
คลังจ่อรื้อภาษีเหล้าดีกรีสูงชาร์จแพง
สศค.เล็งรื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสุรา ชี้ระบบปัจจุบันมีความซับซ้อน ไม่เป็นมาตรฐานสากล ย้ำปริมาณแอลกอฮอล์สูงควรเสียภาษีอัตราสูง นักวิชาการแนะควรเน้นลดความเสียหายการบริโภคไม่ใช่หวังเก็บรายได้สูงสุด
นายสาธิต รังคสิริ ผู้ อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.มีแผนจะปรับปรุงการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยเฉพาะโครงสร้างภาษีสุรา ซึ่งเห็นควรจัดเก็บบนฐานของความแรงของแอลกอฮอล์ แทนที่จะเน้นการเก็บจากปริมาณต่อลิตร เพื่อสะท้อนความต้องการดูแลสุขภาพผู้ดื่ม โดยสุราและเบียร์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูง ควรเสียภาษีอัตราที่สูงกว่าสุราและเบียร์ที่มีดีกรีแอลกอฮอล์ต่ำกว่า
“ไม่มีประเทศไหนจัดเก็บภาษีที่มีความซับซ้อนและสับสนเหมือนไทย ซึ่งปัจจุบันเก็บภาษีสรรพสามิตเบียร์ใน 3 ประเภท คือ พรีเมียม, สแตนดาร์ด และอีโคโนมี” นายสาธิตกล่าว
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากรมสรรพสามิตเคยมีแนวคิดจะปรับปรุงวิธีคิดภาษีสุราและเบียร์ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ขณะที่นักวิชาการเสนอให้แก้ไขกฎหมาย เพื่อลดความเสียหายการบริโภคสุรา แทนการแสวงหารายได้ภาษีสูงสุด ซึ่งเป็นการออกแบบโครงสร้างภาษีในยุคก่อน ที่รัฐให้สัมปทานเอกชน ทำให้เกิดการแข่งขันไม่เป็นธรรมในปัจจุบัน โครงสร้างภาษีใหม่ต้องลดการใช้ดุลพินิจ และการบิดเบือนราคา
ด้านนักวิชาการเสนอโครงสร้างภาษีสุราใหม่ว่า 1.สุราทุกชนิดจะต้องเสียภาษีตามสภาพ ปริมาณแอลกอฮอล์ ในอัตราที่ใกล้เคียงต้นทุนส่วนเพิ่มต่อสังคม 2.ปรับอัตราภาษีตามสภาพทุก 4-5 ปี ตามดัชนีราคาผู้บริโภคของเครื่องดื่ม 3.เหล้าขาวควรเสียภาษีตามสภาพในอัตราเท่ากับสุราอื่นๆ ชี้ว่ารัฐไม่ควรสนับสนุนให้คนจน-คนชนบทบริโภคสุราด้วยภาษีต่ำ 4.อาจกำหนดอัตราภาษีพิเศษเฉพาะโรงงานชุมชนขนาดเล็ก เช่น ผลิตสุราไม่เกิน 30 ดีกรีและต้องไม่หนีภาษี และ 5.มีภาษีฟุ่มเฟือยอัตราก้าวหน้า ใช้ราคาขายปลีกเป็นฐาน โดยเฉพาะเบียร์ ซึ่งปัจจุบันเสียภาษีสรรพสามิตอยู่ 55% ของมูลค่าหน้าโรงงาน หรือ 100 บาทต่อลิตร (เทียบจากระดับแอลกอฮอล์ 100%) แต่ว่าจัดเก็บด้วยวิธีใด จะทำให้รัฐได้ภาษีสูงสุด ซึ่งในกรณีเบียร์การจัดเก็บตามปริมาณคือ 100 บาทต่อลิตร จะทำให้รัฐได้ภาษีสูงกว่าเก็บตามมูลค่า



