
โฉมใหม่ สสว.กับ อนาคต ธุรกิจ เอสเอ็มอี
ตอนที่เปิดคอลัมน์นี้ใหม่ๆ ผมเคยพูดถึงสำนักงานส่งเสริมรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ว่าเป็นหน่วยงานที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อสนองตัณหา เอ๊ย สนองนโยบายรัฐบาลในยุคนั้น ที่ต้องการยัดคนของตัวเองเข้าไปผลาญงบประมาณของที่นั่น ถึงขั้นยุให้ทั้งรัฐบาลชุดก่อนห
ขนาดตัวเองยังเลี้ยงตัวเองไม่ได้ ยังทะลึ่งออกลูกเป็นบริษัทย่อยๆ อีกหลายบริษัท ซึ่งกำลังจะถูกยุบอยู่ 3 บริษัทคือ บริษัท กรุงเทพเมืองแฟชั่น จำกัด บริษัท รวมค้าปลีกเข้มแข็ง จำกัด (สองบริษัทนี้ ชื่อดีนะครับ แต่เกิดเร็วไปหน่อย-ฮา) และ บริษัท อุตสาหกรรมขนมไทย จำกัด ส่วนอีก 3 บริษัทที่ต้องพิสูจน์ตัวเองคือ บริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด บริษัท ห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหาร จำกัด และ บริษัท ส่งเสริมการค้าเอสเอ็มอี จำกัด
ผลปรากฏว่า รัฐบาลท่านไม่ใส่ใจครับ ยังคงเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่รู้ไม่ชี้ ซึ่งก็เป็นวิธีคิดของนักการเมืองที่ไม่อยากมีศัตรู หรือไม่อีกทีก็เผื่อไว้เป็นที่ส่งคนของตัวเองเข้าไปอยู่ จึงปล่อยให้ สสว.ดิ้นขลุกขลักไปวันๆ จนกระทั่งตอนนี้ได้ผู้อำนวยการคนใหม่ คือ คุณยุทธศักดิ์ สุภสร ที่โยกตัวเองมาจาก ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ซึ่งตอนนี้คุณยุทธศักดิ์คงได้เข้าไปสัมผัส สสว.มาหลายวันแล้ว ก่อนที่จะมารับตำแหน่งนี้คุณยุทธศักดิ์เคยให้ข่าวว่า จะปรับโครงสร้าง สสว.ให้กะทัดรัด และทำงานเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ เอสเอ็มอี ให้ สสว.เป็นที่ยอมรับให้ได้
ฟังดูก็ไม่ต่างไปจากผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานต่างๆ พูดตอนรับตำแหน่งนั่นแหละ ผมได้เห็นข่าวตอนแรกก็รู้สึกงั้นๆ ไม่ยินดียินร้ายอะไรนัก เพราะไม่เคยเห็นฝีไม้ลายมือคุณยุทธศักดิ์มาก่อน แต่ก็รู้สึกสนใจตรงที่ตำแหน่งสุดท้ายเป็นถึงผู้อำนวยการสถาบันอาหาร จึงเข้าไปดูผลงานที่นั่น จึงพบว่าน่าสนใจครับ ก่อนมาที่ สสว. คุณยุทธศักดิ์กำลังจะส่งเสริมอาหารเพื่อสุขภาพไปตีตลาดโลก หลังจากศึกษาแล้วพบว่า สินค้าตัวนี้เป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นทุกปี เช่นปี 2552 มูลค่า 53,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2553 ประมาณการว่าจะมีมูลค่าถึง 61,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แล้วในปี 2556 จะทะยานเป็น 90,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
รับทราบอย่างนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่า สสว.น่าจะค่อยๆ ฟื้นขึ้นมาได้บ้าง หากคุณยุทธศักดิ์จะลากเอางานที่ค้างอยู่ที่สถาบันอาหารมาเชื่อมโยงกับงานที่ สสว. เพราะจะว่าไปแล้วลักษณะของธุรกิจของทั้งสองหน่วยงานก็ไม่ต่างกันนัก และถ้าคุณยุทธศักดิ์ สามารถทำได้จริง ผมก็เชื่อว่าธุรกิจเอสเอ็มอีไทย 2.5 ล้านรายคงจะมีโอกาสเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์กับเขาบ้างละทีนี้
ภาณุมาศ ทักษณา



