและช่วงกลางดึกเป็นสำคัญด้วย

 พ.ต.อ.ปิยะ อุฑาโย รองผู้บังคับการอำนวยการกองบัญชาการตำรวจนครบาล ฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฝากเตือนมายังพี่น้องประชาชนให้ระมัดระวังภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มวัยรุ่นติดยาที่ประสงค์ต่อชีวิต ทรัพย์สินและของมีค่าด้วยว่า ขณะยืนรอรถประจำทาง หรือรถรับจ้างสาธารณะที่ช่วงเช้ามืดหรือช่วงค่ำ ให้ยืนในที่ที่มีแสงส่องสว่าง มีผู้คนพลุกพล่าน อย่ายืนอยู่ในที่เปลี่ยว หรือบริเวณด้านหลังที่เป็นที่รกร้างเพราะสถานที่แวดล้อมเหล่านี้จะเอื้อประโยชน์ให้คนร้ายลงมือก่อคดีได้ง่าย และเมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้นกับตนเองให้สังเกตจดจำรูปพรรณสัณฐานของคนร้ายให้ได้มากที่สุด และรีบแจ้งตำรวจที่หมายเลข 191 ทันทีเพื่อเข้าระงับเหตุและสกัดจับคนร้ายได้ทันท่วงที

 พ.ต.อ.ปิยะ ย้ำว่า ที่ผ่านมามีผู้เสียหายที่ประสบเหตุด้วยตัวเอง และพบเห็นเหตุการณ์หลายราย แต่ไม่อยากมาแจ้งความเพราะคิดว่าเสียเวลา ธุระไม่ใช่ หรือคิดว่ามาแจ้งความแล้วก็ไม่ได้อะไร ตำรวจไม่ทำงานไม่สามารถติดตามจับกุมคนร้ายได้นั้น อยากให้ประชาชนเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เพราะหากไม่มาแจ้งข้อมูล ตำรวจก็ไม่มีโอกาสได้รับรู้เลยว่าจุดไหนพื้นที่ไหนเป็นจุดอันตราย พื้นที่ไหนมีเหตุลักวิ่งชิงปล้นเกิดขึ้นบ่อย แต่หากผู้เสียหายมาให้ข้อมูลแจ้งเบาะแสก็จะมีการจัดกำลังตำรวจสายตรวจไปตรวจให้ถี่มากขึ้น พร้อมประสานไปยัง กทม.ในการปรับภูมิทัศน์พื้นที่นั้นๆ ให้มีแสงส่องสว่างตัดต้นไม้ที่รกร้างหญ้าขึ้นรุงรังให้เป็นพื้นที่โล่งปลอดภัยมากขึ้น

 “มาแจ้งความมาให้ข้อมูลกับตำรวจกันเถอะครับ ตอนนี้ตำรวจมีการปรับปรุงการปฏิบัติหน้าที่แล้ว ตำรวจทุกนายเป็นตำรวจยุคใหม่มีการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นและมั่นใจได้ว่าตำรวจนครบาลและตำรวจทุกหน่วยสามารถดูแลความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนได้ และคงสามารถทำลายภาพลักษณ์เก่าๆ ที่ประชาชนเคยมองว่า ตำรวจขี้เกียจไม่ทำงานนั้นให้ลบเลือนลงไปได้ เพราะตำรวจยุคนี้เป็นตำรวจยุคใหม่ไม่มีแบบนั้นแล้วอย่างแน่นอน“ พ.ต.อ.ปิยะ กล่าว