ข่าว

"ไก่อู"ปัดละเลงงบฯ7ล้านผุดสติกเกอร์ไลน์สำนักนายกฯ

"ไก่อู"ปัดละเลงงบฯ7ล้านผุดสติกเกอร์ไลน์สำนักนายกฯ

13 เม.ย. 2561

"ไก่อู"ยันไม่เกี่ยวตั้งโครงการสติกเกอร์ไลน์สำนักนายกฯ​ "มีชัย" เผยแผนปฏิรูปตร.ชุดบุญสร้างไม่ตรงรธน. จ่อรื้อใหม่ "นิพิฏฐ์"ลั่นคนปชป.ต้องสู้แรงดูดพรรคทหาร

      เมื่อวันที่ 12 เมษายน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าสำนักโฆษก สำนักนายกรัฐมนตรี เตรียมสร้างออฟฟิศเชียลไลน์ และสติกเกอร์ไลน์ โดยใช้งบประมาณ 7 ล้านบาท ว่าโครงการดังกล่าวไม่ใช่โครงการของตน เพราะเป็นเพียงข้าราชการการเมืองของสำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณได้ ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นโครงการของผู้อำนวยการสำนักโฆษกฯ ที่มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว ถือเป็นเรื่องของข้าราชการประจำคงต้องไปถามรายละเอียดจากสำนักโฆษกฯ ไม่รู้รายละเอียดจริงๆ เป็นเพียงทางผ่านเท่านั้น เพราะผู้อำนวยการสำนักโฆษกฯ เสนอเรื่องต่อเลขาธิการนายกฯ ซึ่งหน้าที่ที่สำนักโฆษกฯ คือการให้ข้อมูลชี้แจงการทำงานของรัฐบาลและให้นโยบายสนับสนุนรัฐบาลเพียงเท่านั้น แต่ถ้าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องบประมาณจะเป็นในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ที่ไปทำหน้าที่รักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เท่านั้น ส่วนที่โจมตีในโซเชียลมีเดียถึงเรื่องดังกล่าวนั้น ก็ไม่เป็นไร ต่อจากนี้ประชาชนจะทราบข้อเท็จจริงและที่พูดมาทั้งหมดไม่ใช่เป็นการปัดเรื่องให้พ้นตัว แต่ไม่ทราบรายละเอียดจริงๆ

"ไก่อู"ปัดละเลงงบฯ7ล้านผุดสติกเกอร์ไลน์สำนักนายกฯ

ผอ.สำนักโฆษกฯ” แจงยังไม่เคาะ

     นางนัทรียา ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) กล่าวชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวว่าสำนักโฆษก สำนักนายกรัฐมนตรี เตรียมสร้างออฟฟิศเชียลไลน์ และสติกเกอร์ไลน์ งบประมาณ 7 ล้านบาท ว่า 1.การจัดจ้างดังกล่าวเป็นหนึ่งในแผนการดำเนินงานประจำปีของสำนักโฆษกฯ ซึ่งมีภารกิจเผยแพร่นโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาล ซึ่งเป็นการดำเนินการตามแผนการปฏิบัติราชการโดยไม่ได้เป็นข้อริเริ่มของฝ่ายการเมืองตามที่นำไปพาดพิงกันแต่อย่างใด 2.ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่สื่อสารข้อมูลในชีวิตประจำวันถึงกันด้วยแอพพลิเคชั่นไลน์ ดังนั้นสำนักโฆษกฯ จึงมีความประสงค์จะเพิ่มช่องทางการสื่อสารไปยังประชาชนเพื่อให้สอดคล้องกลุ่มเป้าหมาย โดยแม้จะเปลี่ยนรัฐบาลแต่ช่องทางไลน์นี้ยังคงเป็นเครื่องมือสื่อสารสำหรับรัฐบาลต่อไป

เผยเพื่อประชาสัมพันธ์งานรัฐบาล

     นางนัทรียา กล่าวต่อว่า 3.วัตถุประสงค์ของการใช้เครื่องมือดังกล่าว คือ การสร้างการรับรู้นโยบายสำคัญ หรือการอธิบายข้อมูลที่สังคมเกิดความสับสนหรือเข้าใจผิด เพื่อลดความตื่นตระหนก 4. แหล่งที่มาของราคากลางจำนวน 7,029,900 บาท ใช้ราคาตลาด โดยสืบราคาจากบริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นราคามาตรฐานที่ให้บริการแก่หน่วยงานอื่นของรัฐและรัฐวิสาหกิจ 5. สลน.ได้ประกาศราคากลางทางเว็บไซต์และประกาศทางเว็บไซต์ของกรมบัญชีกลางเช่นเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ และ 7. สำหรับการจัดทำสติกเกอร์ไลน์นั้นยังอยู่ในขั้นตอนการกำหนดแนวคิด ยังไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะการสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลแก่ประชาชนซึ่งมักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ทันสมัย ล่าช้า และไม่ตอบโจทย์สังคม และทุกขั้นตอนมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้

"ไก่อู"ปัดละเลงงบฯ7ล้านผุดสติกเกอร์ไลน์สำนักนายกฯ

มีชัยจ่อโละปฏิรูปตำรวจผิดรธน.

    วันเดียวกัน นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ กล่าวถึงแผนปฏิรูปตำรวจของคณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) ที่มีพล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธาน ได้ทำแผนปฏิรูปดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้หรือไม่ ว่ายังไม่เห็น แต่ได้ยินเขาบอกว่า “ยังไม่ใช่” จึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาใหม่ เพื่อพิจารณาอีกครั้ง โดยจะประชุมนัดแรกหลังสงกรานต์ในช่วงเย็นและจะใช้สถานที่การประชุมคือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

    เมื่อถามว่าคณะกรรมการชุดที่ตั้งขึ้นมาใหม่สามารถปรับเปลี่ยนเนื้อหาในแผนปฏิรูปชุดของพล.อ.บุญสร้าง ได้หรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า ทำได้และไม่จำเป็นต้องยึดแผนปฏิรูปดังกล่าวเพราะสามารถพูดคุยกันได้หากสิ่งที่ทำมาเป็นเรื่องดี

ติงปฏิรูปยังเกรงใจตำรวจอยู่

     “ชุดปฏิรูปตำรวจที่ผ่านมาพบว่ายังมีความเกรงใจตำรวจอยู่ จึงจะต้องปรับแก้ไขใหม่และมั่นใจว่าคณะกรรมการชุดของผมจะพิจารณาจากแก่นปัญหาอย่างแท้จริง โดยไม่เกรงใจใครและจะยึดรัฐธรรมนูญเป็นหลัก เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ความสำคัญในการปฏิรูป 2 เรื่องคือการศึกษาและตำรวจ” นายมีชัย กล่าว

     เมื่อถามว่าตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ปฏิรูปตำรวจภายใน 1 ปี หากพ้นระยะเวลาดังกล่าว การแต่งตั้งโยกย้ายต้องยึดหลักอาวุโส ซึ่งขณะนี้ครบ 1 ปีแล้ว ดังนั้นต้องใช้ระบบอาวุโสหรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่าใช่ ถือว่าเข้าเกณฑ์เรียบร้อยแล้ว หากการแต่งตั้งไม่ใช่เกณฑ์นี้ สามารถฟ้องร้องได้เลย ทั้งนี้คาดว่ากฎหมายปฏิรูปตำรวจที่จะทำไม่ทันการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจในเดือนตุลาคมนี้ ฉะนั้นหลักการแต่งตั้งตำรวจจะต้องยึดลำดับอาวุโสตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

"ไก่อู"ปัดละเลงงบฯ7ล้านผุดสติกเกอร์ไลน์สำนักนายกฯ

ชี้“สมคิด”อาจตั้งวงคุย“บิ๊กตู่”

     วันเดียวกัน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีท่าทีไม่ปฏิเสธการเล่นการเมือง ว่า ไม่ทราบและไม่มีความเห็นในเรื่องดังกล่าว ส่วนพล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่าทราบถึงการพูดคุยกันถึงการตั้งพรรคนั้น ไม่ทราบและไม่ได้อยู่ในวงดังกล่าว แต่เวลานั่งคุยกับพล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่เคยพูดเรื่องนี้อาจจะคุยกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หรือใครหรือไม่นั้นไม่ทราบ

เมื่อถามว่าถ้า พล.อ.ประยุทธ์ เล่นการเมืองพร้อมจะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่หรือไม่ พล.อ.ฉัตรชัย ตอบว่า เป็นเพื่อนท่านและทำงานร่วมกันมานานพร้อมสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์เต็มที่ แต่การสนับสนุนทำได้หลายรูปแบบ ส่วนเห็นด้วยกับการมีพรรคการเมืองสานต่อนโยบายของรัฐบาลหรือไม่นั้น คิดว่าการวางแนวทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเป็นแนวทางที่ถูกต้องใครจะมาเป็นรัฐบาลต่อไปถ้าทำต่อจะดี และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

 

"ไก่อู"ปัดละเลงงบฯ7ล้านผุดสติกเกอร์ไลน์สำนักนายกฯ

“มาร์ค”ไม่มีปัญหาคนแทน “สกลธี”

     วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายสกลธี ภัททิยกุล อดีตส.ส.กรุงเทพฯ ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ไปเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่า นายสกลธีมาพบเมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปด้วยดี โดยนายสกลธีเล่าให้ฟังว่าได้รับการทาบทามจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้ไปทำงานเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งนายสกลธีตัดสินใจว่าอยากจะไป ก็เป็นสิทธิของเขาที่เลือกแล้ว และเป็นเส้นทางที่เขาได้เลือก ขณะที่ตนบอกว่าเมื่อเป็นอย่างนี้เขาคงจะต้องลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งการที่ลาออกนี้เพื่อจะได้ให้ทำงานอยู่ตรงนั้นมีความเป็นกลาง ส่วนต่อไปวันข้างหน้าเขาจะไปอยู่พรรคไหน อย่างไรนั้น เป็นสิทธิของเขา ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ต้องเดินหน้าหาผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.ลงเขตหลักสี่แทนนายสกลธี คงไม่มีปัญหาอะไร

“บอกชัดแล้วมีพรรคหนุนบิ๊กตู่”

     นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯรับว่าให้คนใกล้ชิดตั้งพรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. เป็นนายกฯ ต่อว่า ชัดเจนแล้ว เพราะจะมีการจัดตั้งพรรคขึ้น โดยมีคนในรัฐบาลนี้เป็นกำลังสำคัญของพรรคนี้ ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ส่วนนายกฯ จะรับตำแหน่งหรือไม่ คงไม่ใช่เรื่องหลัก แต่น่าจะเป็นเรื่องของการจะยอมรับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ หรือไม่มากกว่าที่เป็นจุดสำคัญ ส่วนตัวดูว่านายกฯ คงไม่ค่อยอยากที่จะต้องมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของการบริหารจัดการ เพราะมีภาระมากอยู่แล้ว ทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรี ทั้งในฐานะหัวหน้า คสช. ทั้งนี้ อาจมีการประเมินถึงเส้นทางการขึ้นเป็นนายกฯ หลังการเลือกตั้ง มี 2 วิธี ที่เรียกว่า คนนอก แบบไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเลย อีกแบบคือ เป็นเรื่องของการให้พรรคการเมืองเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ แล้วก็ตอบรับเป็น 1 ใน 3 ถึงแม้จะเป็นชื่อเดียวของบัญชีของพรรคนั้น

     “ตอนนี้มีการประเมินกันว่า แนวทางคือ เขาคงต้องเปิดทางเลือกไว้ทั้ง 2 ทาง แต่ความยากง่ายของแต่ละเส้นทางก็ต่างกัน เส้นทางคนนอกความยากคือ จะต้องมีมติของรัฐสภา ที่ยกเว้นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในเรื่องการเลือกคนจากบัญชี พูดง่ายๆ คือต้องมีการเสนอญัตติให้ไปเอาคนนอก แล้วมตินี้รัฐธรรมนูญเขียนว่า จะต้องได้เสียง 500 เสียง จาก 750 ฉะนั้นถึงแม้ว่าจะมีส.ว. 250 ที่หลายคนคาดการณ์ว่าพร้อมที่จะสนับสนุน ก็ยังต้องไปหา ส.ส.อีก 250 เสียงในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็ไม่ง่าย นับเป็นครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร หนทางนี้ก็อาจจะขาดความมั่นใจว่า ถ้ามาหนทางนี้จะติดขัดเงื่อนไขนี้ จึงลองดูพรรคการเมืองเสนอชื่อ อย่างนี้มันง่ายกว่า เพราะว่าในการลงมติ ถ้าได้ 375 เสียง ก็สามารถที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้เลย ซึ่งถ้าเกิดเอา 250 ของส.ว. คำนวณว่าอยู่ตรงนี้อยู่แล้ว ก็คือต้องการ ส.ส.อีก 125 คน อาจจะเป็นช่องทางที่ง่ายกว่า แต่ในช่องทางนี้ ก็มีความเสี่ยงในตัวของมันเอง เพราะว่าการตอบรับที่จะมาอยู่ในบัญชีของพรรคการเมือง ไม่เป็นคนนอกแล้ว แต่คราวนี้ก็เลยไม่เป็นคนกลางเหมือนกัน เพราะว่าก็คืออยู่ในสนามการเลือกตั้ง แล้วก็เงื่อนไขที่สำคัญคือ พรรคที่เสนอชื่อ ซึ่งทำได้พรรคเดียว ก็จะต้องได้ส.ส.อย่างน้อย 25 คน ผมจึงไม่ทราบว่าเขาจะประเมินว่า มันยากง่า

จุติอวยพรให้โชคดี-ชี้เป็นคนไฟแรง

    ด้านนายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่จะมีคนหนุ่มไฟแรง มีความสามารถและรู้ปัญหาของชาวกทม.เพราะเคยทำหน้าที่ส.ส.กทม.มาก่อน เข้าไปช่วย พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. แก้ไขปัญหา ให้ทำงานในเวลาที่เหลืออยู่เป็นผลสำเร็จ ให้ชาวกทม.มีความสุขที่สุด มั่นใจว่านายสกลธีทำหน้าที่นี้ได้ดี ใครคิดอยากทำงานเพื่อประเทศก็ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ สร้างประเทศไทยให้เป็นสังคมที่น่าอยู่ เป็นสังคมที่มีความสุข มีความเท่าเทียม มีความเป็นธรรมและเอื้ออารีต่อกัน

“นิพิฏฐ์” ชี้ต้องสู้แรงดูดพรรคทหาร

     นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กล่าวถึงกรณีนายสกลธี ภัททิยกุล อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำกลุ่มกปปส. ได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไปรับตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. ว่าก็ขออวยพร ไม่ได้ว่าอะไรเขาก็พูดตามเนื้อข่าวเพียงว่า ผู้ใหญ่ทาบทามผ่านผู้ว่าฯ กทม. ให้ไปรับตำแหน่ง จึงไม่รู้ว่าทาบทามตอนไหน จะใช่ตอนที่ไปพบนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หรือเปล่าไม่รู้จริงๆ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังเป็นส่วนน้อยที่คนของพรรคถูกพรรคอื่นดึงไป ซึ่งก่อนเลือกตั้งทุกครั้งก็มีทั้งคนไหลเข้า ไหลออก โดยตอนนี้มีไหลเข้ามากกว่าไหลออกด้วยซ้ำ เพียงแต่เวลามีคนเข้ามาเสียงไม่ดัง เรามีคนหนุ่มเข้ามาเยอะมาก และเมื่อถึงเวลาเราต้องรวบรวมเชิญคนหนุ่มที่เข้ามาร่วมกับพรรค มาเปิดตัวให้คนได้รู้ว่า เรามีคนเดินเข้ามากกว่าคนเดินออก

    เมื่อถามถึงกรณีกระแสข่าวพรรคหนุนพล.อ.ประยุทธ์ นายกฯทยอยทาบทามคนของแต่ละพรรคการเมืองไปร่วม นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ถามว่าทำได้ไหม เขาทำได้ อยู่ที่คนดึงไป เขาไม่สนใจวิธีการหรอก ว่าจะดึงอย่างไร ก็เรื่องของเขา ถ้าคนของเรามีความหนักแน่นก็ไม่กังวลอะไร อยู่ที่ความหนักแน่นของคนของเรามากกว่า ส่วนกรณีนายสกลธีจะเป็นตัวอย่างหนึ่งให้คนอื่นๆ ตามไปหรือไม่ คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่มีข้อสังเกตคือนายสกลธี ลาออกจากสมาชิกพรรคไปเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. ทั้งที่ความจริงไม่ต้องลาออกจากสมาชิกพรรคก็ได้ เนื่องจากไม่มีข้อห้ามว่าไปเป็นรองผู้ว่าฯ ต้องลาออกจากสมาชิกพรรค แต่พอลาออกทำให้เราวิเคราะห์กันต่อว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่านายสกลธีจะไปอยู่พรรคไหนต่อหรือไม่ซึ่งเป็นเรื่องของเขา แต่ในฐานะคนที่เคยร่วมต่อสู้กันมาก็ใจหาย เราสูญเสียสมาชิกพรรคไปอีกคนหนึ่งทั้งที่เราพยายามรักษาสมาชิกมาตลอด

ส่ง“อดีตส.ส”เคาะประตูบ้าน

     นายนิพิฏฐ์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สมาชิกพรรคยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคและจ่ายค่าสมาชิกพรรคคนละ 100 บาท ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 เมษายนนี้ ว่าได้พูดกับอดีตส.ส.พรรคว่าขอให้อดีตส.ส.ของพรรคในทุกจังหวัดลงพื้นที่ด้วยตัวเองเพื่อทำความเข้าใจกับชาวบ้านในเรื่องการจ่ายค่าสมาชิกพรรค อย่าให้แกนนำหรือตัวแทนลงไปเอง เพราะเราอยากให้ส.ส.เห็นปัญหาของชาวบ้าน ทำความเข้าใจต่อชาวบ้านอย่างใกล้ชิด

     “เราถือเป็นหนี้บุญคุณชาวบ้าน เขามาเป็นสมาชิกพรรคเรา มายืนยันตัวตนวันนี้กลับตาลปัตรยังต้องเสียเงินให้เราหนักเข้าไปอีก จึงอยากให้อดีตส.ส.ทุกคนของพรรคไปช่วยกัน เพราะอย่างในเขตภาคใต้ของผม เรื่องการยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคบางเขตยังไม่ถึง 100 คนเลย ผมว่า 500 คนต่อเขตยังยากเลย ซึ่งในภาคใต้ก็พยายามเร่งอยู่อยากให้ได้ 500 คน จึงต้องเดินไปเคาะประตูบ้านทุกหลังเพื่อทำความเข้าใจเอง เพราะเวลาก็กระชั้นชิดเข้ามาทุกทีแล้ว” นายนิพิฏฐ์ กล่าว

"ไก่อู"ปัดละเลงงบฯ7ล้านผุดสติกเกอร์ไลน์สำนักนายกฯ

“ไพบูลย์”ยื่นจดพรรคปลายเดือนนี้

     ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และผู้ก่อตั้ง “พรรคประชาชนปฏิรูป” เปิดเผยว่า หลังจากพรรคประชาชนปฏิรูป ได้จัดประชุมเลือกว่าหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค คำประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคไปเมื่อวันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา ขณะนี้ก็อยู่ระหว่างเตรียมเอกสารต่างๆ ให้ครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุดก่อนที่จะไปยื่นคำขอจดแจ้งจัดตั้งพรรคที่กกต. ในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ ทั้งนี้พรรคประชาชนปฏิรูปมีแนวทางชัดเจนว่าจะเป็นเครื่องมือของประชาชน เป็นพรรคที่เป็นองค์กรสาธารณะระดับชาติ ช่วยเหลือประชาชนเพิ่มอำนาจให้ประชาชน โดยให้มีสภาประชาชนปฏิรูปประจำจังหวัดทุกจังหวัด

พรรคประชาชาติพร้อมหาสมาชิก

    ส่วนนายสุรพล นาควานิช ผู้ยื่นคำขอจดจัดตั้งพรรคประชาชาติ เปิดเผยว่า หลังจากพรรคประชาชาติได้รับหนังสือรับแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง (แบบพ.ก.7/2) จากนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว ก็ได้แจ้งให้พรรคพวกที่ช่วยกันยื่นคำขอได้รับทราบซึ่งทุกคนก็แสดงความดีใจ เพราะจะได้ร่วมกันจัดตั้งพรรคและทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ โดยหลังจากนี้ก็จะเตรียมดำเนินการรวบรวมจัดหาสมาชิกพรรคตามขั้นตอนต่อไป ส่วนการนัดประชุมเพื่อเลือกหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค คำประกาศอุดมการณ์ทางการเมือง เข้าใจว่าน่าจะเป็นช่วงประมาณเดือนมิถุนายน เพราะอยากให้ทุกอย่างเรียบร้อยและมีความพร้อมเสียก่อน

     นายสุรพลกล่าวต่อว่า จุดเด่นของพรรคประชาชาติ คิดว่าเจตนารมณ์ของพรรคเรานั้นคือต้องการให้ชนทุกหมู่เหล่า ทุกเชื้อชาติ ทุกชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะแตกต่างเรื่องภาษา ศาสนา วัฒนธรรม มาร่วมมือกัน เพราะจุดร่วมคือการเข้ามาเป็นพลเมืองของประเทศในระบอบประชาธิปไตย แต่พลังการเมืองในตอนนี้จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนหรือสื่อ

     "แม้พรรคเราจะเป็นพรรคใหม่ แต่เราไม่เคยคิดว่าจะไปต่อสู้กับใครเลย เราคิดแต่ว่าเรามีจิตสำนึกทางการเมือง ต้องการมีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นความสุขที่เราได้แสดงออก เมื่อการเมืองเปิดโอกาสและให้เสรีภาพแก่เรา ก็เป็นความสุข ไม่คิดจะไปต่อสู้หรือทะเลาะกับใคร เราไม่ใส่ร้ายใคร ดังนั้นจึงไม่วิตกกังวลแต่อย่างใด” นายสุรพล กล่าว

กกต.เตรียมการจัดตั้งพรรคใหม่

     ด้านพ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณารับรองคำขอจดจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ของกลุ่มการเมืองต่างๆ ว่าขณะนี้สำนักงานกกต.อยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสารและคุณสมบัติของกลุ่มการเมืองที่ยื่นคำขอเข้ามา เบื้องต้นมีจำนวน 15 พรรคการเมือง ที่ตนได้ลงนามและออกหนังสือรับแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง (แบบพ.ก.7/2) ประกอบด้วย พรรคพลังชาติไทย พรรคเครือข่ายประชาชนไทย พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคกรีน พรรคประชานิยม พรรคพลังสยาม พรรคพลังธรรมใหม่ พรรคประชาชนปฏิรูป พรรคสังคมประชาธิปไตยประชาชน พรรคประชาชาติ พรรคพลังพลเมืองไทย พรรคประชาภิวัฒน์ พรรคพลังประชารัฐ และพรรคภาคีเครือข่ายไทย ทั้งนี้เข้าใจหลังเทศกาลสงกรานต์จะมีอีกหลายพรรคที่จะได้รับหนังสือรับแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือ ง(แบบพ.ก.7/2) ส่วนที่มีบางกลุ่มการเมืองออกมาเรียกร้องให้เร่งดำเนินการออกใบแบบพ.ก.7/2 นั้น ขอชี้แจงว่า กกต.พยายามเร่งดำเนินการตรวจสอบอยู่ เพียงแต่ว่าข้อมูลบางอย่างจำเป็นต้องรอการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย แต่ก็ยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการให้เสร็จโดยเร็ว

    พ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าวต่อว่า ส่วนการขออนุญาตคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ของพรรคการเมืองนั้น ขณะนี้กกต.ได้ส่งหนังสือไปให้คสช.พิจารณาแล้วจำนวน 30 กลุ่ม และได้รับอนุญาตจำนวน 9 กลุ่ม อย่างไรก็ตามอยากเน้นย้ำให้กลุ่มการเมืองที่จะยื่นเอกสารขออนุญาตคสช. ระบุข้อมูลต่างๆ ให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นวัน เวลา และสถานที่จัดประชุม โดยเฉพาะสถานที่จัดประชุมซึ่งมีความสำคัญ

พท.ปูดท้องถิ่นพ้นพักงานต้องช่วยรัฐ

     วันเดียวกัน นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นกรณีการย้ายปลัดกระทรวงการคลัง และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่ารู้สึกไม่สบายใจที่มีการย้ายข้าราชการระดับสูงในตำแหน่งสำคัญนอกฤดูกาลโยกย้าย สุ่มเสี่ยงทำลายระบบคุณธรรม ส่งผลให้ข้าราชการขาดขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจไม่ชอบด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน และขาดหลักธรรมาภิบาลหรือไม่

     นายชวลิต กล่าวอีกว่า มีข้อสังเกตต่อการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้อยู่ 3 ประการ ดังนี้ 1.ผู้ที่ถูกย้ายทั้งสองท่าน ถูกลดระดับหรือลดเกรดของงานที่รับผิดชอบ 2.เป็นการแต่งตั้งโยกย้ายนอกฤดูกาล ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ถูกแต่งตั้งถูกสอบสวนว่ากระทำผิดใดๆ ในหน้าที่ราชการ 3.เป็นการแต่งตั้งข้ามห้วย ข้ามหน่วยที่ไปปิดกั้นความเจริญก้าวหน้าของข้าราชการในหน่วยนั้นๆ จนขาดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

     นายชวลิตกล่าวอีกว่า การรัฐประหารครั้งนี้นอกจากทำลายระบบการเมืองให้อ่อนแอ ยังทำลายระบบคุณธรรมในการแต่งตั้งข้าราชการ ดังนี้มีการย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดหลายคนไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สุดท้ายก็ไม่ปรากฏความผิดไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ จนเกษียณอายุราชการไป มีการพักงานนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหลายจังหวัดเป็นเวลานานนับปี ยังไม่มีวี่แววว่าผลการสอบสวนจะเป็นประการใด มีแต่เสียงร่ำลือว่าต้องช่วยฝั่งรัฐบาลถึงจะหลุดจากข้อกล่าวหาที่ถูกพักงาน

ชี้ออกหมายจับอดีตส.ส.ไม่กระทบ

     วันเดียวกัน พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีกระแสข่าวว่าศาลออกหมายจับนายนวัธ เตาะเจริญสุข อดีตส.ส.ขอนแก่น พรรคพท. ในคดีจ้างวานฆ่านายสุชาติ โคตรทุม อดีตปลัดอบจ.ขอนแก่น ว่ายังไม่ทราบรายละเอียดเรื่องนี้ คิดว่าคงอยู่ระหว่างขั้นตอนในชั้นของอัยการดำเนินการ แต่หากศาลออกหมายจับตามที่เป็นข่าวอาจเป็นไปได้ผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบข้อกล่าวหาหรือหลีกเลี่ยงการมาพบเจ้าหน้าที่ตามกำหนดหรือไม่ ซึ่งต้องว่าไปตามขั้นตอนกฎหมาย ขณะนี้ยังถือว่านายธวัช เป็นสมาชิกของพรรคอยู่ เพราะจะขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคต่อเมื่อต้องให้ศาลมีคำพิพากษาก่อน

     พล.ต.ท.วิโรจน์ กล่าวว่า เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวไม่น่าส่งผลต่อพรรคในการหาสมาชิก เนื่องจากกติกาในปัจจุบันใช้ระบบไพรมารีโหวต ซึ่งพรรคไม่ได้เป็นผู้กำหนดตัวผู้สมัคร แต่การพิจารณาส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นผู้สมัครจะต้องไปดำเนินการที่สาขาพรรคในจังหวัดนั้นๆและให้สมาชิกพิจารณาคัดเลือก ดังนั้นคนที่จะสมัครจะต้องพิจารณาตัวเองว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมหรือมีความสุ่มเสี่ยงหรือไม่ อย่างไรก็ตามคดีดังกล่าวคงไม่ส่งผลกระทบต่อความนิยมของพรรค เพราะเชื่อว่าประชาชนในภาคอีสานแยกแยะเรื่องต่างๆ ได้ ที่สำคัญพรรคยังอุ่นใจว่าประชาชนภาคอีสานยังให้ความเชื่อถือในการทำงานของพรรคพท.อยู่

"ไก่อู"ปัดละเลงงบฯ7ล้านผุดสติกเกอร์ไลน์สำนักนายกฯ

“สุวพันธุ์”ยันคุมสถานการณ์การเมืองได้

     ด้านนายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประเมินสถานการทางการเมืองในขณะนี้ ว่า จากรายงานของหน่วยงานด้านความมั่นคงแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือกิจกรรมของพรรคการเมืองขณะนี้มีการดำเนินการตามที่กฎหมายเปิดช่องไว้ให้แล้ว ซึ่งบางส่วนเขากำลังทำอยู่ และบางส่วนอยู่ระหว่างการเรียกร้องขอให้ยกเลิกในบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะพิจารณาแต่ละเรื่อง ส่วนที่ 2 การเคลื่อนไหวที่มีการชุมนุมเรียกร้องของบางกลุ่มซึ่งช่วงนี้จะมีต่อเนื่อง มองว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในช่วงเวลาที่เป็นเรื่องการเลือกตั้งและงานการเมืองในอนาคต ซึ่งเป็นลักษณะที่เป็นธรรมชาติ โดยสิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงทำคือการติดตามเฝ้าดู การทำความเข้าใจ การยึดหลักกฎหมายและมีวิธีการปฏิบัติเพื่อให้เดินต่อไปได้

     ผู้สื่อข่าวถามว่ามีอะไรน่าเป็นห่วงที่จะทำให้การเมืองสะดุดหรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีหน้าที่ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปให้ได้ โดยจะดูไปตามช่วงของเวลาว่าเหตุการณ์สถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไร และยังมีหน้าที่ทำให้ไปถึงเป้าหมายหรือตามโรดแม็พกำหนด ส่วนที่ถามว่าแนวโน้มเหตุการณ์หรือสถานการณ์อาจมีความรุนแรงขึ้นหรือไม่นั้น เท่าที่ดูรายงานยังไม่มีสิ่งบอกเหตุที่จะไปถึงขั้นนั้น และฝ่ายความมั่นคงจะดูแลในช่วงเทศกาลสงกรานต์ให้เกิดความสงบเรียบร้อยราบรื่น รวมถึงดูแลความปลอดภัยของประชาชนในชั้นสูงสุด และหลังจากเทศกาลสงกรานต์คงจะได้ประเมินกันอีกครั้ง

เผยไม่มีสิ่งบอกเหตุร้ายใดๆ

    ส่วนกรณีที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งจะยกระดับการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยมีข้ออ้างครบ 4 ปีของการรัฐประหาร นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ซึ่งในภาพรวมมั่นใจว่าจะดูแลสถานการณ์ให้เกิดความสงบเรียบร้อยได้

    เมื่อถามต่อว่าประเมินกลุ่มเคลื่อนไหวจะเป็นคนกลุ่มเดิมหรือกลุ่มนิสิตนักศึกษา นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า คงต้องดูว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไร มีใครบ้าง จำนวนคนที่มาร่วมมีเท่าไหร่ ในฐานะอดีตผู้อำนวยสำนักข่าวกรองแห่งชาติ มองว่าวันนี้ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุที่จะก่อให้เกิดความผิดปกติหรือทำให้บ้านเมืองเดินต่อไปไม่ได้ ที่สำคัญรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อยและเดินไปตามโรดแม็พ ก็ต้องดูแลในเรื่องดังกล่าวอย่างดี จึงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

"ไก่อู"ปัดละเลงงบฯ7ล้านผุดสติกเกอร์ไลน์สำนักนายกฯ

กห.แจง “บิ๊กป้อม” ลาเช็กสุขภาพ

     ความคืบหน้าถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ บอกพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมตรีและรัฐบุรุษ ที่สอบถามถึงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่ไม่ได้มาร่วมรดน้ำขอพรวันสงกรานต์ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์เมื่อวันที่ 11 เมษษยน ว่า พล.อ.ประวิตรไม่สบายไปตรวจเช็กสุขภาพเป็นเส้นเลือดหัวใจต้องไปทำบายพาส ว่า พล.อ.ประวิตรลาไปทำภารกิจส่วนตัวที่ต่างประเทศ แต่ไม่ทราบว่าประเทศไหนและมีกำหนดเดินทางกลับวันที่ 15 เมษายน ซึ่งเข้าใจว่าเดินทางไปเช็กสุขภาพมากกว่า คงไม่ไปทำบายพาสเพราะพล.อ.ประวิตรเคยทำแล้ว ทั้งนี้เป็นการเดินทางไปพักผ่อนในตัว คงไม่น่ามีอะไรพิเศษ ซึ่งนายรัฐมนตรีก็รับทราบแล้ว

     พล.ท.คงชีพ กล่าวอีกว่า พล.อ.ประวิตร มีกำหนดเดินทางไปร่วมประชุมกับรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐในเรื่องการสานต่อความร่วมมือด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศ ไม่ว่าจะเรื่องความมั่นคงหรือด้านการทหาร ซึ่งเป็นการสานต่อหลังจากที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปสหรัฐที่ผ่านมา โดยจะเดินทางพร้อมคณะที่มีตัวแทนจากทุกเหล่าทัพและเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องไปด้วยระหว่างวันที่ 21-26 เมษายนนี้

(ข่าวหน้า1นสพ.คมชัดลึก)