ข่าว

เมอร์ซีเดส โซซา : เสียงของผู้ไม่มีปากเสียง

เมอร์ซีเดส โซซา : เสียงของผู้ไม่มีปากเสียง

12 ต.ค. 2552

งานวันชาติซึ่งสถานเอกอัครราชทูตอาร์เจนตินาประจำชิลีจัดขึ้นเมื่อ 2-3 ปีก่อน มีความแปลกออกไปจากงานวันชาติตามปกติที่มักจัดตามสถานทูต บ้านพักทูต หรือโรงแรมใหญ่เพราะงานในคืนนั้นจัดขึ้นที่สนามกีฬานอกกรุงซานติอาโก

 หลังจากงานเลี้ยงอาหารว่างในห้องด้านล่างแล้ว แขกทั้งหมดซึ่งมีทั้งนักการทูต นักธุรกิจ และบุคคลสำคัญต่างๆ ก็ได้รับเชิญเข้าสู่สนามกีฬาเพื่อชมการแสดงคอนเสิร์ตของศิลปินชาวอาร์เจนตินาผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง ร่วมกับชาวชิลีที่ซื้อบัตรเข้าชมการแสดงนั้นด้วยจนแน่นสนามกีฬา ศิลปินที่ผมกล่าวถึงคนนั้น ไม่ใช่ดาราวัยรุ่น หรือนักร้องเพลงป๊อปยอดนิยม แต่เป็นสตรีวัย 70 เศษ รูปร่างอ้วนใหญ่ ซึ่งนั่งอยู่บนรถเข็นด้วยท่าทางที่อิดโรยอ่อนเพลีย แต่ทันทีที่ปรากฏตัวหน้าเวทีท่ามกลางเสียงปรบมือต้อนรับอย่างกึกก้อง เธอก็กลับสดชื่นขึ้นมาอย่างทันทีทันใด และสามารถขับกล่อมผู้ฟังด้วยบทเพลงโฟล์กซองจากมนต์เสียงอันทรงพลังตลอดการแสดงร่วมชั่วโมงครึ่ง -เธอผู้นั้นคือ เมอร์ซีเดส โซซา เจ้าของฉายา “ราชินีโฟล์กซองของอาร์เจนตินา” และ “ผู้ถ่ายทอดจิตวิญญาณของชนพื้นเมือง” รวมทั้งเป็น “เสียงของผู้ไม่มีปากเสียง”

 เมอร์ซีเดส โซซา เกิดเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 1935 ที่จังหวัดทูคูแมน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอาร์เจนตินา ในครอบครัวชาวไร่อ้อยที่ยากจน ในปี 1950 ขณะอายุได้ 15 ปี เธอชนะการประกวดร้องเพลงซึ่งจัดโดยสถานีวิทยุท้องถิ่น ทำให้เริ่มเข้าสู่ชีวิตการเป็นศิลปิน และออกอัลบั้มชุดแรก หลังจากนั้นเธอก็มีโอกาสปรากฏตัวตามรายการและเทศกาลดนตรีต่างๆ ในฐานะนักร้องเพลงโฟล์ก จนเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศบ้านเกิดและประเทศอื่นๆ ในอเมริกาใต้

 กลางทศวรรษ 1960 เธอและสามีคนแรกคือ มานูเอล ออสการ์ มานุส ได้เป็นหัวหอกของขบวนการ “เพลงรุ่นใหม่” (Nuevo cancionera ) ซึ่งนำเพลงพื้นเมืองมาผสมผสานกับดนตรีปัจจุบันและสอดใส่เนื้อหาเกี่ยวกับสังคม ในปี 1970 โซซาเปิดการแสดงทัวร์คอนเสิร์ตในสหรัฐและยุโรป ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างดงาม

 โซซาชื่นชม เปรอน โดยเฉพาะนโยบายของ เอวิต้า เปรอน เกี่ยวกับเรื่องสวัสดิการสังคมและการสงเคราะห์คนยากจน ซึ่งทำให้เธอเป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาลเผด็จการทหารของ ประธานาธิบดี โฆเซ่ วีเดลา ซึ่งโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และขึ้นเถลิงอำนาจในปี 1976 โดยทำการปราบปรามฝ่ายตรงข้ามอย่างโหดเหี้ยม จนทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 3 หมื่นคน โซซาเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ และมีบทบาทในการชุมนุมประท้วงต่างๆ จนถูกจับกุมกลางเวที แต่ได้รับการกดดันจากนานาประเทศ ทำให้รัฐบาลต้องยอมปล่อยตัวเธอ โซซาเดินทางออกนอกประเทศไปพำนักอยู่ในฝรั่งเศสและสเปน ขณะที่เพลงของเธอถูกแบนทั่วประเทศอาร์เจนตินา

 โซซาเดินทางกลับอาร์เจนตินาในปี 1982 ไม่กี่เดือนก่อนหน้าที่รัฐบาลทหารจะพังพาบลง อันเป็นผลพวงจากการปราชัยในสงครามหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ โซซาเป็นคนที่นิยมแนวคิดมาร์กซิสต์มาตลอดชีวิต เธออุทิศตัวในการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของผู้ด้อยโอกาสในสังคม ทั้งเด็ก สตรี ผู้ยากไร้ และชนพื้นเมืองที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนผิวขาว โซซาเลือกข้างทางการเมืองอย่างชัดเจน เธอต่อต้านรัฐบาลของ อดีตประธานาธิบดี คาร์ลอส เมเนม ซึ่งปกครองอาร์เจนตินาในช่วงปี 1989-1999 และสนับสนุน อดีตประธานาธิบดี เนสเตอร์ เคริชเนอร์ ซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งในปี 2003 รวมทั้งภรรยาของเขาคือ คริสตินา เฟอร์นานเดซ เด เคริชเนอร์ จนชนะการเลือกตั้งในปี 2007 และเป็นประธานาธิบดีคนปัจจุบัน

 เมอร์ซีเดส โซซา ได้รับรางวัลลาตินแกรมมี 3 ครั้ง ในปี 2000, 2003 และ 2006 และในปี 2009 นี้ เธอก็ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลาตินแกรมมี ถึง 2 รางวัล คือ อัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปี และอัลบั้มโฟล์กซองยอดเยี่ยม

 อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2009  เมอร์ซีเดส โซซา ในวัย 74 ปี ก็อำลาโลกไป ด้วยอาการไตวาย หลังจากป่วยกระเสาะกระแสะมาเป็นเวลาหลายปี เหลือไว้เพียงความอาลัยและความทรงจำของชาวอาร์เจนตินา ที่มีต่อผู้เป็น “เสียงของผู้ไม่มีปากเสียง” ตลอดไป

 หมายเหตุ : ขออภัยในความคลาดเคลื่อนของชื่อข้าวพันธุ์ใหม่ของสหรัฐ ที่ใน 2 ตอนที่แล้วในคอลัมน์นี้ เรียกว่า “แจ๊ซแมน” ที่ถูกต้องคือ “แจ๊ซเมน” (Jazzmen) พร้อมกันนี้ผมขอขอบคุณ คุณณัฎฐ ที่ท้วงติงมาครับ