ข่าว

"อยากเลือกตั้ง" จี้กองทัพถอยการเมือง

"อยากเลือกตั้ง" จี้กองทัพถอยการเมือง

28 เม.ย. 2561

"กลุ่มอยากเลือกตั้ง" เมิน "ผบ.ทสส." ยันพ.ค.ชุมนุมใหญ่แน่ จี้กองทัพถอยการเมือง ด้านบอร์ดป.ป.ท.สอบโกงงบคนจน 41 จังหวัด มีขรก.189 รายถูกกล่าวหาเกี่ยวข้อง

     หลังจากผู้บัญชาการทหารสูงสุดออกมายืนยันให้การสนับสนุนรัฐบาลคสช.และผู้นำรัฐบาลพร้อมทั้งจับตาและป้องปรามกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่นัดชุมนุมในเดือนพฤษภาคมที่เป็นเดือนครบรอบการรัฐประหาร 4 ปีนั้น

     ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 เมษายน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายรังสิมันต์ โรม อายุ 25 ปี แกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย และผู้ร่วมชุมนุมกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ได้เดินทางมาสอบคำให้การภายหลังถูกพนักงานอัยการยื่นฟ้องข้อหาชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คนในที่สาธารณะฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 จากกรณีชุมนุมที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งและร่วมกันปราศรัยโจมตีรัฐบาล

"อยากเลือกตั้ง" จี้กองทัพถอยการเมือง

     นายรังสิมันต์ ให้สัมภาษณ์ว่า การสั่งฟ้องตนเพียงคนเดียวก่อนคนอื่นนั้นเนื่องจากศาลมีคำสั่งฝากขังตนคนเดียว ในขณะที่คนอื่นไม่ได้ฝากขัง ซึ่งก็ไม่ทราบเหตุผลทั้งที่เป็นข้อเท็จจริงอย่างเดียวกัน เมื่อมีคำสั่งฝากขังก็ได้ยื่นประกันตัว 50,000 บาท อัยการจึงต้องฟ้องภายใน 48 วัน อย่างไรก็ตามยืนยันว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิด เรายืนยันว่าสิ่งที่เราทำไปทั้งหมดมีเจตนาบริสุทธิ์ เราไม่เชื่อว่าการที่เราต้องการเห็นการเลือกตั้งเป็นความผิด ถ้าเกิดว่าการเลือกตั้งเป็นความผิดต่อไปนี้ในอนาคตประเทศไทยจะมีเลือกตั้งหรือเปล่า

     ต่อข้อถามถึงท่าทีของพล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ที่ออกมายืนยันสนับสนุนรัฐบาลและคสช. นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เราเคยเรียกร้องว่าถ้าจะสร้างบรรยากาศทางการเมืองให้เปิดนำไปสู่การเลือกตั้งได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ทางกองทัพต้องออกจากการเมืองและทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งสามารถเกิดขึ้น ปัญหาคือตราบใดที่กองทัพยังคงสนับสนุนคสช.อย่างมืดมนเช่นนี้ การที่เราจะได้เห็นบรรยากาศทางการเมืองที่นำไปสู่การเลือกตั้งโดยเร็วก็คงยากหรือหากจะมีการเลือกตั้งถ้าจินตนาการถึงการเลือกตั้งที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารมาคอยอัดวิดีโออยู่ตลอดเวลาคอยจับผิดอยู่ตลอดเวลาว่าสิ่งที่นำเสนอผิดกฎหมายอะไรที่คสช.ได้กำหนดไว้หรือไม่ ถ้าเป็นแบบนี้เราคงไม่สามารถแสวงหาการเลือกตั้งที่เป็นการเลือกตั้งจริงๆ ได้ 

     “ข้อเสนอที่ผ่านมาของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งคืออยากเห็นบรรยากาศทางการเมืองที่ฟรีและแฟร์ ที่สามารถเปิดออกมาให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ตัดสินใจด้วยตัวของเขาเอง ไม่ใช่มาคอยเซ็นเซอร์หรือกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ อันนี้คือข้อเสนอของเรา ดังนั้นเราจึงผิดหวังแน่นอนกับการที่เราได้เห็นท่าทีของทหาร ถึงอย่างไรเสียทหารก็กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ถึงอย่างไรเสียทหารก็เป็นลูกหลานคนไทยเหมือนกัน การที่เราได้เห็นเขามาสนับสนุนคสช.อย่างสุดลิ่มทิ่มประตูก็เป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจ น่าผิดหวัง” นายรังสิมันต์ กล่าว 

     เมื่อถามถึงความคืบหน้าเตรียมจัดชุมนุมใหญ่กลางเดือนพฤษภาคมโดยเฉพาะเป็นเดือนครบรอบการรัฐประหาร 4 ปี (22 พ.ค.2547) ซึ่งผบ.ทสส.ได้ปรามพร้อมจับตาอยู่นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า “เรามีความพร้อมในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลายฝ่ายก็ได้พักผ่อน แต่สิ่งที่อยากให้สังเกตจับตา คือการเลือกตั้งที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับตีความกฎหมายย่อมส่งผลให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ซึ่งการเลือกตั้งไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในเร็ววัน ส่วนคนอยากเลือกตั้งยังคงเดินหน้าต่อไป ยืนยันว่ามีความพร้อมที่จะจัดกิจกรรมในเดือนพฤษภาคมแน่” 

มาร์คแนะเคารพสิทธิคนที่เห็นต่าง

     ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการที่รัฐบาลดึงตัวนักการเมืองหลายกลุ่มเข้ามาทำงาน ว่าฝ่ายผู้มีอำนาจต้องใช้อำนาจภายใต้กรอบของกฎหมาย  ซึ่งตนได้รับการยืนยันจากคนในรัฐบาลถึงความพยายามที่จะสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มทุนไปสนับสนุนพรรคการเมืองอื่นๆ  แต่ไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ ยกตัวอย่างเวลาที่มีการทาบทาม เขาจะบอกกันว่า “ไปอยู่กับเขาเถอะ ถ้าอยู่ที่นี่ไม่มีใครจะสนับสนุนด้านทุนนะ เพราะเขาดูแลได้หมด” ส่วนกลุ่มทุนเก่าๆ ที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ขณะนี้ยังไม่มีการคุยกัน เพราะตอนนี้เป็นช่วงที่ยังไม่สามารถทำกิจกรรมได้ เรื่องทุกอย่างที่ทำก็เป็นเรื่องภายใน ทั้งการปรับปรุง การปฏิรูปกระบวนการต่างๆ การบริหารจัดการภายในพรรค และการทำนโยบาย

"อยากเลือกตั้ง" จี้กองทัพถอยการเมือง

     “ใครอยากจะตั้งพรรคการเมืองหรือเข้าสู่อำนาจก็ใช้สิทธิของตัวเอง อยู่ที่ความศรัทธาที่ทำทุกอย่างให้โปร่งใส  แต่การใช้อำนาจรัฐที่ไม่ถูกต้องเป็นปัญหาของบ้านเมือง และเหตุที่การเมืองไทยตกอยู่ในวังวนแบบนี้ เริ่มจากการเข้าสู่อำนาจโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม จึงเกิดปัญหาความขัดแย้งตามมา จึงขอเรียกร้องให้มีการแข่งขันกันอย่างเสมอภาค แล้วประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบในผลการเลือกตั้ง” นายอภิสิทธิ์กล่าว 

       หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่ จ.สุรินทร์และบุรีรัมย์ ในวันที่ 7-8 พฤษภาคมนี้ ว่ารัฐบาลจัดประชุมครม.สัญจรมานานแล้ว ซึ่งจะต้องดูที่รูปแบบถ้าเป็นไปเพื่อบริหารราชการแผ่นดินและตอบสนองประชาชนได้ดีขึ้น ก็เป็นเรื่องดี ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคมนั้น เห็นว่าต้องเคารพสิทธิของคนที่ต้องการแสดงออกและมีความเห็นต่าง แต่คงไม่มีใครอยากเห็นความวุ่นวายเกิดขึ้น เพราะจะมีความสุ่มเสี่ยงทำให้บ้านเมืองหันเหไปแทนที่จะกลับสู่เส้นทางของการเลือกตั้ง 

     พร้อมกันนี้นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงการปฏิรูปการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าตอนนี้ยังมีมติอะไรไม่ได้เป็นเพียงความคิดริเริ่มที่เสนอ และสมาชิกส่วนใหญ่เห็นด้วย เพราะจากสภาพการเมืองที่เปลี่ยนไปจะเป็นเรื่องดี ถ้าให้สมาชิกมีส่วนร่วมโดยตรงเพื่อหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรค ทั้งที่กฎหมายระบุเพียงให้เลือกโดยที่ประชุมใหญ่ ส่วนที่มีคนมองว่าตนพร้อมถูกปลดล็อกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคหรือไม่ ขอบอกว่าพร้อมแน่นอน เพราะเป็นคนริเริ่มให้สมาชิกหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคเอง ดังนั้นคนที่เสี่ยงต่อความสูญเสียมากที่สุดคือตนเอง 

“บิ๊กฉัตร”ไม่รู้อนาคตการเมือง

     ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงอนาคตทางการเมืองถ้าหาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.จะเป็นนายกฯ อีกสมัย ว่าส่วนตัวยังไม่ทราบเลยว่า พล.อ.ประยุทธ์จะไปอยู่ในพรรคการเมืองหรือเล่นการเมืองต่อหรือไม่ เพราะไม่ค่อยได้คุยกันในเรื่องนี้ เนื่องจากส่วนใหญ่จะพูดคุยเฉพาะเรื่องงานที่ได้รับมอบหมาย นอกจากนี้ยังเห็นว่านายกฯ มีงานมาก จึงไม่อยากนำเรื่องอื่นมาทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ปวดหัว

     เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิดรัฐบาลแห่งชาติ พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องไปถามคนที่เสนอ เรื่องนี้คิดว่าต้องรอก่อน เพราะเราจะตัดสินอะไรตอนนี้ไม่ได้ ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามโรดแม็พ และเมื่อถึงเวลานั้นฝ่ายการเมืองก็จะต้องมาช่วยกันดูว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปด้วยดี แต่ส่วนตัวยังไม่มีความคิดเห็นในเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ

     ส่วนที่ประเมินศักยภาพตัวเองว่าพร้อมจะไปต่อในเส้นทางการเมืองหรือไม่ พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ทุกวันนี้พยายามทำงานอย่างเต็มที่ แต่ในอนาคตก็ไม่รู้ว่าจะไหวหรือไม่ รอดูเวลานั้นก็แล้วกัน

จี้เปิดชื่อคนปูดสกัดเอกชนหนุนพรรค

      นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ออกมาเปิดเผยว่าได้รับคำยืนยันว่ามีคนในรัฐบาลพูดว่ามีความพยายามจะสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มทุนเข้ามาสนับสนุนพรรคการเมือง ว่าไม่รู้เรื่องและไม่ทราบในเรื่องดังกล่าวและไม่เคยได้ยินคนในรัฐบาลพูดในลักษณะนั้นด้วย คงจะต้องให้นายอภิสิทธิ์เฉลยให้เกิดความชัดเจน

"อยากเลือกตั้ง" จี้กองทัพถอยการเมือง

     เมื่อถามว่าตามหลักการแล้วกลุ่มทุนเข้ามาสนับสนุนพรรคการเมืองได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า คงไม่มีใครออกมาพูดว่ากลุ่มทุนใดเข้ามาสนับสนุนพรรคการเมืองบ้าง ดังนั้นจึงตอบไม่ถูกในเรื่องดังกล่าว

     รองนายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการแก้กฎหมายเกี่ยวกับการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ชุดใหม่ ว่าจากปัญหาที่พบเรื่องของกรอบเวลาการเร่งสรรหาภายใน 30 วันนั้น ระยะเวลาสั้นเกินไป ไม่น่าจะทำได้ทัน โดยเฉพาะเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติที่อาจไม่ถี่ถ้วน อีกหนึ่งปัญหาที่พบคือเรื่องคุณสมบัติที่เขียนไว้อาจจะไม่ชัดเจนว่าหมายความถึงอะไร แค่ไหน รวมถึงการที่เขียนไว้ว่า ทั้งหมดจะมีกี่ด้านก็ตามให้คัดด้านละ 2 คน เพื่อให้สนช. เลือกด้านละ 1 คน ซึ่งพอบังคับแบบนี้ก็แปลว่าต้องส่งด้านละ 2 คน ซึ่งจากนี้ก็ต้องดูว่าจะมีวิธีอะไรที่ผ่อนผันลงบ้าง 

      “อีกหนึ่งปัญหาคือ เรื่องสนช.ลงคะแนน ใครได้คะแนนมากสุดให้ชนะในด้านนั้น ซึ่งสมมุติว่าหากคนนั้นได้ 1 เสียง นอกนั้นงดออกเสียง คนนั้นก็ถือว่าผ่าน ซึ่งไม่ควรเป็นแบบนี้ เพราะควรเกินครึ่ง หากไม่ถึงครึ่งก็ให้ตีกลับ โดยทั้งหมดเป็นจุดที่ควรต้องแก้ไข กำลังคิดอยู่ว่าอาจเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติมอบหมายให้กสทช.ไปดำเนินการอย่างชัดเจน” นายวิษณุระบุ

"อยากเลือกตั้ง" จี้กองทัพถอยการเมือง

“จาตุรนต์”เย้ยคตช.ท่าดีทีเหลว

     นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกฯ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความแสดงความเห็นกรณี คตช.ไม่ได้ประชุมมาเป็นเวลานานแล้ว โดยก่อนหน้านี้มีการตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลไม่ได้จริงจังกับคตช. ไม่ประชุมมา 8 เดือนแล้ว บอกอะไร ตามข่าวที่ว่า นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ขณะนี้เป็นเวลานานกว่า 8 เดือนแล้วที่ไม่มีการประชุม “คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.)” และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่า คสช.เอาจริงเอาจังในการปราบการคอร์รัปชั่นมากน้อยเพียงใด

     “หลายท่านอาจจะไม่รู้จัก หรือลืมไปแล้วว่า “คตช.” คืออะไร ผมจึงขอขยายความสักหน่อยครับ คสช.ออกคำสั่งที่ 127/2557 ลว. 15 ธันวาคม 2557 แต่งตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ มีหัวหน้า คสช.เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่กว้างขวางมาก เช่น จัดทำแนวทางและมาตรการในการบูรณาการเพื่อเสริมสร้างและประสานความร่วมมือในการป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ และเสนอให้ครม.ทราบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ติดตามประสานงานและสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในการดำเนินงานของคณะกรรมการตามกฎหมายและหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง คำสั่งนี้มีลักษณะครอบคลุมกว้างขวางมาก องค์กรที่มีหัวหน้าคสช.เป็นประธานนี้ กลายเป็นองค์กรสูงสุดในเรื่องคอร์รัปชั่นที่กำกับควบคุมองค์กรทั้งหลายทั้งปวง”

     “ต่อมามีคำสั่งคสช.ที่ 1/2558 แต่งตั้งคณะกรรมการตามองค์ประกอบคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ อยากดูว่าหน้าตาเป็นยังไงก็เปิดลิงก์ดูได้ครับ เมื่อคตช.ที่เต็มไปด้วยบุคคลสำคัญที่มีอำนาจล้นเหลือ แต่กลับอยู่ในสภาพท่าดีทีเหลว ไม่สนใจไยดีที่จะทำหน้าที่ของตนเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าเรื่องที่เกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นที่ประชาชนยังติดใจอยู่เหตุใดจึงไม่มีใครทำอะไรจริงจัง ซ้ำร้ายการทำงานก็อยู่ในลักษณะลูบหน้าปะจมูกกันไปหมด บางทีผู้มีอำนาจคงรู้ว่าหากมีการประชุมและทำงานจริงจังก็คงหนีไม่พ้นสภาพลูบหน้าปะจมูกเช่นเดียวกับป.ป.ช. และองค์กรอื่นๆ เพราะผู้ที่เป็นกรรมการหลายคนและผู้ที่ต้องถูกตรวจสอบบางคนถ้าไม่ใช่คนคนเดียวกันก็พวกเดียวกันทั้งนั้น ที่สำคัญกว่านั้นคือ หากมีการประชุมขึ้นมาแล้วกรรมการที่เขาไม่เออออห่อหมกด้วยเกิดโวยวายขึ้นมาก็คงจะยุ่งกันใหญ่”

โกงเงินคนจนบานสอบ189ขรก.

     ด้านการสอบสวนทุจริตงบประมาณภาครัฐ พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท) สรุปผลการดำเนินการกรณีทุจริตการเบิกจ่ายงบประมาณของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง เมื่อวันที่ 26 เมษายน ที่ผ่านมา ว่าคณะกรรมการป.ป.ท.มีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 41 จังหวัด นิคมสร้างตนเอง 1 แห่ง และศูนย์ประสานงานหมู่บ้านสหกรณ์ 1 แห่ง โดยมีผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหาเป็นข้าราชการระดับผอ.ศูนย์คนไร้ที่พึ่ง 42 แห่ง ระดับผอ.นิคมสร้างตนเอง 1 แห่ง ระดับผอ.ศูนย์ประสานงาน 1 แห่ง ระดับเจ้าหน้าที่และผู้สนับสนุน 145 คน รวมทั้งสิ้น 189 คน

"อยากเลือกตั้ง" จี้กองทัพถอยการเมือง

      นอกจากนี้คณะกรรมการป.ป.ท.ยังมีมติให้รับสำนวนคดีไว้ไต่สวนข้อเท็จจริง 8 เรื่อง ประกอบด้วย ยะลา พัทลุง เลย มุกดาหาร สกลนคร มหาสารคาม ร้อยเอ็ดและชลบุรี และอยู่ระหว่างแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการป.ป.ท.อีก 19 จังหวัด คือ สระแก้ว ปทุมธานี ราชบุรี นครปฐม อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ยโสธร สมุทรปราการ พังงา นราธิวาส อุดรธานี นครราชสีมา หนองบัวลำภู ลำพูน ตาก อุทัยธานี เพชรบูรณ์ ระยอง และพะเยา

     พล.ต.อ.จรัมพร กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการพิจารณาตั้งอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการป.ป.ท.การจะพิจารณาว่าจะตั้งอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ผู้ใดนั้นจะพิจารณาถึงพฤติกรรมและการกระทำของบุคคลที่พนักงานป.ป.ท.ชุดแสวงหาข้อเท็จจริงเสนอรายชื่อขึ้นมาเป็นรายบุคคลอย่างรอบคอบ ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ศูนย์หรือนิคม บางคนที่ต้องทำหน้าที่ต่างๆ ตามสายงาน เช่น การสำรวจคุณสมบัติผู้ยากไร้ การตรวจสอบที่อยู่อาศัย การรับรองคุณสมบัติผู้ยากไร้ การจ่ายเงินสงเคราะห์ ก็จะมีการตรวจสอบซักถามเพื่อทราบพฤติการณ์เป็นรายบุคคลอย่างละเอียด ทั้งนี้เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้ที่จะถูกกล่าวหา อย่างไรก็ตามแม้บางคนยังไม่มีคำสั่งให้ไต่สวนขณะนี้ก็ตามแต่ถ้าหากแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานต่อมาพบว่าผู้ใดมีส่วนกระทำความผิดก็จะมีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนเพิ่มเติมในภายหลังได้

ลอต2ฮั้วซื้อรถดูดโคลนให้ป.ป.ช.

     ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ต.อ.จักษ์ เพ็งสาธร รองผบก.กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) นำสำนวนคดีฮั้วประมูลการจัดซื้อรถดูดสิ่งปฏิกูลและฉีดล้างท่อระบายน้ำ หรือรถดูดโคลน ขององค์กรปกครองท้องถิ่น ลอตที่ 2 เพิ่มเติมอีก 8 สำนวน มีข้อมูล 31 แฟ้ม ประมาณ 6 หมื่นแผ่น ส่งมอบให้ป.ป.ช. ผ่านนายวราพงษ์ อินต๊ะโมงค์ นักวิชาการคอมพิวเตอร์เชี่ยวชาญ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ เพื่อให้ ป.ป.ช.ไต่สวนต่อไป

     พ.ต.อ.จักษ์ กล่าวว่า สำหรับ 8 สำนวนที่นำไปส่งมอบในวันนี้เป็นของนนทบุรี พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สิงห์บุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ชลบุรี และระยอง รวม 8 จังหวัด รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมด 65 ล้านบาท โดยมีเจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหา 40 คน มีบริษัทที่เกี่ยวข้องในการกระทำผิด 7 บริษัท ประธานกรรมการบริษัท 7 คน และกรรมการบริษัทที่เกี่ยวข้อง 8 คน โดยสำนวนคดีนี้มีจำนวนมาก และเป็นหลักฐานที่ได้จากการตรวจยึดจากบ้านของผู้ถูกกล่าวหา ส่วนที่เหลืออีก 3 สำนวน เป็นกรณีที่เกิดขึ้นใน 2 จังหวัด ซึ่งทราบว่าจังหวัดเชียงใหม่จะส่งผู้แทนเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนปปป.ได้ภายในต้นเดือนหน้า ส่วนศรีสะเกษยังอยู่ระหว่างการหารือเพื่อมอบหมายตัวแทนเข้าร้องทุกข์ทั้งนี้สำนวนที่ส่งมาหลักฐานเป็นไปตามที่สืบสวนสอบสวน ดำเนินการมาอย่างดีที่สุดตามกรอบเวลา 30 วันที่กฎหมายกำหนด ซึ่งรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาก็ระบุในสำนวนแล้ว แต่การกล่าวหาใครก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายอาญา ซึ่งก็ต้องเป็นการไต่สวนตามข้อกล่าวหาของป.ป.ช. ทั้งนี้เชื่อว่าป.ป.ช.จะเร่งรัดในการตรวจสอบสำนวนทั้งหมด เนื่องจากเป็นเรื่องที่ประชาชนและสังคมให้ความสนใจ เพราะเป็นวาระแห่งชาติ จึงเชื่อว่า ป.ป.ช.จะใช้เวลาไม่นาน

ฉบับ นสพ.คมชัดลึก