
ข้อมูลส่วนตัวหลุด! ผู้เชี่ยวชาญบอก น่ากลัว!!
ใครล่ะจะนอนหลับ!! เพราะโลกวันนี้ บรรดาแฮกเกอร์นั้น เรียกว่าพัฒนาขีดความสามารถ ทักษะล้วงตับบนโลกออนไลน์เข้าขั้นพระกาฬกันไปไกลแล้ว!
ศุกร์ที่ 13 วันไม่ค่อยดี สำหรับคนไทย เมื่อมีข่าวจาก The Register สำนักข่าวเทคโนโลยีในสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า มือถือค่ายยักษ์อย่าง TrueMove H ค่ายผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ในไทยเผลอทำข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้หลุด
ซึ่งตามเนื้อหาข่าวะบุว่า ส่วนใหญ่เป็นสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ใบขับขี่ และพาสปอร์ต จำนวนนับหมื่นราย หลุดบนคลาวด์เก็บข้อมูล Amazon S3 ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้ผู้อื่นเข้าถึงข้อมูลชุดดังกล่าวได้โดยไม่มีการป้องกันใดๆ (รวมถึงการดาวน์โหลด)
ทั้งนี้ ภายหลังเมื่อมาเป็นข่าวนี้ในไทย ซึ่งผ่านไปกว่า 1 เดือน ประชาชนต่างร้อนใจ และโจมตีค่ายทรูอย่างหนัก จน กสทช. ต้องออกมาแอคชั่นว่าจะดำเนินการกับทรูอย่างเด็ดขาด
ขณะที่ทรูเองก็ออกมาชี้แจงทันทีว่า เรื่องนี้เป็นในส่วนของ บริษัท ไอทรูมาร์ท ที่ได้เก็บข้อมูลของผู้ใช้งานเครือข่ายไว้บน Amazon S3 ซึ่งเป็นบริการฝากข้อมูลบนระบบคลาวด์
พร้อมแจงว่า สำหรับระบบของไอทรูมาร์ท นั้นไม่ส่งผลกระทบกับระบบของทรูมูฟ เอช เป็นการ hack ข้อมูลลูกค้าที่ได้ซื้อมือถือพร้อมแพคเกจบริการทรูมูฟ เอช โดยมีการลงทะเบียนซิมผ่านช่องทาง iTrueMart
โดยล่าสุดทีมงานไอทรูมาร์ท ได้ดำเนินการแก้ไขแล้ว พร้อมทั้งจะมีการส่งแจ้งเตือนไปยังลูกค้ากลุ่มดังกล่าว เพื่อให้ทราบถึงมาตรการของบริษัทที่จะดำเนินการเพื่อป้องกันความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า หากถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง
แน่นอนแม้ทางทรูจะชี้แจงออกมาเช่นนี้ แต่ข้อมูลที่หลุดไปนั้น รายงานข่าวระบุว่า เกิดจากความผิดพลาดที่ไม่มีการเข้ารหัสป้องกัน ทำให้ข้อมูลลูกค้าผู้ใช้บริการนับหมื่นรายที่ลงทะเบียนตั้งแต่ปี 2557-2561 หลุดออกมาสู่สาธารณะ หรือบางแหล่งระบุว่า เป็นข้อมูลเฉพาะปี 2558 (2015)
แถมยังหลุดมาในรูปของภาพถ่ายบัตรประชาชน เป็นไฟล์ JPG และ PDF คือเป็นไฟล์ภาพหน้าบัตรที่ผู้ลงกันเลยทีเดียว โอ้แม่เจ้า!!
และด้วยระยะเวลาเกือบเดือนที่เกิดเรื่องนี้ หลายคนก็กลัวไปต่างๆ นานาแล้วว่า ข้อมูลของตนเองไปไกลถึงไหนต่อไหนแล้ว แล้วจะตกเป็นเป้าของมิจฉาชีพไซเบอร์ นำข้อมูลไปใช้หรือไม่
และถึงแม้ว่า ทางผู้ใหญ่ในรัฐบาลท่านหนึ่งออกมาระบุว่า ข้อมูลที่หลุดออกไปเป็นเพียงข้อมูลหน้าบัตรประชาชนเท่านั้น ส่วนข้อมูลเชิงลึกในบัตรประชาชนนั้นไม่ได้หลุดออกไปอย่างแน่นอน เพราะมีระบบป้องกันข้อมูลส่วนตัวของประชาชน ไม่มีใครสามารถเข้าถึงข้อมูลได้นอกจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ
แต่ใครล่ะจะนอนหลับ!! เพราะโลกวันนี้ บรรดาแฮกเกอร์นั้น เรียกว่าพัฒนาขีดความสามารถ ทักษะล้วงตับบนโลกออนไลน์เข้าขั้นพระกาฬกันไปไกลแล้ว!
คมชัดลึก จึงได้สอบถามไปยัง ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ท่านหนึ่ง ระบุว่า อันตรายสิ !! เพราะข้อมูลเลขบัตรประชาชนหากหลุดออกถือว่ามีความอันตรายพอสมควร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไปตกในมือ “มิจฉาชีพ” ที่คอยจ้องที่จะหาประโยชน์จากข้อมูลส่วนบุคคลในการเอาไปใช้ทำธุรกรรมต่างๆ เช่น อาจนำไปใช้ในการเปิดบัตรเครดิต ดังตัวอย่างที่มีผู้ร้องเรียนจำนวนมาก
“วันเดือนปีเกิด ก็สามารถเอาไปใช้ในการที่จะเปิดใช้บริการอื่นๆ ได้ เช่นบัตรเครดิต ซึ่งเดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่เขาก็ต้องการกันแค่นี้ ก็ส่งไปดำเนินการ”
ทีนี้ทำไงล่ะ เพราะไม่ว่าใครจะชี้แจงยังไง แต่ประชาชนทั่วไป ยังรู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่ดี
ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ท่านนี้ จึงแนะนำว่า หากกลัวว่า จะโดนนำข้อมูลไปใช้ ประชาชนก็อาจไปแจ้งความไว้ก่อน เพื่อที่จะใช้ตรงนี้เป็นหลักฐานการอ้างอิงได้
“ตอนนี้ผมว่าประชาชนอยากทราบว่า มันมีข้อมูลอะไรบ้างข้างในที่หลุดไป นอกจากบัตร มีแค่บัตรจริงไหม และช่องโหว่ที่ว่ามันเกิดจากความผิดพลาดตรงไหน และจะแก้ยังไงต่อไป”
เพราะอย่าลืมว่ายังมีเรื่องของอีเมล์ ซึ่งถ้าอีเมล์หลุดก็อันตรายเหมือนกัน
“ถ้าเกิดว่า แฮกเกอร์ได้อีเมล์ แถมยังสามารถล้วงมาจนเจอพาสเวิร์ด ยูเวอร์เนมด้วย ก็จบเลย!! แล้วยิ่งทุกวันนี้เรื่องอีเมล์เราก็เอาใช้ในการอ้างอิงการทำธุรกรรมต่างๆ อีกเยอะแยะมากมาย”
“สิ่งที่จะต้องระวัง ณ วันนี้ มันอันตรายถึงขนาดที่เวลาที่เราได้รับอีเมล์จากใครแล้วมันมีลิงค์ แล้วพอเรากด มันก็สามารถติดไวรัสคอมพิวเตอร์ได้เลย ซึ่งเขาสามารถเข้ามาควบคุมดูได้หมดทุกอย่างแม้กระทั่งตัววันไทม์พาสเวิร์ดที่ทางแบงค์ใช้ในการยืนยันตัวบุคคล เพราะฉะนั้นเราก็ต้องใช้ความระมัดระวังค่อนข้างมากในการที่จะใช้พวกระบบอีคอมเเมอร์สหรือระบบอิเล็กโทรนิกส์ต่างๆ”
“มันก็มีเคสที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ หลังจากที่เขาแฮกเข้ามาในระบบอีเมล์ได้แล้ว ไม่ใช่ว่าเขามาแสดงตัวว่าเขาแฮกได้นะ เขาก็มาคอยเฝ้าติดตาม การธุรกรรมทางการเงิน ดูว่าเราไปทำธุรกรรมอะไรยังไงกับใครบ้าง แล้วเวลามีการจะให้โอนเงินการซื้อสินค้า พวกที่ซื้อสินค้าจากต่างประเทศล๊อตใหญ่เป็นหลักสิบล้าน เขาก็จะมาสวมรอยแล้วก็ให้ลูกค้าโอนเงินไปที่อีกบัญชีหนึ่งของคนร้ายแทน ซึ่งตอนนี้มันมีแก๊งค์พวกนี้อยู่แล้ว”
แล้วถ้าเกิดคนร้ายเอาข้อมูลตรงนี้ไปขาย นึกออกมั้ยว่าจะน่ากลัวขนาดไหน!!!
ดังนั้นวิธีง่ายๆ คือเห็นอีเมล์จากเพื่อนแปลกๆ ก็ให้สอบถามไปยังเพื่อนคนนั้นก่อน หรือหากมีลิงค์ส่งมาแปลกๆ ก็อย่ากดรับ
นอกจากนี้ยังมีในส่วนของโทรศัพท์มือถือ ซึ่งหลายคนใช้วิธีกรอกข้อมูลบัตรเครดิต เพื่อซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ ก็อันตรายเช่นเดียวกัน
โดย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ท่านนี้กล่าวว่า เรื่องนี้ด้านหนึ่งสบายใจได้ว่า มันอาจจะไม่มีปัญหาถ้าเรายังเก็บรหัสผ่านไว้ได้ดีอยู่ คือไม่ว่าจะเป็นรหัสเข้าเครื่อง หรือรหัสเข้าระบบจ่ายเงินผ่านบัตร แต่ยังไงก็อย่าชะล่าใจ เพราะหากใครมีเวลาไปค้นข้อมูลดู เดี๋ยวนี้แฮกเกอร์ เก่งถึงขนาดสามารถเจาะเข้าไปปลดล็อคเครื่องโทรศัพท์ได้แล้ว
ที่สุด จึงได้แนะนำวิธีดำเนินการเบื้องต้นเพื่อป้องกันคือ ให้มีโทรศัพท์สองเครื่อง!
“ถ้าผมจะแนะนำ อยากจะแนะนำเลยว่า ถ้าใครจะใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนในการทำธุรกรรม ควรจะใช้เครื่องนั้นเครื่องเดียวในการทำธุรกรรมเดียว อย่าไปลงแอพอื่นๆ เลย คือโทรศัพท์ซื้อมาใหม่ๆ ไม่ต้องเป็นรุ่นทีมันดีมากมาย เป็นรุ่นที่ มันพอใช้งานได้ เอาไว้ใช้ลงแอพเฉพาะการทำเรื่องธุรกรรมทางการเงินอย่างเดียว ไม่ต้องไปลงแอพอื่น พวกโซเชียลมีเดียอะไรสักอย่าง เอสเอ็มเอส ที่รับวันไทม์พาสเวิร์ดก็ให้ไปทางนี้ ต้องแยกต่างหากถึงจะปลอดภัยที่สุด”
“เพราะว่าถ้าเกิดใช้เครื่องเดียวกัน เรากดรับวันไทม์พาสเวิร์ด หรือกดรับเอสเอมเอสอะไรสักอย่าง มันอาจมาฝังในเครื่องนั้นได้”
นี่จึงเป็นวิธีกรเบสิกที่ปลอดภัย โดยที่เราไม่ต้องมีความรู้อะไรมากมาย ไม่ต้องไปซื้อตัวแอนตี้ไวรัสอะไรต่างๆ
“ตัวแอนตี้ไวรัสที่เจอในโทรศัพท์มือถือ ณ วันนี้ บางตัวก็บางทีเป็นไวรัสเสียเองก็เยอะ ถ้าเราไปโหลดมาฟรี หรือบางเจ้าเขามีลักษณะที่ว่าเราสามารถไปซื้อบริการสแกนไวรัส แอนตี้นมือถือได้ แต่ต้องจ่ายเป็นรายเดือน ซึ่งมันอาจจะไม่คุ้ม สู้เราเอาเครื่องๆ หนึ่งมาไว้ทำเรื่องนี้โดยตรง อย่างเดียว ราคาไม่แพง แค่พันกว่าบาทก็โอเคแล้ว”
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญได้วิเคราะห์ ในมุมกลับว่า ในทางหนึ่ง บริษัทที่ถูกแฮกเกอร์เข้ามาหวังดีตรวจสอบให้ ก็สามารถดำเนินการกับแฮกเกอร์ที่เจาะเข้าระบบนี้ได้ โดยแม้ทางแฮกเกอร์จะอ้างว่าได้แจ้งมาแล้วว่า พบช่องโหว่ตรงนี้ ก็ตาม
“แฮกเกอร์ทั่วไป โดยปกติ เขาก็ต้องการ ความดังอยู่แล้วโดยหลักการ เพราะฉะนั้นเวลาเขาแฮกอะไรได้ เขาก็จะประกาศ ว่าเขาสามารถแฮกได้นะ”
“แต่ว่าเขาก็คงพอทราบนะว่า ถ้าไปแฮกระบบของคนอื่นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็อาจจะเป็นความผิดทางกฎหมาย แม้ว่าเขาก็อาจจะมีแจ้งเตือนให้ทราบว่า คุณมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยนะและไม่ได้ดำเนินการแก้ไข ก็คือเป็นแสดงว่าเขามีจรรยาบรรณในการดำเนินการ”
“หลังจากนั้น ถ้าไม่มีการดำเนินการอะไร เขาก็เลยอาจจะทำให้ดูว่ามันทำได้จริง ซึ่งอันนี้ ใครก็ตาม ยังไงก็ตามก็เป็นความผิดตามกฎหมายอยู่ดี”
นั่นคือความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์บ้านเรา ว่า เจาะระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น
ที่สำคัญที่สุดคือเราเองต้องระวังตัวให้มากๆ การดำเนินการกรอกข้อมุลอะไรที่ไหน ต้องตรวจสอบใหีรอบคอบ จะดีที่สุด



