ข่าว

"ประยุทธ์"เปิดทาง.......สอบ5พระผู้ใหญ่! พันเงินทอนวัด

"ประยุทธ์"เปิดทาง.......สอบ5พระผู้ใหญ่! พันเงินทอนวัด

18 เม.ย. 2561

"บิ๊กตู่" ปราม "ม็อบพระ" อย่าเคลื่อนไหว หลังพศ.ส่งหลักฐานฟันทุจริตเงินทอนวัดเอี่ยว "พระผู้ใหญ่" ด้านประธานป.ป.ช.สั่งเร่งรัดสอบหากมีมูลพร้อมตั้งกก.ไต่สวนทันที

           ความคืบหน้ากรณีกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ได้รับการร้องทุกข์จากพ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ร้องทุกข์กล่าวโทษคดีทุจริตเงินทอนวัดในพื้นที่กรุงเทพมหานครจำนวน 3 แห่ง 4 คดี มีชื่อพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูป เข้าไปเกี่ยวข้อง จากนั้นจึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เร่งตรวจสอบเรื่องดังกล่าวนั้น

           วันที่ 17 เมษายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)  ว่าเป็นเรื่องของการทำงานตามหลักฐานต่างๆ โดยจะต้องนำข้อมูลส่งต่อไปยังป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และขอร้องด้วยว่าผู้ที่อาจจะเป็นห่วงควรอยู่ในความสงบเรียบร้อย เพราะการตรวจสอบเป็นการทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น และพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่คนไทยกว่าร้อยละ 90 นับถือ จึงต้องช่วยกัน 

           “ขอยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามหลักฐาน วัตถุพยาน และพยานบุคคล ทั้งนี้ย้ำว่าการเคลื่อนไหวต่างๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไรเพราะเป็นเหมือนการกระทำผิดในคดีอื่นๆ เท่านั้น” นายกรัฐมนตรีระบุ

 

 

"ประยุทธ์"เปิดทาง.......สอบ5พระผู้ใหญ่! พันเงินทอนวัด

            สำหรับพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูป ที่ถูกกล่าวหาประกอบด้วย 1.พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร 2.พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม กรรมการมส. 3.พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรรมการมส. และเจ้าคณะภาค 10 4.พระเมธีสุทธิกร (สังคม ญาณวฑฺฒโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ และ 5.พระวิจิตรธรรมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ กระทำความผิดอาญาคดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม

           ด้านพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช.  กล่าวว่า กรณีดังกล่าวขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบของสำนักไต่สวนภาครัฐ 1 ซึ่งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งรัดการตรวจสอบแล้ว หากมีข้อมูลเพียงพอก็สามารถตั้งอนุกรรมการไต่สวนได้ โดยจะกำชับเลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช.ให้เร่งรัดดำเนินการเนื่องจากเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชนและเกี่ยวข้องกับพระชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช.มีอำนาจในพิจารณาว่า ข้อมูลที่ยื่นมาเพียงพอต่อการไต่สวนหรือไม่ โดยหากยังไม่สมบูรณ์ก็สามารถสั่งให้ไปแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้

 

"ประยุทธ์"เปิดทาง.......สอบ5พระผู้ใหญ่! พันเงินทอนวัด

 

            ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยป.ป.ช.ฉบับใหม่ ระบุว่า ป.ป.ช.มีอำนาจในการตรวจสอบบุคคลทั้งรัฐ พระ และเอกชน ที่เข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการทุจริต ซึ่งหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นตัวการหลักในการทุจริตและมีบุคคลใดเกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางก็เข้าข่ายที่ป.ป.ช.จะมีอำนาจในการตรวจสอบได้ 

            ส่วนนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการป.ป.ช. ระบุว่า ก่อนหน้านี้ บก.ปปป.ส่งสำนวนทุจริตเงินทอนวัดมายังป.ป.ช.แล้วรวม 34 เรื่อง และมีการแต่งตั้งอนุกรรมการไต่สวนไปแล้ว 11 เรื่อง อยู่ระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงอีก 23 เรื่อง ส่วนเรื่องใหม่นี้เพิ่งส่งเข้ามา โดยช่วงเช้าของวันนี้ (17 เม.ย.) เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเบื้องต้นดูแล้วพบว่าเป็นเรื่องที่ บก.ปปป.รับเรื่องกรณีที่มีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้และเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจป.ป.ช. จึงส่งเรื่องมาให้ป.ป.ช.ภายใน 30 วันตามกฎหมายระบุ ซึ่งเข้าใจว่าครบกำหนดแล้วจึงต้องรีบส่งมาพร้อมหลักฐานในเบื้องต้น

           ทั้งนี้เจ้าหน้าที่สำนักงานป.ป.ช.ได้รายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบแล้วว่าเบื้องต้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับ 3–4 วัดดังใน กทม. ซึ่งคณะกรรมการป.ป.ช.ได้ให้ความสนใจเรื่องนี้ และตนในฐานะเลขาธิการ ป.ป.ช.ได้มอบหมายให้สำนักไต่สวนภาครัฐ 1 (สตร.1) เข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ โดยตั้งเป็นคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงซึ่งถือเป็นขั้นตอนแรกของการทำงาน คือ การตรวจรับคำกล่าวหา และถ้าอยู่ในอำนาจป.ป.ช. จะดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงและถ้าดูพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนดำเนินการมาว่ามีมูล ก็จะตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนต่อไป อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบเบื้องต้นตำรวจยังรวบรวมพยานหลักฐานไม่ได้มากนักเพราะมีเวลาแค่ 30 วันก่อนที่จะส่งให้ป.ป.ช. แต่ได้ให้นโยบายเจ้าหน้าที่ไปแล้วว่าให้เร่งรัดเรื่องนี้

          ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าเป็นพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม (มส.) ถือว่าอยู่ในอำนาจป.ป.ช.ใช่หรือไม่ นายวรวิทย์ กล่าวว่า พระไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามคำนิยามในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฉบับปัจจุบัน แต่ถ้าแสวงหาข้อเท็จจริงแล้วพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะเป็นตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ก็ถือว่าอยู่ในอำนาจป.ป.ช.ทั้งหมด ส่วนเรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจรับเรื่องของป.ป.ช. และให้คณะทำงานไปแสวงหาข้อเท็จจริงก่อนว่ามีมูลพอที่จะรับไว้ดำเนินการไต่สวนหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เพิ่งมาถึงมือป.ป.ช.สดๆ ร้อนๆ