
ชนวนความขัดแย้ง"รอบใหม่"
คลื่นลมการเมืองในรอบสัปดาห์นี้ยังพัดกระหน่ำ รอจังหวะก่อตัวเป็นพายุไต้ฝุ่นเตรียมเคลื่อนถล่มประเทศไทยให้กลับเข้าสู่วิกฤติอีกครั้ง หลังจากกลุ่มการเมืองพลังสีประกาศรบกันแบบเต็มรูป
เริ่มจากอังคารเดือด 13 ตุลาคมนี้ พรรคการเมืองสองขั้วใหญ่ "ประชาธิปัตย์" กับ "เพื่อไทย" เตรียมประชุม ส.ส.และกรรมการบริหารพรรค ซึ่งมีวาระสำคัญไม่แพ้กัน พรรคประชาธิปัตย์หลังจากเจอคลื่นใต้น้ำภายในพรรคซัดกระหน่ำกันเอง เพื่อเขย่าให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปรับ ครม. หลังจาก "นิพนธ์ พร้อมพันธุ์" รองหัวหน้าพรรค ประกาศไขก๊อก ทิ้งเก้าอี้เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ทำเอา "อภิสิทธิ์" ออกอาการมึนไปร่วมสัปดาห์ ก่อนที่จะตั้งหลักได้ หาทางออกเพื่อสยบคลื่นใต้น้ำ ด้วยการเสนอให้ปรับ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ จากเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ มาเป็น เลขาธิการนายกรัฐมนตรีแทน พร้อมกับดัน ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส.สัดส่วน ขึ้นเสียบเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มทศวรรษใหม่ ที่นำโดย "บัญญัติ บรรทัดฐาน" ส.ส.สัดส่วน และกรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค
ด้วยการชงให้คณะกรรมการบริหารพรรคตัดสินใจ ก่อนที่จะขอความเห็นจากสมาชิกพรรค และคงไม่ผิดความคาดหมาย เนื่องจากชื่อ "ไตรรงค์" ได้รับแรงหนุนทั้งจากผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรค ไม่ว่าจะเป็น ชวน หลีกภัย ส.ส.สัดส่วน ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค หรือ "บัญญัติ"
นั่นเป็นเพราะว่า เมื่อ "ชวน" กับ "บัญญัติ" จับมือแท็กทีมกันเมื่อไหร่ ก็ไม่มีพลังอื่นไดในพรรคที่จะต้านทานได้
การประชุมนัดนี้ ประชาธิปัตย์ยังมีวาระสำคัญเพื่อกำหนดจุดยืนปมร้อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจาก "ชวน" กับ "บัญญัติ" ออกโรงแตะเบรก ให้พรรคประชาธิปัตย์ประกาศจุดยืนว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ค่ายสะตอประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ไม่เอาด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้
แต่สุดท้าย "อภิสิทธิ์" ก็ต้องยอมถอย เพื่อลดแรงบีบจากพรรคร่วมรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ ส.ว.สายเลือกตั้ง ตามข้อสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากพรรคฝ่ายค้าน "เพื่อไทย" ที่เป็นตัวตั้งตีเดินเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ประกาศถอนตัวกลางคัน
ประชาธิปัตย์จึงจำเป็นต้องทบทวนท่าทีอีกครั้ง หวั่นถูกเหมารวมกับพรรคร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ของนักการเมือง ฉะนั้นจึงต้องจับทางลมประชาธิปัตย์ให้ดีว่า จะงัดลูกเล่นอะไรออกมา "ดึงเกมยื้อ" แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้
ล่าสุด "อภิสิทธิ์" ออกมาชิงขู่ล้มโต๊ะก่อนแล้ว โดยเตรียมอ้างเหตุเพื่อไทย และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่เอาด้วย
ข้ามมายังฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทย ในวันที่ 13 ตุลาคมนี้ มีการประชุม ส.ส.และกรรมการบริหารพรรคเช่นเดียวกัน มีการประเมินว่า การประชุมนัดนี้คึกคักไม่แพ้กัน เพราะจะมีเหล่าบรรดาแกนนำทุกกลุ่มการเมืองภายในพรรคเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
วาระสำคัญคือ การเสนอชื่อ "พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ" อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นเก้าอี้ประธานพรรคเพื่อไทย ตามบัญชาของ "นายใหญ่" จากดูไบ
พร้อมๆ กับหารือกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ที่ร่อนจดหมายลาออกจากประธาน ส.ส.ไปก่อนหน้านี้ โดยเป็นการวางแผนให้ "บิ๊กจิ๋ว" เข้ามากุมบังเหียนภายในพรรคเพื่อไทย สยบขุมกำลังและมุ้งต่างๆ ภายในพรรค หลังเกิดรอยร้าวขึ้นอย่างหนัก ในภาวะที่ต้องตกอยู่ในสภาพพรรคผีหัวขาด และเกิดการแย่งซีนกันอย่างหนัก เพื่อเอาใจ "นายใหญ่"
ที่สำคัญการประชุมนัดนี้ นอกจากจะเปิดตัว "บิ๊กจิ๋ว" เป็นหัวหอกอย่างเป็นทางการแล้ว ยังเป็นการปรับจูนแนวคิดปมประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากภายในพรรคเกิดเสียงแตก
ตกหลุมที่ประชาธิปัตย์ขุดบ่อล่อปลาเอาไว้ กระทั่ง "นายใหญ่" ต้องส่งสัญญาณปรับเกมใหม่ ด้วยการให้พรรคเพื่อไทยประกาศถอนตัวไม่ร่วมสังฆกรรมแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้
อ้างสิ้นเปลืองงบประมาณ 2,000 ล้านบาท ในการทำประชามติ !!!
จึงน่าจับตา การปรับทัพของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ หลังจากได้ "พล.อ.ชวลิต" มาเสริมทัพ เพราะด้านหนึ่งต้องยอมรับว่า นอกจากจะดึงกลุ่ม ส.ส.อีสาน ให้กลับเข้ามาเหนียวแน่นมากขึ้นแล้ว
ยังได้อดีตนายทหาร จปร.7 เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งร่วมด้วยหลายคน ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือแม้แต่ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีต ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ที่น่าสนใจยังมีความเคลื่อนไหวของนายทหาร "ตท. 10" ที่ได้รับการเปิดเผยจาก พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี สมาชิกเพื่อไทย อดีตหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการ ประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสมัย "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" เป็นนายกฯ ควบ รมว.กลาโหม
โดยบอกว่า มี ตท.10 ราว 20-30 คน เตรียมตบเท้าเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย โดย "พล.อ.อ.สุเมธ" เตรียมเดินทางไปพบ "ทักษิณ ชินวัตร" ที่ดูไบ ในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ ทั้งหมดนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวของพรรคไทยในการปรับเกมเพื่อให้สอดรับกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังเสื้อแดง ที่ประกาศเดินหน้าโครงการ "แดงทั้งแผ่นดิน" โดยเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ที่ผ่านมา
ผ่านยุทธศาสตร์ "แดงทั้งเดือน" เพื่อกดดันรัฐบาลยุบสภา !!!
โดยใช้รูปแบบปลุกระดมมวลชนผ่าน "โครงการอบรมแดงทั้งแผ่นดิน" คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 พร้อมทั้งรณรงค์ทวงคืนรัฐธรรมนูญ 2540 กลับคืนมา ขณะเดียวกันก็เดินเกม "เอาคืน" เปิดโปงการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลชุดนี้ ทั้งในและนอกสภา เหมือนกับยุคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน ที่โหมโจมตีรัฐบาลทักษิณ
ก่อนที่จะนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันที่ 17 ตุลาคมนี้ เพื่อทวงถามความคืบหน้ากับรัฐบาลกรณี ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ "ทักษิณ" ครบ 2 เดือน ท่ามกลางการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังเสื้อเหลือง ผ่านพรรคการเมืองใหม่ ที่ต่อต้านระบอบทักษิณ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ทั้งหมดนี้จะเป็นชนวนเหตุของความขัดแย้งรอบใหม่ ซ้ำเติมวิกฤติชาติ
บัญชา แข็งขัน



