
ใครจะได้เป็นผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย
นำกีฬาไทยสู่ยุค 4.0
การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) กำลังสรรหาผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ หลังจากที่ นายสกล วรรณพงษ์ ผู้ว่าการกกท. คนปัจจุบัน กำลังจะหมดสัญญาจ้าง และเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ และกระบวนการสรรหาได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยเปิดรับสมัครผู้บริหารที่สนใจจะเข้ามาคุมองค์กรกีฬาที่สำคัญที่สุดของชาติ ที่มีงบประมาณเฉียดหมื่นล้าน และอาจจะสูงมากกว่านั้นในอนาคต
กระบวนการสรรหาผู้นำค่ายหัวหมาก เริ่มจาก คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย (บอร์ด กกท.) ที่มี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานได้แต่งตั้ง คณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย 5 คนื ประกอบด้วย พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นประธานกรรมการ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ เป็นกรรมการ นายทวีศักดิ์ วาณิชย์เจริญ เป็นกรรมการ นายอรรถฤทธิ์ ศฤงคไพบูลย์ เป็นกรรมการ และนายอรรถ นานา เป็นกรรมการ พร้อมทั้งเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 9-23 เมษายน
ปรากฏว่า มีผู้สมัครทั้งสิ้น 9 คน ได้แก่ นายณัฐวุฒิ เรืองเวส รองผู้ว่าการ กกท.ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ นายกสมาคมกีฬาแห่งจ.ศรีสะเกษ และนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, นายราเชลล์ ได้ผลธัญญา รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายส่งเสริมกีฬา, พ.ท.รุจ แสงอุดม รองผู้ว่าการ กกท.ฝ่ายกีฬาอาชีพและสิทธิประโยชน์, ดร.ก้องศักด ยอดมณี บุตรชาย ดร.สุวิทย์ ยอดมณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ดร.พิสัณห์ นุ่นเกลี้ยง ที่ปรึกษากระทรวงสาธารณสุข, น.ส.สุปราณี คุปตาสา คณะกรรมการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ, นายนิวัฒน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ รองอธิบดีกรมพลศึกษา และ นายอธิปรัฐ กาญจนสุวรรณ อดีตนายกสมาคมยิงปืนแห่งประเทศไทย
สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย ได้เชิญผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการกกท. ร่วมแสดงวิสัยทัศน์เบื้องต้น ก่อนถึงวันจริงที่จะต้องแสดงวิสัยทัศน์ต่อหน้าคณะกรรมการสรรหาฯ ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน เพื่อสื่อสารแนวทางการทำงาน วิสัยทัศน์ ให้คนกีฬา และประชาชนที่สนใจได้รับทราบ ซึ่งจะไม่มีผลต่อกระบวนการสรรหาผู้ว่าการกกท. แต่อย่างใด โดยมีผู้สมัคร 7 คน ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ยกเว้น นายณัฐวุฒิ เรืองเวส และนายนิวัฒน์ ลิ้มสุขนิรันดร์
คำถามยิงตรงก็คือ “จุดแข็ง” ของแต่ละคนเป็นอย่างไร ,เรื่องที่ต้องการจะ “ทำ” และ “ไม่ทำ” หากได้เข้ามาเป็นผู้ว่าการ กกท.คืออะไร ซึ่งผู้สมัครทั้งหมด ต่างต้องการที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลง การกีฬาแห่งประเทศไทย ให้ก้าวไปสู่ความเป็นสากล ในยุค 4.0
ดร.พิสัณห์ นุ่นเกลี้ยง กล่าวว่า ตนเองมีประสบการณ์ที่เข้ามาช่วยร่างยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนหลายสมาคมกีฬา พร้อมที่จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม โดยสิ่งที่จะทำคือการสร้างความสุขด้วยกีฬา และลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่ง กกท.ไม่ควรเน้นด้านธุรการมากเกินไป ควรจะก้าวไปสู่ยุค 4.0 และดิจิตอล กีฬานั้นเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนผ่านประเทศ
“เสี่ยโต้ง” นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ กล่าวว่า ตนมีอาชีพทำกีฬาเป็นหลัก ธุรกิจส่วนตัวนั้นเป็นเรื่องรอง สิ่งสำคัญที่สุดในการทำกีฬาคือ การให้โอกาสกับทุกคนที่อยากจะเล่นกีฬา นักกีฬา บุคคลากรกีฬา ได้แสดงความสามารถ ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งตนพร้อมจะทำให้ กกท. เป็นหน่วยงานดิจิตอล ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย หลายสมาคมกีฬามีแอพพิเคชั่น แต่ กกท. ยังใช้เอกสารทำงาน และส่งเสริมความร่วมมือของสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาจังหวัดให้มากขึ้น และอีกเรื่องที่สำคัญคือ การปรับโครงการกกท.ใหม่
พ.ท.รุจ แสงอุดม กล่าวว่า ตนทำงานกีฬาตั้งแต่ปี 2522 พบว่า การทำงานร่วมกัน การประสานความร่วมมือเป็นสิ่งที่จำเป็น กกท.ไม่สามารถผลักดันทุกเรื่องไปได้ ดังนั้น จึงพร้อมที่จะใช้ความอ่อนน้อมถ่อมตน ประสานความช่วยเหลือกับทุกองค์กร ทุกภาคส่วน เพื่อให้ร่วมกันสนับสนุนกีฬาไปด้วยกัน หากได้เป็นผู้ว่าการกกท. อยากจะขอให้คนกีฬาเลิกขอ เลิกขู่ หยุดทะเลาะ เลิกการแบ่งพรรคพวก และสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีร่วมกัน
น.ส.สุปราณี คุปตาสา กล่าวว่า ตนเองมีความเชี่ยวชาญด้านบัญชี การเงิน ภาษีอากร และเป็นที่ปรึกษาด้านกีฬาหลายภาคส่วน พร้อมจะนำความรู้รอบด้านนี้มาประยุกต์ใช้ สร้างความสุขให้องค์กร จะเน้นด้านการบริหารจัดงาน เพื่อสร้างสุขทางด้านกีฬา แลัความมั่งคั่ง ต้องร่วมมือกันทำงานโดยยึดคำว่า WE ARE SAT
นายราเชลล์ ได้ผลธัญญา กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานมาทุกตำแหน่งจนมาถึงรองผู้ว่าการ กกท. พบว่าทุกงานมีปัญหามากมาย จุดเด่นของตน คือ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี หาสาเหตุ สามารถแก้ปัญหาได้ ในขณะที่ สังคมปัจจุบันนั้น ขาดระเบียบวินัย ไม่รู้จักแพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ซึ่งสิ่งที่จะแก้เรื่องนี้ได้ ควรต้องปลูกฝังให้เด็กเล่นกีฬา เพื่อเรียนรู้ในเรื่องเหล่านี้ ให้เข้าใจสังคม ให้สังคมน่าอยู่ ส่วนสิ่งที่จะเสนอให้เลิกนั้น คงจะต้องไปทบทวนในทุกโครงการ ถ้าโครงการไหนไม่ดี ก็จะยกเลิกทันที
ดร.ก้องศักด ยอดมณี กล่าวว่า จะเน้นการปรับปรุงกฎหมายกีฬา ให้เกิดความเป็นธรรม จะทำให้การกีฬาแห่งประเทศไทย มีมาตรฐานยอมรับในระดับสากล เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “เมืองกีฬา” ส่วนเรื่องที่อยากจะให้เลิก คือ การบริหารจัดการ ที่เดิมใช้ดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชาเป็นส่วนใหญ่ ที่กฎระเบียบเปิดช่องเอาไว้ ตรงนี้อยากให้การทำงานอยู่ภายใต้นโยบายชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่จะตามมา
นายอธิปรัฐ กาญจนสุวรรณ กล่าวว่า ตนยึดสโลแกน "สรรสร้าง เพื่อสร้างสรรค์" ไปสู่สังคมกีฬาที่ดี กกท.จะเป็นองค์กรอันดับ 1 เรื่อบริหารจัดการและมีความโปร่งใส นอกจากนี้ ยังจะประสานภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งถ้าหาก ตนเองได้เป็นผู้ว่าการกกท. จะไม่พึ่งงบประมาณของรัฐ แต่จะหารายได้เอง เป้าหมาย 500 ล้านบาท ถ้าต่ำกว่านี้ถือว่าล้มเหลว
เหลือเวลาอีก 2 เดือนเศษ ในการสรรหาผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ ซึ่งจะเป็นคนที่ 4 ในประวัติศาสตร์ของค่ายกีฬาหัวหมากที่จะได้ผู้นำองค์กรที่มาจากระบบการสรรหา ต่อจาก นายสันติภาพ เตชะวณิช, นายกนกพันธุ์ จุลเกษม และนายสกล วรรณพงษ์
ขณะนี้ วงในค่ายหัวหมาก ได้คลอด 4 ตัวเต็ง ที่มีโอกาสจะนั่งเก้าอี้ผู้ว่าการ กกท. คนใหม่ ได้แก่ นายณัฐวุฒิ เรืองเวส, พ.ท.รุจ แสงอุดม, นายสิริพงศ์, นายณัฐวุฒิ และดร.ก้องศักด นี่ค่ือ “จตุรเทพ” ที่ได้ลุ้นเป็นนายใหญ่ค่ายหัวหมากคนใหม่
โลกใบใหม่ แตกต่างและเปลี่ยนแปลงไปจากโลกใบเก่าอย่างรวดเร็ว วงการกีฬาไทยก็เช่นเดียวกัน ในการก้าวไปสู่ยุค 4.0 ที่ทุกคนกำลังเดินไปข้างหน้าอย่างไม่มีใครรอใคร องค์กรกีฬาของชาติอย่าง การกีฬาแห่งประเทศไทย จะได้ผู้นำแบบไหนที่จะเดินไปให้ถึงจุดนั้น



