
"วิษณุ"บอกเป็นรื่องดีนักการเมืองยังไม่รู้มิ.ย.คุยอะไร
"วิษณุ"บอกดีแล้วนักการเมืองยังไม่รู้มิ.ย.คุยเรื่องไรบ้าง อ้างรู้เร็ว ปฏิเสธเร็ว ทำเสียบรรยากาศ ย้ำเมื่อถึงเวลาจะเห็นความจำเป็นที่ต้องมาร่วมเอง
23 เมษายน 2561 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเชิญพรรคการเมืองร่วมหารือในเดือน มิ.ย. ว่า เรื่องนี้ยังอีกนาน ซึ่งขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะคุยเรื่องอะไรบ้าง
ผู้สื่อข่าวถามถึงเสียงวิจารณ์จากพรรคการเมือง ที่ระบุยังไม่มีรายละเอียดนั้น นายวิษณุ กล่าวว่า "ก็ยังไม่ต้องรู้หรอก รู้เร็วก็ปฏิเสธเร็ว ด่าทอกันเร็ว มาปฏิเสธก็จะทำให้เสียบรรยากาศเปล่า ๆ เมื่อถึงเวลาตอนนั้นก็จะเห็นเองว่าตัวเองจำเป็นต้องมา ไม่เช่นนั้นจะตกขบวน ขอให้รอดูตอนนั้นดีกว่า แล้วจะรู้ว่าประโยชน์มันมี"
ต่อข้อถามที่ว่าการพูดคุยกับพรรคการเมืองก่อนเดือนมิถุนายน ที่เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้จะยังคงมีหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ว่ามีการพบกันในเดือนมิถุนายนแน่นอน และมีการประชุมแน่ พรรคการเมืองไม่มาเลยก็ไม่เป็นไร แม่น้ำทุกสายที่มีอยู่ก็ต้องประชุมกันอยู่ดี เพราะในคำสั่ง 53/2560 ใช้คำว่า "อาจเชิญ"ซึ่งหมายความว่าเชิญแล้วอาจมาหรือไม่มาก็ได้ ที่มีอยู่ก็สามารถประชุมกันได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากพรรคการเมืองมาร่วมหารือแล้ว มีความเห็นแตกกันจะทำอย่างไร รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่เป็นไร เพราะไม่มีการนับนิ้ว หรือมายกมือโหวตอะไร และการประชุมอาจจะไม่จบในครั้งเดียว แต่อาจมีครั้งต่อๆ ไปหากยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน
นายกฯเร่งปฏิรูปตำรวจ ถ้าจำเป็นอาจต้องประชุม 5 ครั้งต่อสัปดาห์
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) เผยว่าจะมีการเสนอผลการดำเนินการของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 24 เม.ย.
โดยระบุว่าครม.ได้รับทราบตามที่พล.อ.บุญสร้าง ส่งเรื่องมาแล้ว และได้ส่งต่อไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว คณะกรรมการที่จะพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ไม่ใช่คณะกรรมการกฤษฎีกา แต่เป็นคณะกรรมการพิเศษผสมระหว่างคณะกรรมการกฤษฎีกาและบุคคลภายนอก มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นประธาน
ทั้งนี้ใช้ร่างของชุด พล.อ.บุญสร้าง เป็นหลัก ส่วนที่ต้องมาตั้งคณะกรรมการชุดนี้ เพราะคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจนั้นติดเงื่อนไขตำรวจครึ่งหนึ่ง คนนอกครึ่งหนึ่ง ทำให้ความเห็นยันกันอยู่ แต่เมื่อถึงชั้นนี้แล้วจะสลายขั้วทั้งหมด รู้หมดแล้วว่าแต่ละฝ่ายคิดอย่างไร ความเห็นที่เคยยันกันไว้จะไม่เป็นปัญหา และกฎหมายฉบับนี้เมื่อคณะกรรมการไปสภาจะเป็นผู้ชี้ขาด
เบื้องต้นคณะกรรมการจะเร่งพิจารณา กำหนดการประชุมสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และหากจำเป็นสามารถเพิ่มเป็น 5 ครั้งได้ เนื่องจากนายกฯ ได้เร่งรัดมา เพราะท่านให้ความสำคัญกับการปฏิรูปตำรวจและการศึกษา ต้องการให้มีเรื่องที่ทำได้ก่อนออกมา อะไรที่เสร็จก่อนให้ส่งเข้าสภาก่อน เพื่อให้ทยอยพิจารณา แต่ถ้าเสนอได้พร้อมกันถือเป็นเรื่องดี
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เราตั้งต้นโดยนำปัญหาของทั้งประชาชนและตำรวจมาพิจารณา ซึ่งได้มาแล้ว เช่น ตำรวจทุกข์เรื่องสวัสดิการ กำลังพล การแต่งตั้งโยกย้าย การซื้อ – ขายตำแหน่ง ส่วนชาวบ้านขึ้นโรงพักไม่ได้รับความสะดวก มีการเลือกปฏิบัติ เราจะนำตรงนี้มาแก้ไข เราไม่แบ่งว่าจะเอาเรื่องตำรวจหรือประชาชนมาก่อน แต่จะแก้ไปพร้อมกัน
"ชี้"แผนยุทศาสตร์แบ่ง 10 ปี แม้นาน แต่เห็นผลชัด ขีดเส้นต้องทบทวนทุก 5 ปี
นายวิษณุ กล่าว กรณีที่ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติได้พิจารณาเห็นชอบในหลักการการจัดทำ รูปแบบ และเค้าโครงของแผนแม่บทตามยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีการเห็นควรให้แผนแม่บทมีกรอบระยะเวลาดำเนินการ 20 ปี แบ่งเป็นช่วงละ 10 ปี ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่แบ่งช่วงละ 5 ปี ว่า เพิ่งกำหนดให้มีการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้
โดยสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)เสนอว่าเพื่อให้เกิดความเหมาะสม เนื่องจากเดิมต้องประกาศใช้แผนยุทธศาสตร์ชาติ ในปี พ.ศ.2560-2579 แต่เพราะไม่ทัน จึงต้องมาประกาศใช้ในปี 2561 และเมื่อเริ่มในปี 2561 แผนยุทธศาสตร์ชาติจึงสิ้นสุดในปี 2580 เพื่อให้ครบ 20 ปี และเนื่องจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ได้ประกาศใช้ไปก่อนแล้ว จึงไม่สามารถบรรจบกับแผนยุทธศาสตร์ชาติได้พอดี หากกำหนดให้มี 4 แผน ดังนั้นจึงต้องปรับแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติให้มี 2 แผนใหญ่ แบ่งเป็นช่วงละ 10 ปีดีกว่า เพราะจะยาวนานพอที่ทำให้เห็นพัฒนาการ
ส่วนแผนแม่บทดังกล่าวสามารถแก้ไขได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ได้ รัฐบาลใหม่หรือรัฐบาลนี้อยู่ต่อก็แก้ได้
ผู้สื่อข่าวถามย้ำอีกว่า มีการกำหนดแน่นอนหรือไม่ว่าต้องมีการแก้ไขทุกกี่ปี นายวิษณุกล่าวว่า ระยะเวล 5 ปีคือภาคบังคับที่ต้องทบทวน แม้สถานการณ์ ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ถ้าระหว่าง 5 ปี สถานการณ์เปลี่ยนแปลง ก็แก้ไขได้



