ข่าว

พท.จี้ป.ป.ช.สอบอภิสิทธิ์รับแหวนยายเหนง

พท.จี้ป.ป.ช.สอบอภิสิทธิ์รับแหวนยายเหนง

11 ต.ค. 2552

“โฆษกเพื่อไทย ” “พท.”แขวะ“นายกฯ”ถลุงงบรัฐสร้างภาพเดินสายหาเสียงพื้นที่อีสาน ท้าข้องใจให้ฟ้องศาล ระบุมีหลักฐานชัดเจน ที่จะให้เป็นหลักฐานในศาล ย้ำคนใกล้ชิดนายกฯ อักษรย่อ “ ส. และ ว.” บีบใช้งบสำรองจ่ายอบจ.อำนาจเจริญ 1.4 ล. เกณฑ์ชาวบ้าน - อสม.หมู่ละ 15 คน ห

 (11ต.ค.)   ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา 10.30 น. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปราชการที่ จ.อุบลราชธานี จ.อำนาจเจริญ และจ.ยโสธร ว่า การเดินทางไปจ.อุบลราชธานี ของนายอภิสิทธิ์ เพื่อนำเงิน 4.9 ล้านบาท ไปให้ยายใฮ ขันจันทา แต่กลับใช้งบจากเงินภาษีเกือบ 100 ล้านบาท ในการจัดกำลังตำรวจ และทหาร ฝ่ายปกครองเกือบ 10,000 นายไปอารักขาดูแลความปลอดภัยนายอภิสิทธิ์ ซึ่งทางตลาดเรียกว่าขาดทุน ซึ่งยังไม่รวมถึงการที่ข้าราชการเกณฑ์ชาวบ้านไปต้อนรับที่เป็นการทำดีเอาหน้า ทั้งที่การมอบเงินให้ยายใฮ นายอภิสิทธิ์สามารถซื้อตั๋วเครื่องบินให้ยายใฮมารับเงินทำเนียบรัฐบาลจะเป็นการประหยัดงบประมาณกว่า ส่วนงบเงินภาษีในการหาเสียงในความเหมาะสมการบริหารราชการแผ่นดินควรมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้มอบให้

 “เวลานี้ประเทศกำลังเป็นหนี้มหาศาล คนเป็นนายก ฯ จบมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด คิดยังไม่ได้ จึงไม่แปลกใจว่าบริหารมา 9 เดือนผลงานยังไม่ ไปถึงไหนมีแต่กู้กับขึ้นภาษี สร้างแต่หนี้มหาศาล บริหารไม่เป็นทุกโครงการมีแต่ข่าวทุจริตคอรัปชั่น เมื่อหาเงินเข้าประเทศไม่เป็นแล้ว ก็ควรจะต้องประหยัดงบประมาณแผ่นดิน อย่าใช้วิธีทำดีเอาหน้า ใช้งบสร้างภาพหาเสียง แบบคุณหนูมือเติบ โดยไม่คิดถึงความยากลำบากของท้องถิ่น และประชาชนในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ” โฆษกเพื่อไทยกล่าวและว่า

 นอกจากนี้การที่นายอภิสิทธิ์ เดินทางไป 3 จังหวัดอีสานโดยนั่งเฮลิคอปเตอร์ ข้ามหัวชาวบ้าน แถมตั้งด่านสกัดประชาชน จนรถติดเป็นกิโลเมตรสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ซึ่งแทนที่นายอภิสิทธิ์จะลงพื้นที่สัมผัสประชาชนชาวอีสานอย่างใกล้ชิดเพื่อรับฟังปัญหาอย่างทั่วถึง แต่การตั้งด่านสกัดมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร มาอารักขา จำนวนมาก กลับเป็นการปิดกั้น และสร้างภาพแบบผักชีโรยหน้าผ่านสื่อ และเป็นการดูถูกประชาชนชาวอีสาน
 
 ถ้าหากนายอภิสิทธิ์ กลัวประชาชนแล้วไปทำไมให้เปลืองงบประมาณแผ่นดิน ดังนั้นเชื่อว่าจุดประสงค์หลักที่นายอภิสิทธิ์เดินทางไปอีสาน 3 จังหวัดนั้นน่าจะเป็นการสร้างภาพ และหาเสียงให้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่จ.อุบลราชธานี อำนาจเจริญ และยโสธร โดยใช้งบประมาณของรัฐ มากกว่าที่จะตั้งใจไปดูแลทุกข์ของประชาชนโดยอ้างเรื่องการมอบเงินให้ยายไฮและตรวจงานโครงการไทยเข้มแข็ง

 นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า ในการเดินทางลงพื้นที่อีสานของนายอภิสิทธิ์ นอกจากสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนแล้ว พรรคเพื่อไทยยังมีข้อมูล หลักฐานที่ข้าราชการองค์กรส่วนปกครองท้องถิ่น (อปท.) จ.อำนาจเจริญ ร้องเรียนว่ามีการใช้งบสำรองจ่ายขององค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) อำนาจเจริญ จำนวน 1.4 ล้านบาท ที่เกณฑ์ประชาชน และอาสาสมัครหมู่บ้าน ( อสม.) หมู่บ้านละ 15 คน ค่าจ้างหัวละ 100 บาท และค่ารถอีก 500 บาท โดยเรื่องดังกล่าวมีนักการเมืองใหญ่ฝ่ายรัฐบาลที่เป็นคนใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์ ชื่อย่อ ส. และ ว. บีบผู้ว่าราชการจังหวัด และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ( อปท.) ให้จัดคน จัดฉากมาต้อนรับ สร้างภาพ ขณะที่การกระทำดังกล่าวน่าจะเป็นการทุจริตผิดกฎหมายใช้งบท้องถิ่นหาเสียง

 “ ผมขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์หยุดใช้งบรัฐ งบท้องถิ่นเกณฑ์คนสร้างภาพ หาเสียง ทำความเดือดร้อนให้ท้องถิ่น ข้าราชการ รวมทั้งประชาชน และให้นายอภิสิทธิ์ สอบสวนนักการเมืองใกล้ชิด ส. กับ ว. ที่ใช้อำนาจอะไร ไปบีบผู้ว่า ฯ และ อปท. ในจังหวัด ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่นักการเมืองทำผิด รธน.มาตรา 266 ในการแทรกแซงราชการ ดังนั้นนายอภิสิทธิ์น่าจะทบทวนการบริหารเสียใหม่ ” โฆษกเพื่อไทยกล่าว และว่า เรื่องนี้หากนายอภิสิทธิ์ จะยื่นฟ้อง ตนท้าให้ฟ้องเลยจะได้นำหลักฐานไปแฉในศาล ซึ่งตนยืนยันว่ามีการเกณฑ์ประชาชนไปต้อนรับจริง โดยพรรคเพื่อไทยมีหนังสือ หลักฐาน และคณะทำงานที่ติดตามการลงพื้นที่นายอภิสิทธิ์ รับทราบข้อมูลจากข้าราชการว่าถูกบีบบังคับให้เกณฑ์ประชาชนและใช้งบสำรองจ่าย

นายพร้อมพงศ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายกรัฐมนตรีรับมอบแหวนทองคำน้ำหนัก 1 สลึงจากยายเหนงว่า เป็นการท้าทายอำนาจคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะราคาทองประมาณสลึงละ 4,000 บาท ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดให้นักการเมืองรับของได้ไม่เกิน 3,000 บาท  แต่พรรคจะยังไม่ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ (ป.ป.ช.) สอบสวนเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม หาก ป.ป.ช.ไม่ดำเนินการกับนายกรัฐมนตรี ป.ป.ช.ก็ต้องลาออก พร้อมกันนี้ยังเสนอให้นายกรัฐมนตรีปรับ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งด้วย เนื่องจากนายสาทิตย์ เป็นคนดูแลและกำหนดเรื่องการเดินทางของนายกรัฐมนตรี