
ธุรกิจแพทย์ไทยพัง!เพราะกฎคุมโฆษณาเข้ม?
บรรดาคุณหมอหวั่นธุรกิจการแพทย์ไทยพัง! เพราะกฎหมายคุมโฆษณาเข้ม ย้ำพร้อมทำตามแต่ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน เผยกังวลไม่ทันกรอบขออนุญาต เหตุจนท.ชั้นปฏิบัติงานไม่พร้อม
ปัจจุบันหลายคนให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตาเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าหญิง หรือ ชาย หรือ กลุ่มข้ามเพศ ประหนึ่งว่าสวยหล่อได้ด้วยมีดหมอ จึงทำให้เกิดกระแสนิยมในการเสริมความงาม ส่งผลให้อัตราการแข่งขันในด้านธุรกิจเสริมความงามเพิ่มสูงขึ้น สถานพยาบาลเอกชนหลายแห่ง จึงอาศัยการโฆษณาผ่านสื่อแขนงต่างๆ มาเป็นจุดดึงดูดให้ประชาชนเข้ารับบริการเสริมความงามกับสถานพยาบาลของตน โดยเฉพาะการโฆษณาผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ทั้งทางเว็บไซต์ ,เฟซบุ๊ก ,ไลน์ ฯ ซึ่งเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว
เพื่อป้องปรามการกระทำผิด ขจัดภัยโฆษณาโอ้อวดเกินจริง และคุ้มครองประชาชนให้ได้รับบริการในด้านระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัย ตามที่มุ่งหวัง ฉะนั้น กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข หรือ กรม สบส. จึงได้ออกประกาศ เรื่อง “หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและค่าใช้จ่ายในการโฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับสถานพยาบาล” โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา ส่งผลให้การโฆษณาหรือประกาศที่เกี่ยวกับสถานพยาบาลเอกชนจะต้องได้รับการอนุมัติจากผู้อนุญาตก่อนจึงเผยแพร่ได้
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ก่อนหน้านี้ทาง กรม สบส. ได้ชี้แจงและประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชนหลายสำนัก อาทิ พญ.ประนอม คำเที่ยง อธิบดีกรม สบส. ที่บอกว่า ประกาศฉบับนี้ ได้นิยามให้ การกระทำไม่ว่าโดยวิธีใดๆให้ประชาชน เห็น ได้ยิน หรือทราบ ข้อความ เสียง หรือภาพ เพื่อประโยชนทางการค้า เป็นการโฆษณาหรือประกาศ ต้องขออนุมัติจากผู้อนุญาตก่อนจึงจะเผยแพร่ได้ แต่หากเป็นการโฆษณาหรือประกาศซึ่งชื่อและสถานที่ตั้งสถานพยาบาล หรือการแสดงรายละเอียดตามที่พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 พ.ศ.2559 กำหนดให้แสดง ณ สถานพยาบาล ไม่ต้องขออนุมัติ ทั้งนี้ การโฆษณาหรือประกาศที่เผยแพร่ก่อนกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้จะต้องยื่นเรื่องขออนุมัติภายใน 90 วัน (1 พฤษภาคม 2561) โดยเมื่อยื่นเรื่องขออนุมัติแล้ว อนุโลมให้โฆษณาต่อไปได้จนกว่าจะได้รับแจ้งผลการพิจารณา แต่การโฆษณาดังกล่าวนั้นต้องไม่เข้าข่ายเป็นเท็จ หรือโอ้อวดเกินจริง หรือน่าจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการประกอบกิจการของสถานพยาบาล โดย พ.ร.บ.สถานพยาบาล (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2559 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2559 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2559 เป็นต้นมา
ด้าน นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรม สบส. อธิบายว่า สาระสำคัญของกฎหมายที่แตกต่างจาก พ.ร.บ. ฉบับเดิม คือ 1. สถานพยาบาลทุกแห่งจะต้องประกาศอัตราค่ารักษาพยาบาล ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าบริการอื่นๆ ขณะที่ฉบับเดิมแสดงเพียงแค่ค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น 2. สถานพยาบาลของรัฐไม่ว่าจะอยู่ในสังกัดใดต้องมีการประกาศมาตรฐาน ซึ่งเดิมกำหนดให้ดำเนินการเฉพาะ รพ.เอกชน เท่านั้น โดยจะต้องมีมาตรฐานขั้นต่ำ เช่น มีเครื่องมือชนิดไหนบ้าง เป็นต้น และ 3. สถานพยาบาลต้องไม่มีการโฆษณาเกินจริง และหากต้องโฆษณาหรือประกาศใดๆ เกี่ยวกับการประกอบกิจการของสถานพยาบาล ต้องได้รับอนุมัติข้อความ เสียง หรือภาพที่ใช้ในการโฆษณาหรือประกาศจาก สบส. จึงจะโฆษณาได้ เป็นการควบคุมและป้องกันการโฆษณาตั้งแต่เริ่ม จะไม่เป็นการมาจับกุมการกระทำผิดในเรื่องโฆษณาภายหลังจากมีการโฆษณาออกไปแล้วเหมือนปัจจุบัน
“การออกกฎหมายใหม่ก็มุ่งที่จะควบคุมดูแลสถานพยาบาลภาคเอกชนและภาครัฐ ที่เป็นรูปแบบสถานพยาบาลใหม่ๆ ที่เป็นการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่จะเป็นไปในอนาคตที่จะมีการร่วมทุนสถานพยาบาลกันเช่นนี้ด้วย ส่วน รพ.รัฐ เดิมที่ดำเนินการโดยรัฐเป็นหลักไม่ได้มองเรื่องกำไรขาดทุน ก็จะไม่ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.บ. ฉบับใหม่นี้ แต่จะมีการควบคุมเรื่องมาตรฐานขั้นต่ำ เพื่อที่หากพบว่าที่ไหนขาดเครื่องมือพื้นฐานชนิดไหนจะได้จัดสรรงบประมาณลงไปให้ก่อน” นพ.ธงชัย กล่าว
สำหรับการโฆษณาสถานพยาบาลสามารถแสดงชื่อ ที่ตั้งสถานพยาบาล ,คุณวุฒิหรือความสามารถของแพทย์ ,บริการทางการแพทย์ที่มีในสถานพยาบาล ,วัน เวลา ที่ให้บริการ ,อัตราค่ารักษาพยาบาล และความรู้ทางวิชาการทางการแพทย์หรือผลงานวิจัย ซึ่งจะต้องระบุคำเตือนไว้ว่า มีความเสี่ยงของการไม่ได้ผลหรืออาจเกิดอันตราย หรือเกิดผลข้างเคียงกับผู้ใช้บริการ ,ห้ามโฆษณาโดยใช้ข้อความเป็นเท็จ ,ห้ามใช้สถาบัน หน่วยงาน ที่มิได้ผ่านการรับรองจากหน่วยงานของรัฐมารับรองมาตรฐานสถานพยาบาลของตน ,ห้ามอ้างอิงผลงานวิจัย สถิติ ที่มิใช่ข้อมูลข่าวสารของทางราชการเพื่อแสดงหรือเปรียบเทียบความสามารถในการให้บริการ ,ห้ามใช้ข้อความหรือรูปภาพ โอ้อวดเกินจริง อาทิ เหนือกว่า ดีที่สุด แห่งแรก รับรองผล 100 เปอร์เซ็นต์ ,ห้ามเปรียบเทียบผลการรักษาก่อนและหลังไปในทำนองให้เข้าใจผิด และห้ามใช้ภาพหรือเสียงที่ไม่เหมาะสม สื่อไปในทางลามก อนาจาร หรือมีลักษณะเป็นการกระตุ้น หรือยั่วยุทางกามารมณ์ รวมถึงห้ามปล่อยปละละเลยให้บุคคลอื่นโฆษณาสถานพยาบาลแทน โดยการใช้ข้อความ ภาพ เสียง รวมทั้งการถ่ายคลิปหรือไลฟ์สดผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าสถานพยาบาลจะมีส่วนรู้เห็นเป็นใจ หรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆเลยก็ตาม แต่หากสถานพยาบาลทราบแล้วมิได้มีการทักท้วง หรือปฏิเสธ ก็จะถือว่าเข้าข่ายรู้เห็น ยินยอมให้มีการโฆษณาสถานพยาบาลแทน ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายเช่นกัน
สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงเกิดคำถามชวนสงสัยสัยมากหมายต่างๆนานา โดยเฉพาะในบรรดาวิชาชีพแพทย์ของไทย ซึ่งมีหลักๆ 4 ประการ โดยสะท้อนผ่าน “คม ชัดลึก ” อันดับแรกมีคนไทยจำนวนหนึ่งสามารถเลี้ยงชีพด้วยการเป็นที่ปรึกษาด้านความงาม มีการทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ และ ออฟไลน์ เพื่อส่งลูกค้าไปยังโรงพยาบาลหรือคลินิกในเครือข่าย ลำดับต่อมา คือ มีคนไทยกลุ่มหนึ่งพาลูกค้าไปทำศัลยกรรมที่ประเทศเกาหลีราวกับเป็น“แพ็คเกจทัวร์” ซึ่งมีวิธีการประกาศโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ โดยแจ้งรายละเอียดและ“รีวิว”ต่างๆในการทำศัลยกรรมความงามแต่ละประเภทเพื่อหาลูกค้าอย่างคึกโครม ประการที่สาม กลุ่มนายทุน ดารา หรือ เซเลบ หันมาทำธุรกิจเสริมความงาม หรือจัดส่งลูกค้าไปทำศัลยกรรมเสริมความงามที่ต่างประเทศ โดยมีวิธีการจ้างแพทย์ไทยเป็นลูกจ้างคอยให้คำปรึกษาและบริการทางการแพทย์ และอย่างที่สี่ การโฆษณาของสถานพยาบาลต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการทำศัลยกรรมเสริมความงาม หรือการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีที่แปลกประหลาด ซึ่งมีการโฆษณาที่โอ้อวดไม่มีข้อมูลทางการแพทย์มายืนยันประสิทธิภาพของการรักษา แต่ก็สามารถลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ และช่องทางสื่อสารต่างๆได้
โดยสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่มีหน่วยงานราชการไหนรับผิดชอบหรือออกกฎควบคุมดูแลผู้รับบริการชาวไทย ซึ่งถูกชักนำให้ไปรับบริการทางการแพทย์ที่ไม่ได้มาตรฐาน และเมื่อเกิดผลกระทบจากการรักษาพยาบาล ก็เป็นเรื่องยากลำบากของผู้รับบริการชาวไทย หรือจะเรียกว่า“เหยื่อ”ก็ไม่แปลก สำหรับการเรียกร้องหาความเป็นธรรมในต่างประเทศ ซึ่งกลุ่มวิชาชีพแพทย์ของไทยจำนวนไม่น้อยต่างสะท้อนในมุมที่กลับกันกับสิ่งที่ประสบอยู่ คือ กรม สบส. ได้ผลักดัน พ.ร.บ.สถานพยาบาล(ฉบับที่4) พ.ศ.2559 ซึ่งมีสาระสำคัญในส่วนของการควบคุมการโฆษณาของสถานพยาบาล เพิ่มมาตรการควบคุมที่เข้มงวด และเพิ่มโทษที่แรงขึ้นทั้งจำทั้งปรับ
ยกตัวอย่างเช่น มาตรา 38(วรรคหนึ่ง) ผู้ประสงค์จะโฆษณาหรือประกาศด้วยประการใดๆ เกี่ยวกับการประกอบกิจการของสถานพยาบาล นอกจากชื่อและที่ตั้งของสถานพยาบาลตามที่ปรากฏในใบอนุญาต ต้องได้รับอนุมัติข้อความเสียงหรือภาพที่ใช้ในการโฆษณา หรือประกาศจากผู้อนุญาต ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และค่าใช้จ่าย ที่ผู้อนุญาตกำหนด ส่วน(วรรคสอง) การโฆษณาหรือประกาศด้วยประการใดๆ ซึ่งชื่อ ที่ตั้ง หรือกิจการของสถานพยาบาล หรือคุณวุฒิ หรือความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล เพื่อชักชวนให้ผู้มาขอรับบริการจากสถานพยาบาล โดยใช้ข้อความ เสียง หรือภาพ อันเป็นเท็จหรือโอ้อวดเกินความจริง หรือน่าจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการประกอบกิจกรรมของสถานพยาบาล จะกระทำมิได้ และมาตตรา 68 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา38 (วรรคหนึ่ง) ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท แต่หากผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา38(วรรคสอง) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ดังนั้นมาตรการตาม พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้ จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ตามที่ สบส. จะสามารถตรวจสอบโฆษณาและประกาศได้ทันตามที่กำหนดไว้ในประกาศกรม ซึ่งจะมีผลทำให้ผู้มีความรับผิดชอบกับเรื่องนี้มีความผิดตาม พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตทางราชการ พ.ศ.2558
สิ่งที่บรรดาวิชาชีพแพทย์ที่ประกอบกิจการสถานพยาบาล ซึ่งอาจจะมีผลกระทบจากการประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ.สถานพยาบาล ฉบับใหม่นี้ ตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามว่า การกำหนดเพิ่มโทษจากเดิมที่แค่ปรับเป็นจำคุก 1 ปี สำหรับการโฆษณาอันเป็นเท็จ โอ้อวดเกินความจริงนั้น ผู้ออกกฎหมายมีความรู้ด้านโฆษณาและการประชาสัมพันธ์มากเพียงใด และเคยนำประสบการณ์จากนานาประเทศที่ให้อิสระในการโฆษณาในขอบเขตที่เหมาะสมมาพิจาณราหรือไม่
อีกประเด็นคำถามในกฎเหล็กของ พ.ร.บ.ใหม่นี้ของเหล่าแพทย์ที่ประกอบกิจการสถานพยาบาล คือ กฎหมายข้างต้นนี้มุ่งเอาผิดกับการโฆษณาของสถานพยาบาลในประเทศไทย แต่ทว่าละเลยการควบคุมกลุ่มที่ขาดความรู้ มุ่งเอาแต่ผลประโยชน์ทางธุรกิจด้านเดียว อาทิ กลุ่มดารา เซเลบ และตัวแทนที่เป็นที่ปรึกษาด้านความงาม ก็ไม่ได้ถูกควบคุมตามกฎหมายฉบับนี้ ที่สำคัญที่สุดคือมีสถานพยาบาลต่างชาติ ที่เข้ามาโฆษณาโอ้อวดได้อย่างอิสระ โดยไม่ถูกลงโทษใดๆเลย
เฉกเช่น หมอฝน(ขอสงวนชื่อ นามสกุลจริง) เจ้าของคลินิกเสริมความงามย่านงามวงศ์วาน บอกว่า เห็นด้วยสำหรับ พ.ร.บ.สถานพยาบาลตัวใหม่ในแง่ของการคุ้มครองผู้บริโภค เกี่ยวกับการควบคุมไม่ให้มีการโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเองได้รับบริการอย่างมีคุณภาพจากสถานพยาบาลนั้นๆ เท่าที่พูดคุยกับเพื่อนร่วมวิชาชีพหลายหลายๆคนก็ยอมรับได้ และพร้อมปฏิบัติตาม แต่มีความกังวล เนื่องจากสับสนในแนวทางปฏิบัติ ซึ่งไม่ชัดเจนว่าสถานพยาบาลจะสามารถโฆษณาได้มากน้อยขนาดไหน แบบไหนถูก แบบไหนผิด การที่จะโฆษณาได้ต้องทำเรื่องขออนุญาต ซึ่งจะหมดเขตแค่สิ้นเดือนนี้แล้ว เกรงว่าจะไม่ทัน พร้อมกับกังวลว่าเมื่อไม่ทันตามกรอบเวลาที่ยื่นขออนุญาตแล้วจะมีความผิดมากน้อยขนาดไหน
หมอฝน บอกอีกว่า ทุกวันนี้ธุรกิจด้านการแพทย์เติบโตไปมาก เจ้าของกิจการหลายคนเป็นแพทย์ แต่ก็มีเจ้าของกิจการอีกหลายแห่งที่ไม่ใช่แพทย์ ซึ่งแพทย์วิชาชีพพร้อมทำตามกฎข้อบังคับ แต่อยากให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เท่าที่ทราบมาการอนุญาต การตีความแต่ละที่ไม่เหมือนกัน บางอย่างที่กรุงเทพฯทำได้ แต่ที่ จ.เชียงใหม่ทำไม่ได้ เพราะกระทรวงสาธารณสุขมีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ถ้าเกิดสถานพยาบาลหรือคลินิกที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ก็ต้องทำเรื่องขออนุญาตกับ กรม สบส. แต่ถ้าเป็นต่างจังหวัด ก็ต้องไปขอกับ สสจ. จังหวัดนั้นๆ ซึ่งแต่ละที่มีมาตรฐานไม่เหมือนกัน จึงทำให้เกิดความกังวลสับสน
“เราพร้อมทำตามกฎระเบียบ แต่ไม่รู้ขอบเขตว่าทำได้ไม่ได้อย่างไรบ้าง อยากให้ทาง สบส. ออกเป็นคู่มือแจกจ่ายให้กับหมอรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ เพื่อจะได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ผู้ประกอบการน้ำดีพร้อมที่จะทำตามอยู่แล้ว อีกอย่างเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานสำหรับการอนญาตเรื่องโฆษณาก็ยังไม่มีความพร้อม อันนี้มีการพูดคุยกันแล้ว ทั้งๆที่จะหมดเขตสิ้นเดือน เม.ย. นี้แล้ว ถ้าขออนุญาตไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น อันนี้เชื่อว่าไม่ทันแน่นอน แต่เห็นว่าในวันที่ 26 เม.ย.นี้จะมีการประชุมเร่งรัดหาทางแก้ไขอีกครั้ง เพื่อหาข้อสรุป เอาง่ายๆแค่คลินิกที่ขึ้นทะเบียนอยู่ใน กทม. ก็มี 6 พันแห่งแล้ว การขออนุญาตแต่ละแห่งใช้เอกสารประกอบเป็นตั้งๆ เจ้าหน้าที่พิจารณาไม่ทันแน่ๆ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกอย่างที่ยังเป็นกังวลกันอยู่ โดยเฉพาะเรื่องโทษที่มีการเพิ่มจำคุกขึ้นมา ถ้าเกิดเราขออนญาตไม่ทัน การมาเอาผิดตัดสินติดคุกมันดูรุนแรง เพราะเราไม่ได้ฆ่าคนตาย” หมอฝน อธิบาย
หมอฝน บอกด้วยว่า สิ่งที่กังวลอีกอย่างคือธุรกิจการแพทย์ของต่างชาติที่มาเปิดตลาดในไทย มีการโฆษณามากมายแบบเสรี โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย เพราะที่บ้านเขาโฆษณาได้อย่างเสรี ซึ่งก็ยังไม่ชัดว่ากฎหมายตัวนี้ครอบคลุมผู้บริโภคของไทยหรือเปล่า จะทำอย่างไร เนื่องจากมีการจัดแคมเปญไปศัลยกรรมที่ต่างประเทศ ยกตัวอย่างเลยที่เกาหลี ถ้าเกิดอันตราย หรือผลลัพท์ที่ไม่ดีจะดูแลอย่างไร นอกจากทำให้ธุรกิจแพทย์ของไทยเสียดุลการค้าแล้ว ยังทำให้ผู้บริโภคมีความเสี่ยงอีก เพราะเชื่อเหลือเกินว่าฝีมือแพทย์ไทย กับเกาหลี ก็ไม่ได้ต่างกันเลย หรือของไทยอาจจะมีคุณภาพกว่าด้วยซ้ำ
โดยเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แฟนของเพื่อนไปทำที่เกาหลี แต่มาตัดไหมกับตน ไม่ได้ไปตัดที่เกาหลี ปรากฏว่า 14 วันให้หลังเกิดแผลอักเสบ ฉะนั้นถ้าจะบังคับใช้กฎหมายต้องให้มีความทัดเทียม ใช้กฎข้อบังคับเดียวกัน แม้จะเป็นกิจการของต่างชาติก็ตาม ไม่ใช่มุ่งเอาผิดแค่สถานพยาบาลในไทยเท่านั้น และยืนยันว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับกฎหมายที่บังคับใช้ แต่ต้องภายใต้มาตรฐานเดียวกัน พร้อมกับความชัดเจนเป็นรูปธรรมเกี่ยวกับข้อห้ามต่างๆ อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ที่สำคัญเจ้าหน้าที่ชั้นปฏิบัติงานในการพิจารณาอนุญาตก็ต้องมีความพร้อมทั่วถึง เป็นแนวทางเดียวกันทุกภาคส่วน ไม่ใช่ว่าที่นี่ได้ แต่อีกจังหวัดไม่ได้ ทั้งที่เป็นลักษณะเดียวกัน
ทั้งนี้เหล่านักวิชาชีพแพทย์ที่เปิดกิจการสถานพยาบาล ยังได้วิงวอนอยากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาร่วมหารือ และหาทางออกในมาตรการที่ผิดพลาดไปแล้ว โดยวางน้ำหนักการควบคุมทางกฎหมายให้เหมาะสม ไม่หนัก หรือไม่เบาจนเกินไป เพื่อให้สอดคล้องกับการกระตุ้นธุรกิจทางการแพทย์ในภาคเอกชน ให้มีความเจริญก้าวหน้าควบคู่ไปกับการให้บริการในภาครัฐของประเทศต่อไป
***ภาพจากเฟซบุ๊ก กรม สบส.



