
เปิดโต๊ะเจรจาทางออกมาบตาพุดต้องฟังทุกเสียง-เร่งวางกติกาให้ชัด
คำสั่งของศาลปกครองกลางที่ให้ระงับ 76 โครงการลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง เป็นการชั่วคราว เป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายต้องเร่งหาทางออกอย่างเร่งด่วน เนื่องจากกระทบต่อการลงทุนมูลค่าหลายแสนล้านบาท
หนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น จัดสัมมนาโต๊ะกลม "วิกฤติมาบตาพุด ทางเลือก ทางรอด หรือทางตันของอุตสาหกรรมไทย" เพื่อหาทางออกของการอยู่ร่วมกันระหว่างอุตสาหกรรมและชุมชน โดยในเบื้องต้นผู้ร่วมเวทีเห็นร่วมกันว่าต้องเปิดใจและเปิดการเจรจาร่วมกันในทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ปัญหามาบตาพุดแค่ปลายทาง
"กรณีมาบตาพุดถือเป็นปลายทางของยอดภูเขาน้ำแข็ง ที่สะท้อนให้สังคมเห็นถึงปัญหาโดยรวม ผมพร้อมที่จะเดินหน้าไปยังโครงการอื่นด้วย ซึ่งเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม" นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านภาวะโลกร้อน หนึ่งในโจทย์ที่ร่วมฟ้องศาลปกครองกลาง กล่าว
ทั้งนี้ที่ผ่านมาตนได้ดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน มีการส่งหนังสือไปยังหน่วยราชการและบริษัทเอกชนหลายครั้ง เพื่อให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน รวมถึงมีการร่างกฎหมาย ทำประชาพิจารณ์ เสนอโครงการประเภทที่มีความรุนแรง 19 โครงการ แต่ที่ผ่านมาไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นจึงต้องอาศัยกระบวนการทางกฎหมายเป็นที่พึ่ง
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นเรื่องอุบัติเหตุ และความล่าช้าก็ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่เป็นความตั้งใจของหน่วยราชการที่ไม่ยอมทำตามรัฐธรรมนูญ หากดำเนินการจัดทำกฎหมายลูกรองรับ เสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไปเสียก่อนหน้านี้ ก็เชื่อว่าน่าจะมีกฎหมายออกมารองรับมาตรา 67 แล้ว แต่ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐกลับใส่เกียร์ว่าง
"ประเด็นที่ต้องท้วงติงอีก แม้นายกรัฐมนตรีจะเร่งออกกฎหมายลูกมารองรับ ก็คือการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชน เช่น การประกาศโครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน ซึ่งจากการทำประชาพิจารณ์พบว่าภาคประชาชนมีจำนวน 19 โครงการ แต่ภาครัฐกลับปิดประตูประชุมกันและสรุปออกมาได้แค่ 8 โครงการ โดยประเด็นนี้ก็จะต้องดำเนินการฟ้องร้องกันในอนาคนอันใกล้นี้" นายกสมาคมต่อต้านภาวะโลกร้อนระบุ
ส่วนทางออกในการแก้ปัญหานั้น เห็นด้วยกับการเร่งออกกฎหมายลูกมารองรับ และการที่นายกรัฐมนตรีเข้ามาดำเนินการแก้ไขเรื่องนี้ด้วยตัวเองก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ภาคประชาชนอยากเห็นความชัดเจนในเรื่องระยะเวลา และการดำเนินการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญให้ครบถ้วน และพร้อมที่จะพูดคุยกับทุกฝ่าย แต่รัฐบาลและภาคเอกชนต้องมีความจริงใจในการแก้ปัญหา
ต่างชาติสับสนกระทบลงทุน
ขณะที่นายชายน้อย เผื่อนโกสุม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากโครงการลงทุนถูกระงับจะกระทบต่อการลงทุนหลายแสนล้านบาท และต่อเนื่องถึงธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารเจ้าหนี้ก็ต้องมีหนี้เสีย ผู้รับเหมาในโครงการต้องปิดตัว ส่งผลให้มีการเลิกจ้างจำนวนมาก
"อุตสาหกรรมที่อยู่ในมาบตาพุด ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ จะมีผลกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำที่อยู่ในพื้นที่อื่นๆ อาจต้องปิดตัวลงอีกมาก ตลอดจนผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย และสินค้าที่ผลิตในโรงงานที่ตั้งอยู่ในมาบตาพุดเพื่อการส่งออก จะถูกมองว่าเป็นสินค้าที่ผลิตจากโรงงานก่อมลภาวะในชุมชน กลายเป็นการสร้างความสับสนจนลูกค้าเลิกคำสั่งซื้อสินค้าก็เป็นได้" นายชายน้อย กล่าว
อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนไม่ได้คัดค้านมาตรา 67 ในรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องจัดทำผลการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) ที่ผ่านมาไม่มีกติกาที่ชัดเจน แต่เอกชนก็พยายามทำตามกรอบ ข้อกำหนดของภาครัฐมาตลอด แต่หากหยุดโครงการก่อสร้างโรงงานที่เริ่มลงทุนไปแล้วนั้น เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศชาติอีกมาก ดังนั้นมองว่าน่าจะหาทางออกร่วมกันเพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ ขณะเดียวกันก็ให้เดินหน้าออกกฎหมายรองรับมาตรา 67 ตามคำสั่งศาลต่อไป
นอกจากนี้ ขอเสนอว่าน่าจะมีการจัดหน่วยงานกลางขึ้นมาเพื่อสร้างความชัดเจนในด้านข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ หรือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนให้มีความเข้าใจให้ถูกต้อง ซึ่งการที่รัฐบาลได้เข้ามาเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว จากนี้ไปก็น่าจะเปิดเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกันได้
ด้านนายชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมีภัณฑ์ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด กล่าวว่า เอสซีจีได้รับผลกระทบจากโครงการที่กำลังลงทุน ซึ่งมีทั้งก่อสร้างคืบหน้าไปถึง 90% และโครงการที่เดินหน้าไปได้ 25-30% มูลค่าโครงการลงทุนรวมกว่า 1.07 แสนล้านบาท แต่จากกรณีที่เกิดขึ้นทำให้ขณะนี้ผู้ร่วมลงทุนต่างชาติกำลังอยู่ในภาวะสับสน จากก่อนหน้าที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกทำให้ต้องยกเลิกโครงการลงทุนในประเทศอื่นๆ และเลือกที่จะลงทุนในประเทศไทย แต่ขณะนี้กำลังมีความสับสนและไม่รู้ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลังอย่างไรดี
"ผมเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้สามารถหาทางแก้ไขได้ และรัฐบาลควรหาทางออกให้เร็วที่สุด เพราะขณะนี้นักลงทุนต่างชาติกำลังอยู่ในภาวะตื่นตระหนกกันมาก" นายชลณัฐ กล่าว
โอกาสทบทวนนโยบาย-เร่งวางกติกา
ด้านนายโกศล ใจรังษี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม มองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นถือเป็นโอกาสในการทบทวนนโยบายด้านอุตสาหกรรมของไทย ว่าควรจะเดินไปในทิศทางไหน โดยจะต้องเลือกอุตสาหกรรมที่เมื่อลงทุนพัฒนาไปแล้ว ก่อให้เกิดมูลค่าและประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวมให้มากที่สุด ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญโดยไม่กำหนดว่าจะต้องเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ แต่เมื่อมีการพัฒนาอุตสาหกรรมก็จะต้องขายได้ด้วย
"เห็นด้วยหากจัดให้มีการเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน แต่ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้เกิดจาก 76 โครงการที่กำลังก่อสร้างใหม่ และต้องมาถูกศาลสั่งระงับการก่อสร้าง แต่เกิดจากโครงการเดิมที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ดังนั้นในเรื่องเกี่ยวกับโครงการใหม่จะต้องเร่งสร้างกติกาให้เร็วที่สุด อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องการเห็นจากนี้คือ อยากได้กติกาที่แน่นอนถูกต้อง และต้องการได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ซึ่งหากได้รับความไว้วางใจก็จะไม่มีการฟ้องร้องเกิดขึ้น" นายโกศล ระบุ
นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม รองผู้ว่าการ (ท่าเรืออุตสาหกรรม) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากผู้ประกอบการในนิคมฯ มาบตาพุดทั้ง 138 ราย ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่มีสาเหตุมาจากการรวมตัวกันในพื้นที่ ซึ่งใกล้ชิดชุมชนและเกิดปัญหากระทบกระทั่งกัน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการนิคมอุตสาหกรรมเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพที่สุด และการอยู่รวมกันเป็นกลไกที่ถูกต้อง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจะต้องร่วมกันแก้ปัญหาในระยะยาว
"ที่ผ่านมาทั้งภาครัฐและอุตสาหกรรมก็ร่วมกันทำแผนดูแลสิ่งแวดล้อมกันอยู่แล้ว เรามีการจัดการที่เข้มงวด ตั้งเป้าที่จะลดการปล่อยมลพิษให้ได้ 20% เพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น และสิ่งที่เราเน้นก็คือ การมีส่วนร่วมของชุมชน ในระยะยาวก็มองถึงความโปร่งใส ตรวจสอบได้ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่ดี" นายวีรพงศ์ กล่าว



