
เอกชนแนะเพิ่มโทษ"เครื่องสำอาง-อาหารเสริม"ปลอม
เอกชนเสนอเพิ่มโทษขายเครื่องสำอางผลิตภัณฑ์เสริมอาหารปลอม กองปราบรอไฟเขียวเรียกสอบดาราล็อตแรก ด้านนักแสดงดังแห่"ขอโทษ" รีวิวเมจิกสกิน
คืบหน้าการทลายเครือข่ายบริษัท เมจิกสกิน จำกัด ผลิตสินค้าเครื่องสำอาง อาหารเสริม หลายยี่ห้อ โดยใช้เครื่องหมายการค้าอาหารและยา(อย.)ปลอม ติดเครื่องหมายการค้าผิดประเภท ผลิตอาหารเสริมไม่ได้คุณภาพเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค รวมทั้งการเรียกสอบสวนดาราคนดังล็อตแรกจำนวน 7 คนจากทั้งหมด 56 คนที่ร่วมรีวิวสินค้าเครือเมจิกสกิน ซึ่งเข้าข่ายความผิด 3 ข้อหาตามพ.ร.บ.อาหารและยา-เครื่องสำอาง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 เมษายน นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กลุ่มภัณฑ์อาหารเสริมอยู่ระหว่างหารือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ที่จะให้การพิจารณาตีความผิดในกรณีจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารปลอมที่มีส่วนผสมของยา เช่น ไวอากร้า เป็นความผิดในการขายยาปลอมแทนการขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารปลอม เพราะความผิดโทษฐานการขายยาปลอมปัจจุบันคือจำคุกไม่เกิน 3-5 ปี เพื่อเป็นมาตรการป้องปราบสำหรับตัวอย่างการเอาผิดผู้ประกอบการในต่างประเทศ หากเป็นกรณีโรงงานที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐานจะมีโทษสั่งปิดโรงงาน แต่ผู้ทำผิดจะมีโรงงานผลิตสำรองทางหน่วยงานราชการควรมีรางวัลนำจับด้วย
ส่วนกรณีดารานักแสดงที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในปัจจุบัน มี 2 กรณี คือ กรณีแรกดารารับเป็นพรีเซ็นเตอร์ แต่โทษไม่รุนแรง ขณะที่กรณีดาราเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์เองนั้น จากการเข้าไปตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีผลิตภัณฑ์ดาราบางตัวใส่สารไซบูทรามีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นยาบ้าเพื่อลดน้ำหนัก หรือใส่สารปรอทเพื่อให้ผิวขาว ขณะที่ผลิตภัณฑ์กาแฟบางยี่ห้อมีส่วนผสมไวอกร้าของจีน และสารออริสแตท เพื่อดักจับไขมัน อย่างไรก็ตามปัจจุบันมูลค่าเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยู่ที่ 100,000 ล้านบาทต่อปี จากเดิม 1,000 ล้านบาทต่อปี และผลิตภัณฑ์ในตลาด 40% เป็นผลิตภัณฑ์ปลอม ที่มีการผลิตไม่ได้มาตรฐาน ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
นายนาคาญ์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันมีโรงงานผลิตสินค้าได้มาตรฐานประมาณ 1,000 กว่าโรงงาน ขณะที่โรงงานไม่ได้มาตรฐานมีประมาณกว่า 10,000 โรงงาน และเนื่องจากการขอทะเบียนจากอย.เป็นเรื่องยากและบางรายมีการผลิตในรถยนต์และบางแห่งแม้ได้อย.แล้วแต่กระบวนการผลิตจริงกลับไม่ได้มีคุณภาพมาตรฐานตามที่ได้รับทะเบียนอย. ซึ่งส.อ.ท.ร่วมกับทางราชการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่สุ่มซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางมาตรวจสอบคุณภาพและทะเบียนอย.ว่าได้รับทะเบียนจากอย.จริงหรือไม่เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ทื่ได้คุณภาพ
“ทั้งนี้ในช่วงกลางปีนี้สถาบันรหัสสากลหรือ GS1 Thailand หน่วยงานภายใต้สังกัดส.อ.ท.จะเปิดให้ผู้ประกอบการที่ผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เข้ามาใช้ตราสัญญลักษณ์ที่ใช้เทคโนโลยี Dragon Code เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถแยกแยะผลิตภัณฑ์ปลอมจากท้องตลาดได้ และมีการผลักดันข้อเสนอภาครัฐให้มีการทบทวนบทลงโทษผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นอันตรายด้วย”นายนาคาญ์กล่าว
“นานา”เสียใจคุยทนายจ่อฟ้องกลับ
ด้าน น.ส.นานา ไรบีนา พิธีกรชื่อดัง ให้สัมภาษณ์ถึงการรีวิวสินค้าเมจิกสกิน ว่า อย่างที่ทุกคนได้ทราบข่าวถึงตัวผลิตภัณฑ์ ให้เรานำสินค้ามารีวิว ซึ่งเป็นการรีวิวสินค้าที่นานาก็รับทำ โดยการโปรโมทในโซเชียลส่วนตัว ซึ่งเป็นการรับเป็นครั้งต่อครั้ง ซึ่งเราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นเพียงผู้รีวิวสินค้าเท่านั้นเอง ในส่วนของการตรวจสอบนั้นจริงๆเราไม่ใช่แค่ตรวจสอบเท่านั้น แต่เรายังได้ทดลองใช้สินค้าด้วยตัวเอง นานาจะบอกกับผู้ที่จะให้เรารีวิวสินค้าอยู่แล้วว่าทุกอย่างจะต้องปรับให้เข้ากับเราทั้งคำพูดเพราะเรารู้สึกว่ามันเป็นพื้นที่ของเรา ซึ่งทางผู้จัดการนานาเองหรือทีมที่รับสินค้ามาก็จะตรวจสอบและเช็คทุกครั้งอยู่แล้วซึ่งเราก็มีการลองใช้เพราะถ้าเราไม่ได้ลองใช้เราก็ไม่กล้าบอกทุกคน
นานา กล่าวอีกว่า ในการตรวจสอบอย.ก็ได้ทำแต่ถึงขั้นที่ว่าเป็นของจริงหรือของปลอมอันนั้นเราไม่รู้ได้จริงๆ ซึ่งไม่คิดว่าจะมีการใช้อย.ปลอมเกิดขึ้น พอเราเห็นมีอย.เราก็คิดว่าเขาคงไม่กล้านำสินค้าที่ไม่มีอย.เอาออกมาขายผู้บริโภค
"นานาเสียใจกับผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบและไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ถ้าทราบว่าจะเป็นแบบนี้ไม่มีดาราคนไหนอยากจะรีวิวให้แน่นอน นานาก็ได้คุยกับวุ้นเส้น วิริฒิพา ภักดีประสงค์ ซึ่งวุ้นเส้นเองก็รู้สึกเหมือนกับนานานั่นแหละ หลังจากนี้เราคงจะต้องมาปรึกษาศึกษาว่าเราควรจะต้องทำยังไงหรือมีวิธีการยังไง ส่วนเรื่องคดีก็พร้อมให้ความร่วมมือทุกอย่างกับเจ้าหน้าที่"น.ส.นานา กล่าว และว่า ในส่วนการฟ้องกลับบริษัทเมจิกสกินก็ได้คุยกับทนายความและเพื่อนๆในวงการด้วยเหมือนกันก็กำลังปรึกษากันในเรื่องนี้
ส่วนนักร้องสาว“ขนมจีน”กุลมาศ ที่มีรายชื่อดารานักแสดงที่รับรีวิวสินค้าเครือเมจิกสกิน กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอโทษประชาชนด้วย การรับงานเป็นความผิดพลาดอาจจะเป็นความสัพเพร่าของตัวเราเองเป็นบทเรียนว่าการเลือกรับงานโฆษณาก็ต้องมีการตรวจสอบกว่านี้ ซึ่งจริงๆปกติเราดูแต่ละแบรนด์ว่ามีความน่าเชื่อถือชนาดไหนมีใครเป็นการันตีบ้าง อย่างที่ขนมจีนลงรีวิวไปก็เห็นว่าเขาค่อนข้างมีการตลาดที่ดี บริษัทมีมาตรฐานในระดับหนึ่ง แล้วเป็นสินค้าที่ขายมาหลายปีแล้วก็คิดว่ามันน่าจะโอเคแล้ว แต่ว่าเราก็เสียใจที่พลาดไปแล้ว
“ถ้าสมมุติยาหรืออาหารรับบ้างบางตัวแต่ต้องเป็นบริษัทที่น่าเช่ื่อถือ แล้วอย่างเกี่ยวกับผิวเราทานบ้างไม่ทานบ้าง สำหรับตัวนี้ไม่ได้ทานแค่โฆษณาเฉยๆ หลายคนที่มองว่าดาราหลอกหลวงถามความรู้คือมันแบบว่า อย่างที่บอกโซเซียลเป็นดาบสองคม คำแต่ละคำที่พูดออกไปมีผลต่อตัวเราก็ต้องขอโทษ ณ ที่นี้ด้วย ในเคสของขนมจีนเคสเดียวนะ อย่างที่บอกครั้งหน้าจะพยายามเลือกรับงานให้มากที่สุด ส่วนตำรวจเรียกไปให้ปากคำก็พร้อมเข้าพบ”ขนมจีนกล่าว
นักแสดงแห่โพสต์ขอโทษผู้บริโภค
ขณะที่ดารา-นักแสดงบางส่วนได้ออกมากล่าวคำขอโทษผ่านทางอิสตาแกรมส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็น “ขวัญ“ อุษามณี ไวทยานน์ ที่ออกมาแจงผ่านอินสตาแกรมว่า”จากกรณีที่ขวัญเคยรีวิวสินค้า แบรนด์เมจิกสกิน ซึ่งมีข่าวว่าสินค้าดังกล่าวมีปัญหา ขวัญต้องขออภัยกับทุกคนที่ได้รับความเสียหาย เนื่องมาจากสินค้าและการรีวิวสินค้าหรือการโฆษณาสินค้าแบรนด์ดังกล่าวของขวัญด้วย ขวัญประมาทเองที่ไม่ตรวจสอบให้ดีด้วยตัวเอง แต่ขวัญลงรีวิวในฐานะที่ขวัญได้ใช้สินค้านั้นจริงโดยขวัญได้สินค้านี้มาจากบุคคลที่ขวัญเคยเคารพ ไว้ใจ และเป็นบุคคลที่ขวัญเคยใกล้ชิดมากในอดีต ทำให้ขวัญเกิดความเชื่อมั่นในสินค้าจึงลงคำโฆษณาต่อขวัญต้องกราบขออภัยทุกคนที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งมีผลมาจากที่ขวัญลงโฆษณาสินค้า โดยไม่เช็คข้อมูล อย.แท้จริงด้วยตนเอง แต่กลับเชื่อถือจากคำบอกเล่า หรือสื่อต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นสุดท้ายขวัญขอยืนยันในส่วนของสินค้าและผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ที่ขวัญเป็นเจ้าของแบรนด์เองนั้น ขวัญยืนยันว่าสินค้าทุกตัวมีคุณภาพ ปลอดภัย และมีมาตรฐานตามหลักอย. ครบถ้วน และมีเลขอย.ที่ถูกต้อง ทุกชิ้น และขวัญใช้เองจริงทุกวันขวัญต้องกราบขออภัยในเหตุการณ์ครั้งนี้ และอยากให้ทุกคนให้อภัยในความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของขวัญด้วยนะคะ"
เช่นเดียวกับ “พอร์ช” ศรัณย์ ศิริลักษณ์ ก็ได้โพสต์ภาพตัวเองยกมือไหว้ขอโทษ พร้อมข้อความในอินสตาแกรมส่วนตัวว่า “จากกรณีที่ผมได้เคยโฆษณาสินค้า แบรนด์เมจิกสกิน ซึ่งในตนั้นมีข่าวว่าสินค้าดังกล่าวมีปัญหาด้านคุณภาพอย. ผมต้องกราบขออภัยกับทุกๆ คนด้วยครับ ที่ได้รับความเสียหายในครั้งนี้ ขอโทษที่ไม่ได้เช็คข้อมูลให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อน ขอโทษจริงๆ ครับ”
ส่วน“เมย์”พิญช์นาฏ” ได้โพสต์หลักฐานการตรวจสอบเลข อย.ของผลิตภัณฑ์อย่างถี่ถ้วนทั้งก่อนและหลังรับงานพร้อมข้อความว่า "สำหรับเคสของเมย์นะคะ ที่เคยรีวิวสินค้าที่ตกเป็นข่าวดังอยู่ในตอนนี้ว่าเป็นสินค้าที่มี อย.ปลอม ณ ตอนนั้นที่ได้รับของรีวิว ทางผจก.ของเมย์ได้ทำการเช็ค อย.ก่อนแล้ว และนี่คือหลักฐานการเช็ค อย. ซึ่งตามฉลากข้อมูลนั้น ตรงกับสินค้าที่ได้รับมา และล่าสุดเมื่อวานได้ลองเช็คดูอีกที ยังขึ้นแบบนี้อยู่จึงอยากจะชี้แจงกับแฟนคลับและทุกๆ คนว่า เราไม่ได้มีเจตนา เราได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบแล้ว ไม่ใช่ไม่ตรวจ แต่มันขึ้นว่ามี อย. ถูกต้องถึงได้กล้ากินกล้ารีวิว ยังไงก็ตามขอโทษและขออภัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยนะคะ... เมย์ พิชญ์นาฏ”
บุกค้นบ้านใช้จดทะเบียนเมจิกสกิน
ด้านความคืบหน้าการสอบสวนเครือข่ายเมจิกสกิน เมื่อเวลา 10.30 น. วันนี้(25 เม.ย.) พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ผบก.ทท.3 ในฐานะหัวหน้าชุด พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับผู้บริโภค(ปคบ.) เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ได้นำหมายค้นเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 55/134 ถ.กาญจนาภิเษก หมู่1 ต.บางใหญ่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นที่อยู่แรกในการจดแจ้งตั้งบริษัท เมจิคสกิน จำกัด กับทางอย.ของผู้ต้องหาในคดีฉ้อโกงประชาชนเครือข่ายเมจิกสกิน โดยเมื่อเข้ามาตามที่อยู่ดังกล่าว พบว่าเป็นบ้านที่อยู่ภายหมู่บ้านขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ย่านอ.บางใหญ่ ซึ่ง พล.ต.ต.อังกูร เข้าแสดงหมายค้น ชี้แจงวัตถุประสงค์ว่ามาเพื่อพิสูจน์ว่าบ้านหลังนี้ เป็นบริษัทหรือเป็นโรงงานตามที่ผู้ต้องหาเครือข่ายเมจิคสกินกล่าวอ้างหรือไม่
จากการเข้าตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบผู้อาศัยศัยแสดงตัวเป็นเจ้าของบ้าน พร้อมระบุเบื้องต้นว่า อาศัยอยู่บ้านหลังนี้เป็นครอบครัวใหญ่มา 3 ปีแล้ว และไม่รู้จักบริษัทพีโอเอส คอสเมติก(ประเทศไทย) จำกัด (POS Cosmatic(Thailand)) แต่ยอมรับว่ามีเอกสารของบริษัทส่งเข้ามาที่บ้าน แต่ก็ทิ้งจดหมายตลอด เพราะไม่ใช่ของครอบครัว ซึ่งผู้อาศัยยืนยันว่าไม่มีเครื่องจักร หรืออุปกรณ์การผลิตอยู่ภายในบ้านหลังนี้ จากนั้นได้นำตำรวจเข้าตรวจค้นในบ้านเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
ทั้งนี้จากการเข้าตรวจสอบเจ้าหน้าที่พบหลักฐานบางประการที่แสดงให้เห็นว่ามีร่องรอยเกี่ยวข้องกับบริษัทในเครือเมจิกสกินโดยที่อยู่ดังกล่าวสอดคล้องกับสินค้าที่พบในโรงงาน ที่ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ที่เข้าตรวจค้นวานนี้(24 เม.ย.) ซึ่งมีสลากสินค้าระบุที่อยู่ของบริษัทพีโอเอส คอสเมติก โดยมี นายกสิทธิ์ วรชิงตัน หรือหญิงย้วย เป็นเจ้าของ และต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นนายอภิวัฒน์ พงษ์พัฒนานุกูล เป็นผู้ครอบครองแล้ว
พล.ต.ต.อังกูร เปิดเผยภายหลังเข้าตรวจค้นว่า การเข้าค้นบ้านครั้งนี้เป็นผลจากการค้นโรงงานที่สมุทรสาครเมื่อวานนี้ ซึ่งบนผลิตภัณฑ์ที่พบเมื่อวานนี้มีการจดแจ้งเป็นบ้านอยู่ที่ จ.นนทบุรี จึงทำการตรวจค้น พิสูจน์ว่าเป็นบริษัทที่จดแจ้งจริงหรือไม่ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นเพียงบ้านพักอาศัย ไม่ได้เป็นโรงงานหรือบริษัท เบื้องต้นจากการตรวจสอบบ้าน พบตราประทับผลิตภัณฑ์ซึ่งไม่ใช่ตราประทับของบริษัทเมจิกสกิน แต่ไม่พบอุปกรณ์หรือเครื่องมือ และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับบริษัทเมจิกสกินแต่อย่างใด แต่พบว่ามีการส่งเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเมจิกสกินมายังบ้านหลังนี้ เช่นเอกสารอย. หมายศาล แต่คนในบ้านไม่ได้สนใจ แต่เบื้องต้นเชื่อว่าเห็นได้ว่าคนในบ้านหลังนี้น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทเมจิสกินซึ่งหลังจากนี้จะเรียกผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านทั้งหมดสอบปากคำว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่
ด้านนายฉัตรชัย พานิชศุภกรณ์ เจ้าหน้าที่กลุ่มควบคุมเครื่องสำอาง สำนักควบคุมเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย สำนักงาน อย. ระบุว่า หลังจากนี้จะนำเอกสารที่พบทั้งหมดไปภายในบ้านมาหารือกับตำรวจเพื่อทำการขยายผลเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากขึ้นเนื่องจากข้อมูลการจดทะเบียนผลิตภัณฑ์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องรีบเรียงข้องมูลระยะเวลา รวมถึงเรียบเรียงเหตุการณ์ทั้งหมดก่อนเพื่อสรุปผลทั้งหมด โดยคาดว่าในวันที่ 26 เมษายน ทางอย.จะชี้แจงรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้น
ผู้ต้องหารายสุดท้ายเข้ามอบตัวแล้ว
มีรายงานแจ้งว่า กรณีการบุกเข้าตรวจค้นที่พัก และโรงงานในเครือเมจิกสกิน แต่ตรวจยึดทรัพย์สินได้บางส่วน และเงินสด 19 ล้านบาท ซึ่งเป็นของ น.ส.ตรีชฎา ใจสบาย หนึ่งในผู้ต้องหา เจ้าของแบรนด์ตรีชฎา แต่ยังไม่สามารถตรวจยึดเงินสดและทรัพย์สินของ นางวรรณภา พวงสน เจ้าของบริษัทเมจิคสกินได้ โดยผู้เสียหายที่เข้าร้องเรียนได้นำภาพถ่ายของของนางวรรณภากับกองเงินสดมูลค่าหลายสิบล้านบาทมาเป็นหลักฐานโดยเชื่อว่าเงินส่วนนี้น่าจะเก็บไว้ในที่พักส่วนตัวและเป็นเงินที่ได้จากการขายผลิตภัณฑ์แต่ไม่ทราบว่าเก็บไว้ที่พักแห่งใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างติดตามค้นหาและเป็นที่มาของการเข้าตรวจค้นในช่วงที่ผ่านมา
ต่อมาเวลา 14.00 น. น.ส.ธนัญพรรธน์ บุญโญสิทธิ หนึ่งในผู้ต้องหา 8 รายที่ถูกดำเนินคดีเครื่องสำอางและอาหารเสริมเครือข่ายเมจิกสกิน พร้อมทนายความ ได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ป. โดยมี พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. เข้าร่วมสอบปากคำในเบื้องต้น โดย น.ส.ธนัญพรรธน์ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น
พล.ต.ต.ไมตรี กล่าวกรณีการออกหมายเรียกดารานักแสดงและบุคคลที่มีชื่อเสียงในสื่อออนไลน์หรือเน็ตไอดอลที่รับจ้างรีวิวผลิตภัณฑ์เมจิกสกินว่า ต้องรอคำสั่งการจาก พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. แต่ยอมรับว่าตำรวจกองปราบปรามได้รวบรวมข้อมูลหลักฐานของดารานักแสดงและเน็ตไอดอลทั้งหมดไว้พร้อมแล้ว และเตรียมประสานกับสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคหรือสคบ. เพื่อขอข้อมูลลักษณะฐานความผิด และรายชื่อดารานักแสดงมาให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฏหมาย
ขณะที่ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. เปิดเผยถึงการสอบปากคำ น.ส.มธุรส แดงสัมฤทธิ์ อายุ 24 ปี ผู้ต้องหาหนึ่งใน 8 รายเครือข่ายเมจิกสกินที่เข้ามอบตัวเมื่อค่ำวานนี้(24 เม.ย.)ว่าจากการตรวจสอบพบว่า แบรนด์ยี่ห้อ slim milk และ snow milk เป็นเพียงนมผงเท่านั้น โดยยี่ห้อ slim milk จะอ้างสรรพคุณ หุ่นดี และอ้างว่าใส่ส่วนผสมส้ม ว่านหางจระเข้ แต่จริงๆ เป็นเพียงนมผงแต่ใส่กลิ่นเข้าไป เช่นเดียวกับ snow milk ที่อ้างว่าใส่คอลลาเจนแต่ก็เป็นเพียงนมผง ขณะที่ น.ส.มุธสร อ้างว่าเป็นเพียงผู้ซื้อของเท่านั้น โดยนางวรรณภา พวงสน หรือเฟิร์น เจ้าของบริษัทเมจิกสกิน เป็นบุคคลทคิดแบรนด์และทำอย.ขึ้นมาให้ โดย น.ส.มธุรส ได้ซื้อผลิตภัณฑ์ไป 400,000 กล่อง เป็นเงินต้นทุนมูลค่า 39 ล้าบาท ตกราคาซองละ 29 บาท และนำไปขายต่อลูกทีมในเรทราคาที่กำหนดไว้ แต่จะขายปลีกซองละ 299 บาท ก็จะได้กำไรมูลค่า 140 ล้านบาท ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นกำไรก็จะได้เป็นจำนวนมากทำให้ผู้คนสนใจที่จะมาทำธุรกิจดังกล่าว ทั้งนี้จะมีการออกหมายจับเพิ่มเติมอีกหลายรายแต่ยังไม่เปิดเผย
อย.ยันรีวิวสินค้าต้องขออนุญาตก่อน
วันเดียวกัน เภสัชกรสมชาย ปรีชาทวีกิจ รองเลขาธิการอย. เปิดเผยว่า กรณีดาราทั้ง 7 คนที่ทางตำรวจอาจมีการออกหมายเรียกเป็นล็อตแรก เนื่องจากอย.มีข้อมูลชัดเจนว่ากระทำการโฆษณาที่ผิดกฎหมายที่อย.ควบคุมดูแล ทั้งเรื่องโฆษณาอาหารเสริมโดยไม่ขออนุญาต ตามพ.ร.บ.อาหารฯ หรือการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่โอ้อวดสรรพคุณเกินจริง ซึ่งมีประเด็นเรื่องของผิวขาวใส การลดสัดส่วน เป็นต้น จึงได้รวบรวมส่งข้อมูลให้แก่ทางตำรวจในการออกหมายเรียกมาสอบสวน อย่างไรก็ตาม ยังมี่คนอื่นๆในลิสต์ของตำรวจแล้วแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เท่าที่มีข้อมูลออกไปก่อนหน้านี้ก็คือประมาณ 50 กว่าคน สำหรับการหารือร่วมกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) เมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา ก็เป็นเรื่องการดำเนินการเอาผิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เมจิกสกินแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้
ทั้งนี้ขอเตือนกลุ่มดารานักแสดงว่าในการที่จะรับเป็นพรีเซนเตอร์หรือรีวิวผลิตภัณฑ์ต่างๆขอให้มีการตรวจสอบก่อนว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีอย.จริงหรือไม่ เพราะเมื่อถูกดำเนินคดีแล้วจะออกมาระบุว่าไม่รู้ว่าผิดกฎหมายไม่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของโฆษณาโอ้อวดเกินจริง เช่น ข้อความที่ระบุว่าทำให้ผิวขาวใสภายใน 7 วัน ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เป็นต้น ต้องใช้วิจารณญาณด้วย
“อย.กำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าบุคคลใดทำผิดเรื่องการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่อย.ดูแลและถ้ามีหลักฐานจะดำเนินคดีด้วยโดยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆต้องขออนุญาตโฆษณาตามพ.ร.บ.อาหารฯ ก่อนจะทำการโฆษณาทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาในรูปแบบใดก็ตาม ทั้งการแสดงข้อความ คำพูด เอกสาร การจ้างรีวิวและการแสดงออกต่างๆถึงแม้ว่าตัวสินค้าจะถูกกฎหมาย แต่หากโฆษณาสรรพคุณอันเป็นเท็จโอ้อวดเกินจริงก็ถือว่าเข้าข่ายทำผิดด้านโฆษณาได้เช่นกัน”เภสัชกรสมชายกล่าว
รองเลขาธิการอย.ยังตอบข้อถามในส่วนอาหารเสริมและเครื่องสำอางควรยกระดับตรวจสอบควบคุมก่อนให้เลขอย.หรือไม่ เนื่องจากปัญหาผลิตภัณฑ์ปลอมลอบใส่สารอันตรายมีเป็นจำนวนมากว่า การกระทำผิดเหล่านี้เกิดจากผู้ประกอบการบางรายย่อยๆเท่านั้นและก่อให้เกิดผลกระทบกับผู้ประกอบการที่ทำถูกกฎหมายหรือทำได้ดี หากไปสร้างหลักเกณฑ์และยิ่งเข้มงวดกับการมาขอก็จะทำให้ผู้ผลิตเครื่องสำอางรายใหญ่หรือรายเล็กที่ทำถูกกฎหมายลำบากยิ่งขึ้นไม่สามารถแข่งขันกับตลาดส่งออกได้ ซึ่งจริงๆแล้วการทำผิดเหล่านี้เป็นเรื่องของคนที่ใช้ช่องทางมาทำเรื่องไม่ถูกต้อง ทุจริต แทนที่จะทำตามสูตรที่แจ้งก็ไปใส่สารตัวอื่นเข้าไป หรือจดแจ้งที่ไม่ใช่สถานที่ผลิตจริง ทั้งนี้วิธีการจดแจ้งเครื่องสำอางแบบนี้ก็เป็นวิธีการที่อย.นานาชาติดำเนินการกัน ทั้งยุโรป อเมริกา หรือในอาเซียน ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิกและไปตกลงหลักเกณฑ์ร่วมกันก็ใช้วิธีในการจดแจ้งเครื่องสำอางทั้งสิ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากตรวจสอบเลขทะเบียนผ่านเว็บไซต์จะเห็นชัดหรือไม่ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ปลอมหรือลอบใส่สารอันตราย เภสัชกรสมชาย กล่าวว่า เลขที่จดแจ้งหรือที่อยู่ในการผลิตที่แสดงในระบบก็เป็นไปตามที่มาจดแจ้งไว้ ซึ่งหากต้องการหลอกลวงก็จะทำฉลากให้เป็นเลขที่จดแจ้งหรือที่อยู่เดียวกันกับที่แจ้งไว้ ส่วนจะรู้ได้อย่างไรว่าปลอมหรืออันตราย หากขายโฆษณาค่อนข้างโอ้อวดเกินจริงทางผู้บริโภคต้องระวังเช่นเดียวกับคนที่จะไปรับโฆษณาให้สินค้ายิ่งต้องระวังเพราะหากโฆษณาอะไรที่เป็นเท็จโอ้อวดเกินจริงก็จะมีความผิดด้วย ไม่ว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะถูกหรือผิดกฎหมายก็ตาม แต่หากผลิตภัณฑ์นั้น อย.ตรวจสอบพบว่าผิดกฎหมาย อย่างเช่น เครื่องสำอางเมจิกสกิน หากไปค้นดูในระบบของอย.ก็จะแจ้งสถานะว่ามีการเพิกถอนออกไปแล้ว ส่วนเรื่องการส่งตรวจหาสารอันตรายในผลิตภัณฑ์ทางอย.ก็ได้มีการส่งตรวจตลอดและคาดว่าจะทราบผลเร็วๆนี้
ฉบับ นสพ.คมชัดลึก



