ข่าว

 รธน.60 สร้างระบบประนอมอำนาจ

รธน.60 สร้างระบบประนอมอำนาจ

20 เม.ย. 2561

กรธ. ย้ำเจตนารมณ์ รธน.60 แกัปัญหาการเมือง ผ่านระบบประนอมอำนาจ"นิกร" เชื่อระบบกำกับนักการเมือง อาจปูทางให้เกิดการแทรกแซงเลือกนายกฯ ก่อเดดล็อคระยะเปลี่ยนผ่าน

สมาคมแห่งสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง โดยนักศึกษาหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) ร่วมจัดสัมมนาวิชาการ เรื่อง "พัฒนาการเมืองไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ 60"  โดยมีนักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการทำรัฐธรรมนูญ และนักการเมือง เข้าร่วม ซึ่งภาพรวมของเนื้อหาที่นำเสนอ ย้ำถึงการทำรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขปัญหาการเมืองที่ผ่านมา โดยสร้างระบบการเมืองแบบประนอมอำนาจ ขณะที่ฝ่ายการเมืองมองว่าระบบการเมืองดังกล่าว ที่ถูกเขียนพ่วงให้มีบทเฉพาะกาล ที่รัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยส.ว. จากการแต่งตั้ง 250 คนร่วมเลือกนายกฯ และให้รัฐสภาเลือกนายกฯ​ที่อยู่นอกบัญชีของพรรคการเมืองได้ อาจเกิดปัญหาเดดล็อคและการแทรกแซงเลือกนายกฯ ได้ในที่สุด

โดย นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวต่อประเด็นถึงความมุ่งหมายของการร่างรัฐธรรมนูญต่อบริบทการเมืองไทยและการแก้ไขปัญหาการเมืองที่ผ่านมา ว่า  จากปัญหาที่ฝังรากในสังคม เช่น รัฐ ราชการรวมศูนย์, ประชาชนไม่มีพื้นที่การเมืองที่มีเสถียรภาพ ทำให้การเมืองเป็นเฉพาะเรื่องของนักการเมือง,  สังคมไทยเน้นเฉพาะระบบอุปถัมภ์  หรือ สืบสถานะ และประชาธิปไตยของประเทศไทยมีลักษณะเป็นอำนาจแฝง หรือ อำนาจนิยม มากกว่าการกระจายอำนาจที่แท้จริง ทำให้ผลที่ตามมา คือ การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นไปตามบทบัญญัติและสร้างความเหลื่อมล้ำให้กับคนในสังคม โดยปัจจุบันผลที่เกิดขึ้นกลายเป็นสถาบันหนึ่งในสังคม และทำให้การเมืองเป็นระบบอุปถัมภ์ ดังนั้นความมุ่งหมายของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ คือ การเพิ่มอำนาจให้กับประชาชน พร้อมกับให้สิทธิ เสรีภาพ พร้อมส่งเสริมการรวมตัว, การเข้าถึงข้อมูลของรัฐ, ฟ้องร้องและติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐ ขณะเดียวกันกำหนดหน้าที่ให้รัฐต้องปฏิบัติสอดรับอำนาจของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้นด้วย 


    "ผมยอมรับว่าการออกกฎหมายภายใต้รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ล้วนเป็นการออกฎที่เพิ่มอำนาจให้ราชการมากขึ้น  แต่ระบบกลไกราชการ การทำงานและคิดกลับอ่อนล้า หลายหน่วยงานมีผลประโยชน์เฉพาะตัว หวงอำนาจ อนุรักษ์นิยม รวมถีงมีกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เฉพาะจังหวัด ถือเป็นอุปสรรคอย่างมาก ขณะที่นักการเมืองยังมีการพัฒนาที่ไม่ทันกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลง หรือ ปรับตัวที่ช้า ดังนั้นผมมองว่าสิ่งที่รัฐธรรมนูญมุ่งแก้ไข คือ การสร้างการเมืองแบบประนอมอำนาจ แทนการต่อสู้และแก่งแย่งอำนาจ ที่นำไปสู่หายนะและวิกฤต ซึ่งกติกาที่รัฐธรรมนูญบัญญัติคือการมองในกรอบใหม่เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน และประเทศเดินหน้า" นายชาติชาย กล่าว

ทางด้าน นายนิกร จำนง ประธานอนุกรรมการวิชาการและกิจกรรมพิเศษ สมาคมแห่งสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง ฐานะตัวแทนนักการเมืองจากพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า จากกรณีที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้พรรคการเมืองต้องนำนโยบายให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาและกำกับการกำหนดนโยบายที่ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ถือว่าเป็นผลกระทบต่อการพัฒนาการเมืองอย่างรุนแรง เพราะวัฒนธรรมการเมืองที่ผ่านมาประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองผ่านนโยบาย จากนั้นพรรคจะใช้นโยบายไปบริหาร ซึ่งเหมือนกับการเขียนนโยบายต้องผ่านการพิจารณาจากประชาชน แต่กรณีที่รัฐธรรมนูญกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวไว้จะทำให้วัฒนธรรมประชาธิปไตยถูกกระทบ และอาจส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่จะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในอนาคต

 รธน.60 สร้างระบบประนอมอำนาจ
 
        นายนิกร ยังกล่าวตอบคำถามถึงโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ภายหลังจากการเลือกตั้ง ว่า ตนมองไม่ออก แต่คิดว่าจะเป็นความสับสนและความอลหม่าน ที่ทุกคนต้องใช้วิธีตัวใครตัวมัน ทั้งนี้ตามที่บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีวิธีการเลือกนายกฯ​ในรัฐสภา และมีเงื่อนไขให้ บุคคลภายนอกเข้ามาเป็นนายกฯ ได้ ดังนั้นอาจจะทำให้เกิดภาพความขัดแย้ง และเดดล็อคในรัฐสภาได้ รวมถึงอาจเกิดกรณีถูกแทรกแซงการเลือกนายกฯ​ตามบัญชีรายชื่อนายกฯ​ของพรรคการเมือง จนต้องนำไปสู่การใช้ระบบเลือกนายกฯ ที่มาจากคนนอกบัญชี 

 รธน.60 สร้างระบบประนอมอำนาจ

    ทั้งนี้นายนิกร ได้ยกตัวอย่างผลงานวิจัยและบทวิเคราะห์ของนักวิชาการต่างประเทศ ถึงแนวโน้ม หรือ เทรนด์ของประชาธิปไตยโลก ว่า อยู่ในภาวะทรุดตัว และเกิดภาวะของการใช้ประชานิยมเพื่อเข้าสู่อำนาจมากยิ่งขึ้น โดยการแบ่งขั้วทางการเมืองถือเป็นเรื่องปกติ นอกจากนั้นแล้วภาวะของอำนาจนิยมมีแนวโน้มการขยายตัว ทำให้โจทย์ของประชาธิปไตยที่จะแก้ปัญหาให้กับประเทศได้หรือไม่ กลายเป็นคำถาม. ขณะที่ในกลุ่มเอเชีย พบสถาการณ์การปกครองที่ไม่โปร่งใส  การเมืองแบ่งขั้ว ขณะที่ฝ่ายการเมืองใช้ระบบประชานิยมเพื่อนำไปสู่การใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง ขณะที่การตรวจสอบถ่วงดุลล้มเหลว ส่วนประชาชนมีความผิดหวังต่อรัฐบาล

 รธน.60 สร้างระบบประนอมอำนาจ

    ขณะที่นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง กล่าวว่า การเมืองไทยของประเทศ ที่ผ่านมา เป็นไปอย่างมี 2 ระบบ ระบบที่มาจากการยึดอำนาจโดยทหาร  มีข้อยกเว้นพิเศษ และ ระบบที่มาการเลือกตั้งโดยประชาชน ปัจจุบันตนมองว่าต้องหาแนวทางให้เดินหน้า ต้อง สร้างระบบการเมืองไทยไม่ให้เป็นระบบไฮบริดจ์ โดยตั้งอยู่บนฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ดังนั้นสิ่งที่ต้องส่งเสริมเป็นสำคัญ​คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ที่เข้มแข็งและพระมหากษัตริย์ที่ประชาชนรับฟัง มีธรรมราชา ขณะที่ระบบประชาธิปไตยที่เป็นธรรมาธิปไตย คือ ความเป็นธรรม ความเหมาะสม ความดีงาม ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ยึดกันแค่ใครได้เสียงข้างมากเท่านั้น 

    "แนวทางการปฏิรูปการเมือง มีสาระสำคัญ คือ การสร้างระบบประชาธิปไตย ในรูปแบบสมานฉันท์ ให้ทุกฝ่ายได้รับชัยชนะร่วมกัน โดยเน้นการร่วมมือของท้องถิ่น ประชาชนในท้องถิ่นร่วมกับราชการส่วนกลาง ขณะที่การเลือกตั้งต้องสุจริตและได้บุคคลที่เป็นตัวแทนที่ประชาชนต้องการ ไม่เกิดปัญหาขัดแย้ง โดยนักการเมืองต้องสร้างความเป็นวิชาชีพที่แท้จริง  ผมขอเสนอว่า 4-5 ปีที่ผ่านมา อย่าคิดว่า มีแต่เงื่อนไขพิเศษที่ทำให้เกิดความยุ่งยาก เพราะที่ผ่านมาคือการปฏิรูป และวางนโยบายเพื่ออนาคตของประเทศ ระยะยาว 20 ปี ซึ่งขอฝากประเทศไทยไว้กับทุกท่าน เพราะการปฏิรูปจะสำเร็จได้ ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายใน และการตัดสินใจหย่อนบัตรเลือกตั้งที่จะมาถึง อยากให้ตัดสินใจบนฐานของการปฏิรูป อย่างไรก็ตามผมยอมรับว่าการเมืองการเลือตั้งหลังจากนี้ เป็นความยากและท้าทายอย่างยิ่งของนักการเมือง" นายเอนก กล่าว.