
วิพากษ์ยกเครื่องหน่วยงานก.เกษตรฯระดับจังหวัด!·
วิพากษ์ยกเครื่องหน่วยงานก.เกษตรฯระดับจังหวัด ขึ้นตรงผู้ว่าฯผ่านคณะอนุกรรมการเกษตรฯ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเข้ามาคุมบังเหียนกระทรวงเกษตรแบละสหกรณ์ (กษ.) ของลูกหม้อมหาดไทย “กฤษฎา บุญราช” ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ นอกจากจะเป็นตัวจักรสำคัญในการเชื่อมประสานบูรณาการระหว่างหน่วยงานกระทรวงมหาดไทยกับหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลให้เห็นเป็นรูปธรรมโดยเร็วแล้วยังมีแผนการที่จะมีการปรับสร้างกระทรวงเกษตรฯ ครั้งใหญ่เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงหน่วยงานได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว และสามารถได้รับข้อมูลข่าวสารนำไปปรับใช้ได้อย่างทันท่วงทีในรูปแบบของวันสต็อปเซอร์วิส หรือการให้บริการเบ็ดเสร็จในจุดเดียว
จึงไม่แปลกใจว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กฤษฎา บุญราช ได้ประกาศคำสั่งกษ.ที่ 341/2561 ลว. 20 เมษษยน 2561 เรื่อง มอบหมายการปฏิบัติราชการของบุคลากรสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดเพื่อสนองนโยบายการบูรณาการงานภาคการเกษตรของจังหวัดอย่างยั่งยืน
โดยการพิจารณาแก้ไขการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ (กษ.) โดยใช้อำนาจตามกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดินมาตรา 20 และมาตรา 54 เพื่อกำหนดให้บุคลากรของ กษ. ทุกหน่วยงานที่มีสำนักงานและพื้นที่ดำเนินงานอยู่ในจังหวัดต่างๆ ให้มาบูรณาการร่วมทำงานด้วยกันเพื่อความเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ ภายใต้การอำนวยการของผู้ว่าราชการจังหวัดและหรือนายอำเภอ ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการภูมิภาคผ่านกลไกคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ที่มีสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นเลขานุการ
พร้อมมอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดและอำเภอ เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานกับหน่วยงานกษ.อื่นๆ ที่ไม่มีฐานะเป็นส่วนราชการภูมิภาคแต่มีพื้นที่ดำเนินงานอยู่ในพื้นที่ เช่น โครงการชลประทาน สถานีพัฒนาที่ดิน ศูนย์วิจัยพืชสวน ฯลฯ มาบูรณาการร่วมกันทำงานในพื้นที่อำเภอและจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับงานตามนโยบายหรือโครงการสำคัญของรัฐบาล หรือ กษ. (Agenda) รวมทั้งงานการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ด้วย (Area Based) ส่วนการบังคับบัญชา การบริหารงานบุคคลและงบประมาณนั้นยังคงอยู่ในบังคับบัญชาของกรมต้นสังกัดเช่นเดิม
“เห็นด้วยกับท่านกฤษฎา บุญราช ว่ากระทรวงเกษตรฯ มีปัญหาในเรื่องโครงสร้าง การบังคับบัญชา ไม่เหมือนกับมหาดไทยที่สายตรงถึงจากปลัดถึงผู้ว่าฯ สู่นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือกระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานในสังกัดในจังหวัดนั้นขึ้นตรงต่อสาธารณสุขจังหวัด แต่กระทรวงเกษตรฯ นายใครนายมัน ซีเท่ากัน สั่งไม่ได้ อย่างเกษตรและสหกรณ์จังหวัดขึ้นตรงสำนักงานปลัดก็จริง ดูแค่งานธุรการ ไม่มีอำนาจสั่งการอะไรได้เลย แต่อธิบดีกลับมีอำนาจล้นฟ้า มีลูกน้องเต็มไปหมด ดูแต่งานส่วนของตัวเองอย่างอื่นไปไม่เป็น”
ระวี รุ่งเรือง นายกสมาคมเครือข่ายชาวนาไทยและเลขานุการคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศกล่าวเห็นด้วยกับการปรับโครงการกระทรวงเกษตรฯ ใหม่ ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อให้มีการบริหารจัดการมีความคล่องตัวมากขึ้นซึ่งปัญหาดังกล่าวเคยเสนอไปยัง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ คนก่อน แต่เรื่องเงียบหายไป เมื่อรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามาก็เห็นปัญหา จึงมีประกาศเป็นคำสั่งออกมาให้มีการบริหารในรูปของคณะกรรมการโดยมีผู้ว่าฯ เป็นประธาน เป็นการบูรณาการทำงานให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น
“นับเป็นการเริ่มต้นที่ดี ที่ผ่านมาๆ ไม่มีใครกล้าแตะ ผมเคยถามเกษตรจังหวัดท่านหนึ่งถึงแนวทางการปรับโครงสร้างกระทรวง ท่านก็บอกว่าอย่าเพิ่งทำเลยขอให้ผมเกษียณก่อนเถอะ”
ระวียังยกตัวอย่างกรมการข้าวแม้ไม่มีหนว่ยงานในสังกัดระดับจังหวัด แต่กรมการข้าวก็สามารถขับเคลื่อนงานได้ โดยใช้ศูนย์ข้าวชุมชนปัจจุบันมีอยู่จำนวน 55 ศูนย์ทั่วประเทศหรือเกือบทุกจังหวัด นอกจากนี้ยังมีศูนย์วิจัยข้าวและเมล็ดพันธุ์ที่มีอยู่อีกกว่า 40 ศูนย์มาช่วยในการขับเคลื่อนการทำงาน ทำให้กรมการข้าวแม้จะเป็นกรมเล็กๆ แต่การใช้พลังชุมชนในการขับเคลื่อนซึ่งจะตอบโจทย์ความต้องการและปัญหาได้มากกว่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือการสั่งการจากข้างบนลงมา ซึ่งต่างกับกระทรวงสาธารณสุขที่มีอาสา สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. มาช่วยในการทำงานของเจ้าหน้าที่
“ปัจจุบันกรมการข้าวมีเจ้าหน้าที่เพียง 900 อัตราทั่วประเทศจะขออัตราเพิ่มก็ไม่ได้ เราพยายามทำให้กรมการข้าวจิ๋วแต่แจ๋ว โดยใช้ศูนย์ข้าวชุมชนในจังหวัดต่างๆ นี่แหละเป็นตัวจักรในการขับเคลื่อน เมื่อปลายปีที่แล้วสมาคมได้เสนอเรื่องนี้ให้อธิบดีกรมการข้าวพิจารณา ซึ่งท่านก็เห็นด้วย จึงมีคำสั่งเพิ่มศูนย์ข้าวชุมชนให้ครบทุกจังหวัดแล้วมีก็มีชาวนาจิตอาสาในชุมชนมาช่วยกันทำงาน” นายกสมาคมเครือข่ายชาวนาไทยกล่าว พร้อมเป็นห่วงหากได้ผู้ว่าฯ ที่ไม่เข้าใจวิถีการทำงานภาคเกษตรรับสั่งจากข้างบนลงมาอย่างเดียวโดยไม่รับฟังปัญหาจากข้างล่างการปรับโครงสร้างการทำงานก็ไม่แตกต่างไปจากเดิม
ไม่เพียงแกนนำเครือข่ายชาวนาที่มองว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีของเกษตรกรในคำสั่งการปรับโครงสร้างครั้งนี้ แต่ผู้คร่ำหวอดในวงการยางพาราอย่าง “อุทัย สอนหลักทรัพย์” ประธานสภาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสาวยางแห่งประเทศไทยก็มีความเห็นไม่แตกต่างกัน โดยมองว่าน่าจะปรับเปลีี่ยนโครงสร้างการทำงานมาตั้งนานแล้ว เนื่องจากการทำงานในรูปแบบของคณะกรรมการในระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าฯ เป็นประธานนั้น จะส่งผลดีต่อการทำงานทั้งระบบ เป็นการแก้ไขปัญหาจากข้างล่างไปสู่ข้างบนอย่างแท้จริง ยกตัวอย่างการจัดซื้อปุ๋ยของกยท.ที่สั่งซื้อลอตเดียวให้เกษตรกรทั่วประเทศของผู้ว่าการ กยท.คนก่อน ทำให้มีปัญหาจนถึงทุกวันนี้
“ถูกต้องแล้วที่ทำแบบนี้ กระทรวงเกษตรฯ อยู่มาเป็น 100 ปีไม่เห็นอะไรจะดีขึ้น มีแต่ปัญหายิ่งทับถมไปเรื่อยๆ เพราะการทำงานเป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ แค่ในจังหวัดทุกคนใหญ่เท่ากัน แต่มหาดไทยมีผู้ว่าฯ ใหญ่คนเดียว แต่ละจังหวัดก็มีปัญหาไม่เหมือนกัน 77 จังหวัดมีปัญหา 77 อย่าง ข้อสรุปของคณะกรรมการระดับจังหวัดถือเป็นข้อยุติ ไม่ใช่คิดทำอะไรก็สั่งจากข้างบนลงมาอย่างเดียวโดยไม่ถามเกษตรกรก่อน ก็เกิดปัญหาไม่พอใจ ประท้วงกันอยู่ทุกวันนี้ไง จังหวัดไหนมีปัญหาอะไรก็ให้คณะกรรมการของจังหวัดนั้นสรุปและเสนอ เพราะในคณะกรรมการระดับจังหวัดก็มีทุกหน่วยอยู่แล้ว ส่วนอธิบดีดูแค่นโยบายพอ ส่วนภาคปฏิบัติคณะกรรมการจังหวัดที่มีผู้ว่าฯ เป็นประธานให้ดำเนินการไป” อุทัยกล่าวย้ำ
ขณะที่ เปรม ณ สงขลา เกษตรกรเจ้าของสวนเคหเกษตร อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี และอดีตคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งคลุกคลีอยู่กับงานภาคเกษตรมาค่อนชีวิต มองว่าคำสั่งการปรับโครงสร้างครั้งนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้น ก้าวต่อไปจะต้องควบรวมหน่วยงานที่มีภารกิจคล้ายกันอยู่ในที่เดียวกันเพื่อเป็นการง่ายต่อการเข้าถึงปัญหาของเกษตรกร ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้กระจายหน่วยงานออกไปให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรมการข้าว กรมหม่อนไหม หรือกรมฝนหลวงและการบินเกษตร หากมองในแง่โครงสร้างเป็นสิ่งที่ดีมีการแยกส่งงานรับผิดชอบออกมาชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติจะเป็นปัญหาต่อเกษตรกรที่ต้องใช้เวลาหาคำตอบจากหน่วยงานภาครัฐมากขึ้นแทนที่จะทำเบ็ดเสร็จในจุดเดียว
“อย่างประเทศจีนเขาปฏิรูป ISQ การนำเข้าส่งออกผลไม้ทั้งเซฟตี้การตรวจหายาฆ่าแมลง หรือเกษตรกรจะต้องการปลูกอะไรในพื้นที่ตรงนี้ก็เข้าไปศูนย์เดียวจะได้ครบหมดที่เกษตรกรต้องการ แต่ของเรามันไม่ใช่ อยากได้ปลาต้องกรมประมง วัดค่าดินมาที่กรมพัฒนาที่ดิน หรืออยากได้พันธุ์ข้าวมาที่กรมการข้าว การบูรณาการก็ทำได้ยากเพราะมีเจ้านายคนละคน งบประมาณที่ลงไปเมื่อเทียบกับเอกชนถือว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง” เจ้าของสวนเคหเกษตรให้มุมมอง
สำหรับการดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวหลังมีประกาศออกมาล่าสุด กฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งข้อความผ่านไลน์สั่งการถึงผู้บริหาร กษ. และข้าราชการส่วนกลางส่วนภูมิภาคและทุกจังหวัดในเรื่องการบูรณาการ 14 หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ระดับพื้นที่เข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพตามนโยบายปฏิรูปโครงสร้างภาคเกษตรในการปฏิบัติงานเพื่อประชาชน เนื่องจาก กษ. มีปัญหาการจัดโครงสร้าง มีบางกรมไม่ได้มีหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคทั้งๆ ที่มีภารกิจด้านการพัฒนาการเกษตรและบริการเกษตรกรในพื้นที่
ประกอบกับในปี 2545 รัฐบาลขณะนั้นได้แก้ไขกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและกฎหมายการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ทำให้หน่วยงานราชการภูมิภาคของกษ.ในพื้นที่ ซึ่งทำหน้าที่พัฒนาและแก้ไขปัญหารวมทั้งงานบริการประชาชนด้านการเกษตรที่มีความสำคัญในพื้นที่ต้องถูกยุบเลิกไปด้วย หรือมีการตั้งสำนักงานในอำเภอบางแห่งแล้วให้ข้าราชการหมุนเวียนไปตามอำเภอต่างๆ โดยไม่มีสำนักงานประจำอำเภอหรือจังหวัด เช่น สำนักงานสหกรณ์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานประมงอำเภอ ทำให้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่และขาดความต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการแก้ไขทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) ที่มีสาเหตุจากการไม่มีหน่วยงานกำกับติดตามในพื้นที่ต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่น
หรือแม้กระทั่งการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าระบาดที่ให้บริการไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทำให้ปัญหายืดเยื้อสร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ในส่วนหน่วยงานที่ยังไม่มีหน่วยบริการในพื้นที่ หรือมีแต่ไม่ครบทุกพื้นที่จังหวัด เช่น การรับรองมาตรฐานเกษตรปลอดภัย (GAP) เกษตรอินทรีย์ (Organic) การรับจดทะเบียนพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ เป็นงานฝากไว้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด อำเภอรับเรื่องจากประชาชน ส่งส่วนกลางมากรมเจ้าของเรื่องรับพิจารณา ซึ่งเป็นเรื่องที่ใช้เวลากว่าเรื่องจะหมุนเวียนกลับไปพื้นที่ ทำให้งานเกษตรล่าช้าไม่สามารถบริการได้ทันตามความต้องการของเกษตรกร
“ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายการพัฒนาเพื่อกระจายความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปยังพื้นที่ส่วนภูมิภาค โดยให้จังหวัดและหน่วยราชการต่างๆ ในพื้นที่จัดทำแผนงานและงบประมาณให้ตอบสนองพัฒนาและแก้ไขปัญหาของพื้นที่ รวมทั้งเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด และแผนภาคที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และประการสำคัญเพื่อให้งานของกษ. สามารถดำเนินการได้ครอบคลุมทุกมิติทั้งในด้านการพัฒนาการเกษตรและแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรในพื้นที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย” รมว.เกษตรฯ กล่าวย้ำภายหลังการออกคำสั่งดังกล่าว



