
กองทัพหนุน"บิ๊กตู่"สุดตัว-ไม่สนม็อบ22พ.ค.
ผบ.ทหารสูงสุดประกาศจุดยืนหาก"บิ๊กตู่"จะลงเล่นการเมืองทหารพร้อมสนับสนุนรัฐบาล-ผู้นำ "มาร์ค" อัดรัฐบาลคสช.ทำอะไรรู้อยู่แก่ไจใช้เงิน-ตำแหน่งเป็นเหยื่อล่อดูดส.ส.
เมื่อวันที่ 26 เมษายน พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 4 ประจำปีงบประมาณ 2561 โดยมี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกองทัพอากาศ กองบัญชาการกองทัพอากาศ
ผบ.ทสส.ถกเหล่าทัพเข้ม
พล.อ.ธารไชยยันต์ ให้สัมภาษณ์ถึงการดูแลสถานการณ์การบ้านเมือง ซึ่งจะมีการชุมนุมในเดือนพฤษภาคมนี้ว่า คงจะดูแลตามขอบเขตและอำนาจหน้าที่ แต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบได้เตรียมแผนการรองรับไว้แล้ว ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมจะปักหลักค้างคืน ช่วงครบรอบ 4 ปีในการยึดอำนาจของ คสช.นั้น คงใช้กฎหมายเป็นหลัก พร้อมพูดจาหารือทำความเข้าใจถึงขั้นตอนในการดำเนินการ ทั้งนี้ คิดว่าที่ผ่านมาคงได้มีการพูดคุยกันในรายละเอียดเรียบร้อยแล้ว
ยันทหารพร้อมหนุนรัฐบาล-ผู้นำ
เมื่อถามว่า บทบาทของกองทัพหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีท่าทีจะเล่นการเมือง พล.อ.ธารไชยยันต์ กล่าวว่า แน่นอน ทางกองทัพก็ยังเป็นเครื่องมือของรัฐบาลอยู่แล้ว การสนับสนุนรัฐบาลเป็นหน้าที่หลักของกองทัพ ส่วนที่ถามว่าบทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มชัดเจนในการลงเล่นการเมืองเพราะมีการดึงตัวอดีตนักการเมืองเข้ามาร่วมทำงานกับรัฐบาล กองทัพยังคงสนับสนุนอยู่หรือไม่นั้น เรายังสนับสนุนรัฐบาลและผู้นำรัฐบาลอยู่
ส่วนหลังเกษียณอายุราชการจะเห็นผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดนี้ร่วมพรรคทหารหรือไม่ พล.อ.ธารไชยยันต์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของอนาคต แต่ในความคิดส่วนตัว คงไม่เกี่ยว ซึ่งก็คงจะมีหน้าที่บทบาทในเรื่องของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) แค่นั้น การปฏิบัติงานของทหารสนับสนุนงานตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งปกติจะมีแผนล่วงหน้าที่ชัดเจนอยู่แล้ว ก็จะดำเนินการไป ส่วนนโยบายที่เพิ่มเติมหรือปัญหาเฉพาะหน้า หรือการช่วยเหลือประชาชน สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีทันใด ก็มีแผนงาน แผนเผชิญเหตุรองรับอยู่แล้ว ภาพรวมส่วนใหญ่กองทัพปฏิบัติตามแผนและนโยบายที่วางไว้ ส่วนที่ฝ่ายการเมืองมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ใช้กองทัพเป็นเครื่องมือในการหาเสียงนั้น คิดว่าแล้วแต่คนมอง ซึ่งปกติตั้งแต่ดำเนินการมาก็ทำอย่างนี้มาโดยตลอด ส่วนใครจะคิดอย่างไรเป็นเรื่องของมุมมองของแต่ละคน
ผบ.ทบ.ขออย่าประโคมข่าว
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. กล่าวถึงการดูแลการชุมนุมทางการเมืองในเดือนพฤษภาคมนี้ว่า คิดว่าไม่มีอะไรที่น่าห่วง กองทัพมีแผนอยู่แล้ว แต่มองว่าการชุมนุมเป็นเรื่องของการเรียกร้องของกลุ่มคนเดิมๆ ที่อยากเลือกตั้ง ยังไม่มีความชัดเจนของสถานที่ รายละเอียด จำนวนคน เรายังมีเวลาในการติดตามสถานการณ์ ทั้งนี้ ไม่อยากให้สื่อมวลชนนำเสนอข่าวว่าเป็นการชุมนุมใหญ่ เพราะจะเกิดผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ ซึ่งการชุมนุมอาจจะไม่มีอะไรก็ได้ เพราะเป็นกระบวนการที่ผู้ชุมนุมกระทำต่อเนื่องและยังอยู่ในกรอบตั้งแต่ก่อนเดือนเมษายน ซึ่งไม่ได้กังวลอะไร
เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองยังอยู่ในกรอบหรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองยังอยู่ในกรอบ เป็นการแสดงความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆ ของแต่ละกลุ่มการเมือง เป็นไปตามกระบวนการ นักการเมืองก็ต้องแสดงตัวในแง่มุมต่างๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนคนที่ออกมาให้ข้อมูลโดยไม่มีหลักฐานนั้น ก็ต้องไปดูว่าใครเสียหายก็แจ้งความดำเนินคดี เป็นไปตามนั้น ซึ่งในข้อเท็จจริงบ้านเมืองต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริง การกล่าวหากันลอยๆ ไม่มีหลักฐานทำให้เกิดความสับสนวุ่นวาย
ไม่รู้โหรวารินทร์เสนอรัฐบาลแห่งชาติ
ด้าน พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหรชื่อดัง เสนอแนวคิดรูปแบบรัฐบาลแห่งชาติ ว่า ไม่รู้ ยังไม่ได้ศึกษา ส่วนแนวทางดังกล่าวจะดีต่อสถานการณ์ประเทศในช่วงนี้หรือไม่นั้น ยังไม่ได้ติดตาม และไม่ได้รู้เรื่องนี้ลึกซึ้ง
เมื่อถามว่า ชอบชื่อพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า เพิ่งจะรู้จักชื่อนี้เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา
มาร์คตอกการเมืองไทยล้มเหลว
วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวความพยายามของคนในรัฐบาลต้องการจัดตั้งพรรคการเมืองว่า เคยพูดหลายครั้งว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเจตนารมณ์ค่อนข้างชัดว่าไม่ค่อยอยากให้ผู้มีอำนาจในขณะนี้มายุ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่ดูเหมือนคนในรัฐบาลประกาศแล้วว่าคิดถึงการจะตั้งพรรคการเมือง แต่การที่ทักท้วงนี้ไม่ได้พูดในแง่ที่เป็นพรรคการเมือง แต่พูดในแง่ที่ว่าระบบการเมืองแบบไหนที่ต้องการ ถ้าพยายามจะบอกว่าปัญหาการเมืองในอดีตไม่อยากกลับไปที่เดิม ก็ต้องไปดูว่ามีสาเหตุอะไรบ้างที่เป็นที่มาของวิกฤติทางการเมือง ปัญหาคือถ้าไม่เริ่มต้นด้วยการตั้งหรือการแข่งขันทางการเมืองที่สุจริต เที่ยงธรรม สุดท้ายก็ไปไม่ได้ ขาดความศรัทธาในกระบวนการทางการเมือง
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า ดังนั้นตอนนี้ที่หลายคนใช้คำว่า ดูด มันก็คือกลับไปเรื่องเดิมว่าในยุคหนึ่งสมัยหนึ่งมีความพยายามรวบรวมนักการเมืองด้วยการเสนอผลประโยชน์ จะเป็นในรูปแบบของเงินหรือตำแหน่ง เอาอำนาจของรัฐมาใช้ในการต่อรอง เป็นบ่อเกิดของการเมืองที่ไม่สุจริต ไม่เป็นธรรม สุดท้ายจะเป็นวิกฤติทางการเมือง เพราะฉะนั้น รัฐบาลที่มีภาระหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตามหลักนิติรัฐนิติธรรม และ คสช.ที่ประกาศตัวเข้ามาว่าจะทำการเมืองให้ดีขึ้นนั้น ไม่ควรจะมีพฤติกรรมไปตอกย้ำปัญหาการเมืองที่ล้มเหลวในอดีต
เหน็บคนจ้องดูดส.ส.รู้แก่ใจ
เมื่อถามถึงการที่มีหลายคนเข้าข้างรัฐบาลบอกว่าอย่าเรียกว่าดูด แต่เป็นการนำคนที่เห็นพ้องกันเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองมารวมกันนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คนที่ทำอยู่ก็รู้อยู่แก่ใจ สิ่งที่ใช้พูดจะใช้คำว่าต่อรอง ก็คงไม่ผิด เป็นที่รู้กันอยู่ว่ามีการแลกเปลี่ยน เป็นข้อเสนอหรืออะไร ถ้าบอกว่ากระบวนการทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการทำงาน การบริหารราชการแผ่นดินตามปกติ ขอถามว่ามันแปลกหรือไม่ เพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมาเกือบ 4 ปี ในการคัดเลือกคนมาร่วมทำงานกับรัฐบาล เขาพยายามหลีกเลี่ยงนักการเมือง และเขาพูดถึงนักการเมืองอย่างไร แต่ทำไมวันนี้กลายเป็นการไปเสนอตำแหน่งทางการเมืองให้แก่นักการเมืองมากผิดปกติ รัฐบาลจะอธิบายอย่างไร
ยันปชป.พร้อมเป็นฝ่ายค้าน
ส่วนที่ถามว่าอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์จะก้าวไปอย่างไรต่อในการเมืองที่จะเกิดขึ้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตอนนี้มีคนที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ มีการพูดคุยกันในเรื่องของจุดยืน นโยบายในเรื่องต่างๆ พรรคค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้วว่าแนวทางของพรรค ถ้าดูตามสากล อุดมการณ์คือ เสรีนิยมประชาธิปไตย คือประชาธิปไตยที่ไม่ได้พูดแค่ว่าเลือกตั้ง แต่เป็นเรื่องการเคารพเสียงข้างน้อยด้วย ยอมรับการตรวจสอบถ่วงดุล แนวทางนี้ก็จะต้องแปรไปสู่นโยบายในด้านต่างๆ หรือหลักคิดในด้านต่างๆ วันนี้ชัดเจนว่าหลักของเสรีนิยมประชาธิปไตยซึ่งเริ่มต้นจากการที่ทุกคนต้องมีสิทธิ มีเสียง เป็นเจ้าของประเทศ และพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นพรรคการเมืองที่ต้องไปดิ้นรนจับมือกับใคร ถ้าพรรคมีความเห็นว่าจะทำงานกับใครแล้วไม่ตรงกับอุดมการณ์ นำพาบ้านเมืองไปผิดทิศผิดทาง พรรคประชาธิปัตย์ก็ทำหน้าที่ตรวจสอบ ไม่มีปัญหาอะไร
ย้ำรัฐบาลต้องฟังเสียงปชช.
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) กล่าวถึงกรณีที่ีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ตั้งข้อสังเกตว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 53/2560 ขัดรัฐธรรมนูญ อาจทำให้ต้องใช้เวลาแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยพรรคการเมือง เป็นเวลาเกือบ 1 ปี และส่งผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป ว่า เป็นเรื่องอนาคต เพราะสิ่งที่กำลังพูดอยู่นี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความแล้วหรือยัง เรื่องอนาคตนั้นตอบยาก แต่เพราะนายนิพิฏฐ์เป็นนักการเมือง ย่อมมีเหตุผลของตัวเองเพื่อรองรับการคาดหมาย
“ผมฟังประชาชนมา เขาเชื่อแล้วว่าจะมีการเลือกตั้งประมาณเดือนกุมภาพันธ์ โลกโซเชียลมันไปไกล ประชาชนบอกว่าฟังจากคนในรัฐบาล ฟังจากนายกฯ ฟังจากสื่อมวลชน แล้วนับวันเวลาไปเรื่อย ผมเชื่อว่ารัฐบาลคงต้องรู้ในเรื่องเหล่านี้ว่าอะไรที่ทำแล้วขัดกับความต้องการของประชาชน มันก็ไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล ดังนั้น ถ้ามีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นแล้วทำให้การเลือกตั้งช้าออกไป รัฐบาลคงต้องหาทางแก้ นี่เป็นคำตอบที่พอจะอนุมานได้ว่าจะไปเลือกตั้งวันไหน” นายทรงศักดิ์กล่าว
เชื่อเลื่อนเลือกตั้งไม่เป็นผลดี
เมื่อถามว่า หากเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจริง จะส่งผลเสียมากกว่าผลดีต่อรัฐบาลใช่หรือไม่ นายทรงศักดิ์กล่าวว่า ตนไม่ได้พูดเอง แต่ฟังเสียงประชาชนมา เพราะทุกคนมีความเชื่อว่าจะเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะทอดเวลาการเลือกตั้งออกไปด้วยเหตุผลอะไร เพราะด้วยอำนาจของนายกฯ และคสช.ในวันนี้ การกำหนดการเลือกตั้งสามารถทำได้ เพราะมีมาตรา 44 และกลไกต่างๆ ที่นำไปใช้เป็นเครื่องมือกลับมาสู่การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง เชื่อว่าถ้าฟังเสียงนักการเมืองทุกคนก็คงพูดตรงกันว่าไม่มีประชาชนในจังหวัดใดที่ต้องการให้เลื่อนการเลือกตั้ง ทุกคนคงต้องตารอ สุดท้ายเป็นนักการเมือง ต้องฟังเสียงประชาชน ถ้ารัฐบาลขอเลื่อนแล้วประชาชนนิ่ง บอกให้เลื่อนได้ ส่วนตัวจะไปทำอะไร และเชื่อว่าคนที่ต้องฟังเสียงประชาชนมากกว่าตนก็คือนายกฯ และรัฐบาล
ชี้รัฐบาลหาทางออกปมคำสั่งคสช.แล้ว
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาตั้งข้อสังเกตหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 53/2560 ขัดรัฐธรรมนูญ อาจทำให้ต้องใช้เวลาแก้ไขพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เป็นเวลาเกือบ 1 ปีว่า เรื่องนี้เดาได้ 3 ทาง คือ 1.ไม่มีอะไรเกิดขึ้น 2.แก้ไขกฎหมายดังกล่าวนิดเดียว และ 3.ให้แก้ไขกฎหมายดังกล่าวเยอะ ซึ่งวันนี้เดาไปในทางที่ 3 ทำไมไม่เดาไปในทางที่ 1 หรือเพราะแอบรู้คำตอบมาหรือไม่ และวันนี้รัฐบาลไม่เดาอะไร เพราะรู้ว่ามีทางเลือก 3 ทาง ซึ่งเตรียมไว้ทั้ง 3 ทาง และหากต้องรื้อเยอะก็ใช้เวลาเพียงไม่นาน
เมื่อถามถึงกรณีนายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ (โหรคมช.) ออกมาพูดถึงรัฐบาลแห่งชาติ นายวิษณุ กล่าวว่า “ไม่ทราบ ไม่รู้เรื่อง คงต้องถามเขาเอง”
จาตุรนต์ซัดคสช.ทำลายกสทช.
ขณะที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความแสดงความเห็นกรณี พล.อ.ประยุทธ์ออกคำสั่งมาตรา 44 ยกเลิกการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ชุดใหม่ โดยระบุว่า การที่คสช.ออกคำสั่งล้มการสรรหาและกำหนดแนวทางดูแลทีวีดิจิทัล เป็นการรวมศูนย์ การกำหนดความเป็นไปและการตัดสินใจของ กสทช.ไว้ในมือของ คสช. โดยเฉพาะหัวหน้า คสช.ตามลำพัง การออกคำสั่งเช่นนี้ เป็นเหมือนบทสรุปที่คสช.ได้กระทำต่อ กสทช.คือ ยึดเอาอำนาจทุกอย่างไปจากกสทช. จนไม่เหลือสภาพของการเป็นองค์กรอิสระที่ควรจะวางตัวเป็นกลาง และมีหน้าที่ดูแลให้เกิดการกระจายการใช้คลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรส่วนรวมของชาติให้เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายในสังคมให้มากที่สุด
อัดยึดอำนาจ-ล้มหลักความเป็นอิสระ
ความจริง คสช.ได้ทำลายความเป็นอิสระของ กสทช. จนเกือบไม่เหลืออะไรมานานแล้ว เช่น ออกคำสั่งกำหนดการใช้จ่ายเงินรายได้จากการประมูลเสียเอง และให้โอนเงินรายได้ที่เหลือเข้าคลัง การแทรกแซง กสทช.ครั้งแล้วครั้งเล่า รวมทั้งการทำให้ กสทช.กลายเป็นเครื่องมือในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ด้วยการสั่งปิดทีวีหรือวิทยุที่เห็นว่าขัดคำสั่งคสช.ตามอำเภอใจและเลือกปฏิบัติ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ กสทช.พึงกระทำเลย
การออกคำสั่งครั้งล่าสุดนี้ นอกจากทำให้ กสทช.จะต้องอยู่ต่อไปอย่างไม่มีอนาคตและไม่มีหน้าที่รับผิดชอบที่เป็นแก่นสารแล้ว ยังมีการดูแลทีวีดิจิทัลที่ทำให้เกิดการได้หรือเสียผลประโยชน์มหาศาลของบริษัทเอกชน ซึ่งแทนที่จะให้ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย การรับผิดชอบทั้งหมดกลับกลายเป็นของ คสช.ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ที่ไม่มีใครตรวจสอบถ่วงดุลได้ หรือแม้แต่จะวิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่ได้ จึงไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดการเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องกันมากน้อยเพียงใด
ส่วนที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ปรึกษา คสช. ออกมาแก้ต่างให้ คสช.ในเรื่องนี้ว่าเป็นเพราะกฎหมาย กสทช.มีปัญหานั้น ต้องถามว่าอยู่กันมาจะ 4 ปีแล้ว ไปทำอะไรกันอยู่ ทำไมไม่แก้ไขเสีย และในครั้งนี้ทำไมจึงไม่เลือกวิธีแก้กฎหมายแทนที่จะออกคำสั่งที่เป็นการทำลายระบบเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่ของประเทศ และกำลังทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติเป็นอย่างมาก
“ชัชวาลย์” ลั่นไม่มีเอี่ยวเสียงในคลิป
ที่รัฐสภา พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ สมาชิก สนช. ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีมีคลิปเสียงการสนทนาการเลือกกสทช. เปิดเผยภายหลังการประชุมนัดแรกว่า วันนี้เป็นเพียงการวางกรอบการทำงาน หลังจากนี้คณะกรรมการจะประชุมทุกวันอังคาร พฤหัสบดี และวันศุกร์ โดยจะนำคลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่มาถอดคำพูดว่ามีเนื้อหาอย่างไร มีการตัดต่อหรือไม่ และใครเป็นผู้เผยแพร่ เบื้องต้นยังไม่รู้ว่าการสนทนาในคลิปเกิดขึ้นที่ไหน อย่างไร ซึ่งคณะกรรมการกำลังหาข้อมูลอยู่ โดยจะเชิญคนที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลก่อน ทั้งสมาชิกสนช. และเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ ยอมรับว่ากรอบเวลา 30 วันที่ใช้ในการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว คณะกรรมการคงทำงานกันแบบหืดขึ้นคอ แต่เราก็จะพยายามเร่งรัดให้ทันตามกรอบที่กำหนด
พล.ต.อ.ชัชวาลย์ ยังกล่าวชี้แจงกรณีมีการพาดพิงว่าเป็นหนึ่งในเสียงที่ปรากฏในคลิปว่า ไม่ใช่อย่างแน่นอน พร้อมทั้งปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่าจะดำเนินการฟ้องร้องผู้ที่กล่าวหาหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าข้อเท็จจริงก็คือข้อเท็จจริง และปัจจุบันสามารถพิสูจน์เสียงทางวิทยาศาสตร์ได้
“พท.”เปิดเสาร์-อาทิตย์ยืนยันสมาชิก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเสาร์ที่ 28 และวันอาทิตย์ที่ 29 เมษายนนี้ เป็นสัปดาห์สุดท้ายก่อนจะหมดเวลายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองในวันที่ 30 เมษายนนั้น พรรคเพื่อไทย (พท.) จะเปิดให้ยืนยันความเป็นสมาชิกตั้งแต่ 09.00-17.00 น. ที่ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้เปิดให้สมาชิกมายืนยันความเป็นสมาชิกได้เพียงในวันและเวลาราชการเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับแกนนำ และสมาชิกหลักๆ ของพรรคได้ทยอยเดินทางมายืนยันความเป็นสมาชิกกันเกือบครบแล้ว ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจะไปร่วมกับพรรคใหม่ อย่างตระกูลบุรณศิริ ก็มายืนยันความเป็นสมาชิกแล้วตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน แต่กลุ่มสะสมทรัพย์ และฝั่งวังน้ำยม ยังคงต้องจับตา เนื่องจากขณะนี้ยังไม่ได้มายืนยันความเป็นสมาชิกพรรค ส่วนสมาชิกในพื้นที่ต่างจังหวัดตลอดช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ มี ส.ส.ทยอยเดินทางนำเอกสารมาส่งให้ทางพรรคเรื่อยๆ โดยเจ้าหน้าที่พรรคเองกำลังระดมกำลังตรวจเอกสารที่ได้รับ เพราะแม้จะได้รับเอกสารจำนวนมากแต่ก็ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งว่าเอกสารถูกต้องและครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เพราะก็มีบางคนที่ยื่นเอกสารตกหล่น
นายกฯบินสิงคโปร์ถกผู้นำอาเซียน
วันเดียวกัน พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. พร้อมคณะ มีกำหนดการเข้าร่วม การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 32 และการประชุมระดับผู้นำ ครั้งที่ 11 แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT) ระหว่างวันที่ 27-28 เมษายน ที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยนายกรัฐมนตรีและคณะ จะออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เวลา 13.10 น. โดยเที่ยวบินพิเศษ ไปยังสาธารณรัฐสิงคโปร์ จากนั้นในช่วงค่ำนายกฯ จะเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ที่ทำเนียบประธานาธิบดีสิงคโปร์ ก่อนร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 32 เต็มคณะ จากนั้นในวันที่ 28 เมษายน เวลา 10.00 น. จะมีพิธีเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 32 และในช่วงบ่ายจะเข้าสู่การประชุมระดับผู้นำแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย IMT-GT ครั้งที่ 11 ก่อนที่นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ ในเวลาประมาณ 17.20 น.
สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 32 เป็นการประชุมระหว่างผู้นำอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ และเลขาธิการอาเซียน โดยเป็นการประชุมสุดยอดครั้งแรกภายใต้การเป็นประธานอาเซียนของสิงคโปร์ในปี 2561 ภายใต้แนวคิด “Resilient and Innovative” โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีจะกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุม โดยสนับสนุนแนวคิดในการเสริมสร้างอาเซียนที่เข้มแข็งและมีนวัตกรรม โดยกล่าวถึงประเด็นสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ 1.การเสริมสร้างประชาคมอาเซียนที่เข้มแข็ง 2.การใช้นวัตกรรมนำในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4 โดยเร่งผลักดันอาเซียนให้เป็นประชาคมดิจิทัล 3.การให้ความสำคัญกับประเด็นทางยุทธศาสตร์ที่จะตอบโจทย์ทั้งในด้านการสร้างความเข้มแข็งและนวัตกรรม ซึ่งในการประชุมครั้งนี้จะมีเอกสารผลลัพธ์ที่ผู้นำชาติอาเซียนจะรับรอง 3 ฉบับ ได้แก่ 1.ร่างเอกสารวิสัยทัศน์ผู้นำอาเซียนเพื่ออาเซียนที่มีความเข้มแข็งและนวัตกรรม 2.ร่างเอกสารแนวคิดเครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียน และ 3.ร่างถ้อยแถลงผู้นำอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงทางไซเบอร์
โชว์ศักยภาพอาเซียนเข้มแข็ง
ส่วนการประชุมระดับผู้นำแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle: IMT-GT) ครั้งที่ 11 นายกรัฐมนตรีจะทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิดการเตรียมการเฉลิมฉลองการครบรอบ 25 ปี แผนงาน IMT-GT เพื่อเสนอแนวทางดำเนินงาน รวมทั้งเร่งรัดการขับเคลื่อนโครงการที่มีลำดับความสำคัญสูงที่สร้างประโยชน์อย่างกว้างขวางในอนุภูมิภาค เน้นย้ำความสำคัญด้านความเชื่อมโยงทางกฎระเบียบ ยืนยันการสนับสนุนความร่วมมือด้านต่างๆ ร่วมกับหุ้นส่วนการพัฒนา โดยที่ประชุมจะได้ร่วมกันรับรองแถลงการณ์ร่วมการประชุมระดับผู้นำ ครั้งที่ 11 แผนงาน IMT-GT ด้วย
อัดฉีดกองทุนหมู่บ้านไม่ใช่หาเสียง
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติว่า ที่ประชุมจะพิจารณาให้ความเห็นชอบเพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 3 แสนบาท ซึ่งเป็นไปตามระเบียบเงินกองทุนหมู่บ้าน ปี 2559–2560 ซึ่งหมู่บ้านที่จะได้รับจะต้องมีคุณสมบัติจดทะเบียนนิติบุคคล จัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย และเป็นกองทุนที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่ปล่อยกู้หรือแบ่งเฉลี่ยสมาชิก แต่ต้องเป็นประโยชน์ในการเพิ่มรายได้ให้สมาชิก
อย่างไรก็ตาม ยืนยันการเพิ่มเงินกองทุนไม่ใช่การหาเสียงหวังประโยชน์ทางการเมือง เพราะเป็นโครงการที่ต่อเนื่องของรัฐบาล เป็นการให้นำเงินกองทุนไปจัดทำโครงการส่งเสริมอาชีพ เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น และสร้างศักยภาพในการบริหารชุมชน ดังนั้น ไม่ควรเอาทุกเรื่องไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง
นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า มีหมู่บ้านที่จะได้รับกองทุนประมาณ 66,000 หมู่บ้าน จาก 79,000 หมู่บ้าน โดยจะได้รับเพิ่มหมู่บ้านละ 3 แสน จากเดิมที่เคยได้เงินสนับสนุน 5 แสนบาท และ 2 แสนบาท นอกจากนี้ ในวันที่ 27 เมษายนนี้ จะมีการประชุมเครือข่ายระดับจังหวัดเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจการใช้เงินกองทุนรอบใหม่ โดยจะสามารถดำเนินการได้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา
จี้อยากให้นายกฯลาออก
ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยศรีวิไลย์ นำโดย นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ พร้อม นายณัชพล สุพัฒนะ หรือ มาร์ค พิทบูล นายวิวัฒน์ เจริญพาณิชย์ศิริ พร้อมคณะ เดินทางมารับหนังสือการรับแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง (แบบ พ.ก. 7/2) โดยนายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า หลังจากที่พรรคได้รับหนังสือ พ.ก.7/2 แล้ว จะยื่นขออนุญาต คสช. เพื่อทำกิจกรรมเกี่ยวกับพรรคการเมืองในวันจันทร์ที่ 30 เมษายนนี้ พรรคอยากให้ คสช.ผ่อนปรนให้พรรคการเมืองที่จดแจ้งตั้งใหม่หาสมาชิกได้ง่ายขึ้น เช่น การหาสมาชิกผ่านเฟซบุ๊ก และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสารมวลชน อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการที่นายกรัฐมนตรีเดินสายพบประชาชนตามสถานที่ต่างๆ เป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น เนื่องจากขณะนี้นายกฯ ถือว่าเป็นนักการเมืองเต็มตัวแล้ว และการที่นายกฯ แต่งตั้งอดีต ส.ส.เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองถือเป็นการซื้อพันธมิตร ซึ่งค่อนข้างเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น จึงอยากให้นายกฯ ลาออกจากตำแหน่งลงมาแข่งขันกับพวกตนอย่างเป็นธรรม และให้บุคคลอื่นที่มีความเป็นกลางมาทำหน้าที่แทน
กกต.แจ้งจัดตั้งพรรคแล้ว31พรรค
ด้าน พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รักษาการเลขาธิการ กกต. ในฐานะรักษาการนายทะเบียนพรรคการเมือง เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจดแจ้งจัดตั้งพรรคการเมืองว่า ขณะนี้มีการยื่นจดแจ้งจัดตั้งพรรคการเมืองกับ กกต.แล้ว 99 พรรค กกต.รับรองแล้ว 31 พรรค และมี 14 พรรคที่ คสช.อนุญาตให้จัดประชุมใหญ่ได้ รวมทั้งมี 2 พรรคที่ยื่นขอจดทะเบียนเป็นพรรคการเมือง คือ พรรคทางเลือกใหม่ และพรรคมติประชา โดยต้องรอการตรวจสอบคุณสมบัติให้ครบถ้วน หากไม่มีปัญหาก็จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้เป็นพรรคการเมืองต่อไป
เผย2บิ๊กพม.รู้ผล30เม.ย.นี้
ที่สถาบันพระประชาบดี จ.ปทุมธานี พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบวินัยร้ายแรง นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัด พม. และนายณรงค์ คงคำ รองปลัด พม. ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง ว่า นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ได้มารายงานความคืบหน้าผลการสอบเมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าสามารถสรุปผลสอบได้ตามเวลาที่กำหนดคือภายใน 30 วัน หรือวันที่ 30 เมษายนนี้ ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีความผิดจริงที่ต้องดำเนินการลงโทษ ส่วนจะรู้ว่าใครผิดและใครควรเป็นพยานต้องมีกระบวนการต่อไป รวมถึงผู้ถูกกล่าวหา ก็ต้องให้เวลาแก้ตัวได้ เพื่อสรุปผลที่ชัดเจน
“ทั้งนี้ จะใช้วิธีการ 2 แนวทางคือ คนผิดก็ดำเนินการลงโทษ ส่วนคนที่มีส่วนร่วมในการทำผิดแต่ไม่มาก คงจะเน้นในเรื่องของการพัฒนานำมาอบรมปรับทัศนคติเพื่อให้เป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่แท้จริง ถือว่าทำควบคู่กันไปสำหรับคนที่เกือบจะเสียหายที่ยังพัฒนาให้กลับมาได้ ส่วนที่ว่ามีกระแสข่าว หนึ่งในผู้บริหารที่ถูกกล่าวหารับสารภาพแล้วนั้น อยากให้รอรายงานจากคณะกรรมการอย่างเป็นทางการก่อน” พล.อ.อนันตพร กล่าว
กรรมการถกร่างพ.ร.บ.ตำรวจฯ
วันเดียวกัน นายคำนูณ สิทธิสมาน กรรมการปฏิรูปกฎหมาย ในฐานะโฆษกกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. .... เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ. .... ครั้งที่ 3 ซึ่งมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา ได้มีการพิจารณาประเด็นโครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเห็นควรในเบื้องต้นให้แบ่งออกเป็น 4 สายงาน หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า 4 แท่ง แท่งที่ 1 งานสืบสวนสอบสวน แท่งที่ 2 งานป้องกันปราบปราม แท่งที่ 3 งานเทคนิคและวิชาการ แท่งที่ 4 งานบริหารและอำนวยการ
ยกระดับงานสอบสวนวิชาชีพเฉพาะ
“แท่งที่ 1 ส่วนใหญ่คือเจ้าพนักงานสอบสวนผู้มีหน้าที่ทำสำนวนคดีเพื่อส่งฟ้อง จะยกระดับให้เป็นวิชาชีพเฉพาะเสมือนงานส่วนอื่นในกระบวนการยุติธรรม มีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตำแหน่ง มีระบบศึกษาอบรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีกฎเกณฑ์ให้สามารถทำงานตามวิชาชีพได้โดยอิสระจากการสั่งการของผู้บังคับบัญชาในส่วนของคดีทำนองเดียวกับผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะในกระบวนการยุติธรรมหน่วยงานอื่น และจะมีค่าตอบแทนพิเศษให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างพอเพียงและมีเกียรติโดยเทียบเคียงกับผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะในกระบวนการยุติธรรมหน่วยงานอื่น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถเติบโตก้าวหน้าในแท่งวิชาชีพเฉพาะนี้ไปตามลำดับโดยไม่ถูกแทรกแซงจนถึงชั้นสูงสุด ทั้งนี้การทำงานของเจ้าพนักงานสอบสวนจะต้องมีกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลจากหน่วยงานอื่นในกระบวนการยุติธรรม โดยจะพิจารณากันในโอกาสต่อไป” นายคำนูญ กล่าว
นายคำนูณ กล่าวต่อว่า ส่วนแท่งที่ 2, 3 และ 4 ก็จะต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเฉพาะทางตามลักษณะของหน่วยงานที่หลากหลาย การแต่งตั้งโยกย้ายข้ามแท่งกระทำได้หากมีคุณสมบัติเฉพาะตรงตามตำแหน่งในแท่งที่จะย้ายไป แต่เงื่อนไขสำคัญคือจะต้องเป็นการย้ายไปลงตำแหน่งระนาบเดียวกันเท่านั้น และไปเติบโตต่อภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกันของแท่งที่ย้ายไปนั้นโดยไม่ได้สิทธิพิเศษ ไม่ใช่ย้ายไปกินตำแหน่งที่สูงกว่า ในทุกแท่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถเติบโตในหน้าที่ไปตามลำดับจนถึงชั้นยศสูงสุดที่ พล.ต.อ. ตำแหน่งรองผบ.
(ข่าวหน้า1นสพ.คมชัดลึก)



