
"ป๋าเปรม"รอวัน"บิ๊กตู่"พาชาติสู่ความสำเร็จ
'ป๋าเปรม'เปิดบ้านอวยพรปีใหม่ไทย พร้อมให้พรนายกฯ เพื่อนกันตลอดไป รอวันพาประเทศสู่ความเสร็จ ศาลรธน.รับคำร้องวินิจฉัยพ.ร.ป.ส.ส.-คำสั่งคสช.53/60 ขัดรธน.หรือไม่
เมื่อเวลา 09.00 น.เมื่อวันที่ 12 เมษายน ที่บ้านสีเสาเทเวศร์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เปิดบ้านพักรับรองให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกอบด้วย พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้ารดน้ำขอพรเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2561
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยเป็นวาระแห่งความสุข เป็นเทศกาลสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของไทย จึงถือเป็นวาระอันมิ่งมงคลที่คนไทยทุกคนจะกราบคารวะพ่อแม่ ผู้มีพระคุณ เพื่อกราบอวยพร และขอรับพรจากผู้ใหญ่ พวกเรามาวันนี้ในฐานะทั้งในนามของรัฐบาล เหล่าทัพ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสวนราชการ เพื่อมากราบอวยพรเนื่องในวันสงกรานต์ เพราะสิ่งที่พวกเราทำมาโดยตลอด คือยึดถือหลักการของท่านองคมนตรี ในการเกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน ซึ่งอยู่ในจิตใจของพวกเราเสมอมา ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต โดยจะถ่ายทอดต่อไปสู่คนรุ่นหลังด้วยว่าต้องยึดมั่นในหลักการเหล่านี้อย่างไม่เสื่อมคลาย
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สิ่งที่พวกเราเป็นห่วงในขณะนี้คือเรื่องสุขภาพร่างกายของพล.อ.เปรม เราทุกคนเป็นห่วงอยู่เสมอ ก็อยากให้แข็งแรงอยู่กับพวกเราไปนานเท่านาน วันนี้จึงมาขอกราบอวยพร ด้วยความห่วงใยและกราบขอบพระคุณที่ให้โอกาสพวกเราเข้ามาอวยพร ขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดลบันดาลให้พล.อ.เปรม มีแต่ความสุข ความเข้มแข็ง มีสุขภาพแข็งแรง ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาทุกประการ
ป๋าเปรมเชื่อนายกฯพาชาติสำเเร็จ
ภายหลังรดน้ำขอพร พล.อ.เปรม กล่าวอวยพรทุกคนว่า ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่กรุณามีเมตตานำผู้บริหารประเทศ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ มาอวยพรในวันสำคัญของประเทศไทย ขอชมเชยนายกรัฐมนตรีที่กรุณาดำรงความเป็นไทยในปีใหม่ไทยนี้ และมาให้พรซึ่งกันและกัน ถือเป็นสิ่งที่น่าชมเชยมาก ซึ่งนายกฯ ทำได้ดีมากในการรักษาประเพณีของไทยไว้ โดยนายกฯ ดำรงความเป็นไทย ที่ถือเป็นสิ่งที่คนไทยยึดถือเสมอมา เพราะฉะนั้นนายกฯ จะประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศ เพราะนายกฯ เป็นคนไทยที่เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ถือเป็นสิ่งที่ประเสริฐมาก ดีใจที่นายกฯ เป็นผู้นำ โดยได้ทำเป็นแบบอย่างให้คนในชาติเราเห็นว่าการรักษาความเป็นไทยถือเป็นสิ่งสำคัญซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยควรยึดถือ และทำเหมือนอย่างนายกฯ และพวกเรากำลังทำให้อยู่
พล.อ.เปรมกล่าวอีกว่า ต้องขอโทษอีกครั้งที่ไม่สามารถให้บุคคลเข้ามารดน้ำได้ แต่ใจจริงนั้นเป็นเพื่อนกับทุกคนเสมอ และจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป โดยเป็นเพื่อนกับนายกฯ มา 10 กว่าปี ซึ่งปีนี้เป็นเพื่อนกันอยู่ ก็ยินดี และภูมิใจมากที่นายกฯ เข้ามาบริหารประเทศ โดยมีพวกเราเป็นผู้สนับสนุน ซึ่งต้อนนี้ก็ดูข่าวว่านายกฯจะนำพาประเทศสู่ความเสร็จโดยใช้เวลาเท่าใด แต่เชื่อว่าแรงผักดันจะทำให้นายกฯพาประเทศสู่ความสำเร็จได้
“สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าผมจะต้องพูดกับนายกฯ ตรงๆ คือขอให้ยึดมั่นในคำว่าเกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน ถ้านายกฯ ทำเรื่องนี้ได้ แผ่นดินก็จะอยู่ในความสงบสุข โดยมีนายกฯ เป็นผู้นำประเทศของเรา และเราเป็นแรงสนับสนุน ในโอกาสวันสงกรานต์ซึ่งเป็นวันดีของประเทศเราขออวยพรให้นายกฯ มีความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรง มีกำลังใจที่จะยึดมั่นทำงานให้ประเทศชาติของเราเจริญก้าวหน้าต่อไปได้ ขอให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงที่จะช่วยเป็นเสาหลักประเทศของเราให้ได้ ขอขอบคุณนายกฯ อีกครั้งหนึ่ง" พล.อ.เปรมกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้เรียก ครม.และผู้นำเหล่าทัพเข้ามารายงานตัวพล.อ.เปรม โดยพล.อ.เปรม ได้ถามหา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยกล่าวว่า “ป้อมไปไหน” พล.อ.ประยุทธ์ จึงรายงานว่า “ท่านไม่สบายไปตรวจเช็กสุขภาพ เป็นเส้นเลือดหัวใจ ต้องไปบายพาส” จากนั้นพล.อ.เปรมกลับเข้าบ้านพัก ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเดินไปทักทายคณะ พร้อมกล่าวว่า “ป๋าขอให้เราสัญญา ใครไม่ทำก็ช่างเขา เราต้องทำให้ได้ โดยต้องยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้ เห็นแล้วใช่ไหมว่าป๋าไม่ได้เป็นอะไร ขอให้กลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง
‘บิ๊กตู่’ไม่สนปลัดคลังลาออก
วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายสมชัย สัจจพงษ์ ประกาศลาออกตำแหน่งภายหลัง ครม.มีมติโยกย้ายจากปลัดกระทรวงการคลังไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่า “ยังไม่เห็นเลย” ส่วนที่ถามว่าระงับยับยั้งการลาออกของนายสมชัยหรือไม่นั้น ระงับเรื่องอะไร ทำไม
เมื่อถามว่าอดีตปลัดกระทรวงกระทรวงการคลังไม่พอใจที่ถูกโยกไปเป็นเลขาธิการสศช. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่พอใจใคร เป็นข้าราชการไม่พอใจได้หรือ อย่างนี้ก็เป็นข้าราชการไม่ได้ มันมีระเบียบอยู่แล้ว มีระบบ ถ้าลาออกด้วยเหตุผลส่วนตัวก็ลาออกไป ส่วนจะยับยั้งการลาออกของสมชัยใช่หรือไม่นั้น จะยับยั้งเรื่องอะไรล่ะ ก็เขาลาออกจะยับยั้งเรื่องอะไร ต้องมีเหตุมีผลอย่าหาเรื่อง”
ส่วนที่ถามจะเกิดเป็นรอยร้าวในการทำงานของข้าราชหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ หันมาตะโกนตอบว่า “ไม่มีร้าว หนักแน่นพอ ใครจะออก ออกมาอีก ใครอยากออก ก็ออกไปเลย ส่วนจะเกิดปัญหาบานปลายหรือไม่ ไม่มี จะบานเพราะพวกเรา(สื่อ)นั่นแหละ
ยันไม่ทบทวนปลัดคลังออก
ด้านพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้สัมภาษณ์ถึงการออกคำสั่งให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงพม. ออกจากราชการไว้ก่อน จากปัญหาการทุจริตงบประมาณอุดหนุนคนไร้ที่พึ่งว่า ผู้ตรวจราชการกระทรวงคนดังกล่าว คือนายธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์ ในฐานะอดีตรองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) เนื่องจากถูกคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ระบุว่าข้อกล่าวหาที่ว่านายธีรพงษ์มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยนั้นมีมูล จึงต้องถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ดังนั้นต้องทำตามขั้นตอน ด้วยการให้นายธีรพงษ์ออกจากราชการไว้ก่อน ยังไม่ถือว่าเป็นผู้กระทำผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการทำตามหลักการและมติครม. ทั้งนี้หากผลการสอบสวนสุดท้ายพบว่านายธีรพงษ์ไม่มีความผิดก็สามารถกลับมารับราชการได้
พล.อ.อนันตพร ยังกล่าวถึงข่าวที่ว่านายสมชัย สัจจพงษ์ ยื่นใบลาออกเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้โอนย้ายจากตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังไปเป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แทนนายปรเมธี วิมลศิริ ที่ไปเป็นปลัดกระทรวงพม. ว่าเป็นไปตามกลไกของการปรับเปลี่ยนผู้บริหารว่าใครเหมาะสมกับตำแหน่งใด ซึ่งไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกรณีดังกล่าว อย่างไรก็ตามการลาออกของนายสมชัยไม่มีผลต่อมติครม.ที่แต่งตั้งนายปรเมธีมาเป็นปลัดกระทรวงพม. เพราะครม.มีมติอนุมัติการแต่งตั้งนายปรเมธีแล้ว คิดว่าครม.คงไม่กลับไปกลับมาเมื่อแต่งตั้งแล้วก็ตั้งไป
มั่นใจปรเมธีสางปัญหาพม.ได้
เมื่อถามว่ามีการพูดคุยกับนายสมชัยและนายปรเมธีก่อนที่จะมีมติครม.ออกมาหรือไม่ พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า เขาพูดคุยกันก่อนแล้ว ทุกคนเป็นผู้ใหญ่กันทั้งนั้น คงไม่ใช่ที่อยู่ๆ จะมีมติออกมาได้เลย โดยกรณีของนายสมชัยคงเป็นดุลพินิจของนายสมชัยเองซึ่งไม่ทราบ เพราะเขาย้ายไปสศช.ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับตน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพม. กล่าวว่า กรณีของนายปรเมธีนั้น ทำได้แน่นอน ไม่ถูกโดดเดี่ยวอยู่แล้ว สนิทกับตน รู้จักกันดี เขาเป็นคนเก่งและทำงานเต็มที่จึงน่าจะเข้ามาทำให้งานด้าน สังคมมีความก้าวหน้ารวดเร็วขึ้นมาก ขณะเดียวกันงานของสศช.ทำเรื่องของเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้เดินไปด้วยกันอยู่แล้ว แม้นายปรเมธีเคยเน้นงานด้านเศรษฐกิจมาก่อน แต่ตอนนี้ก็สามารถมาช่วยงานด้านสังคมบ้าง เพราะตอนนี้งานด้านสังคมเป็นสิ่งที่น่าห่วงใย ทั้งเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ งานด้านความมั่นคงอยู่ในความรับผิดชอบของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ขณะที่งานการเมืองเป็นเรื่องของรัฐบาล ดังนั้นทั้ง 3 เสานี้เป็นสิ่งสำคัญ อย่างไรก็ตามการนำคนนอกกระทรวงมาเป็นปลัดพม.นั้น ได้พูดคุยกับคณะผู้บริหารกระทรวงแล้วว่าแม้จะมีผลต่อขวัญกำลังใจต่อคนในกระทรวงบ้าง แต่ในช่วงนี้จำเป็นต้องทำแบบนั้นเพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชน ส่วนข้าราชการในกระทรวงตอนนี้ต้องทำใจเล็กน้อยซึ่งเรามั่นใจว่าคนไหนที่มีความบริสุทธิ์ไม่ถูกลงโทษ ก็สามารถทำงานต่อได้ ทุกอย่างอยู่ที่ความเหมาะสม ยืนยันว่าจะดูแลข้าราชการกระทรวงให้ดี ถ้าเป็นไปได้ในอนาคตจะผลักดันให้คนในกระทรวงได้เลื่อนตำแหน่งโดยเร็วที่สุด
สั่งลุยอีก62แห่งพบโกงฟันทันที
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติการโอนและรับโอนนายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มาเป็นปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ว่าการตั้งนายปรเมธีมาเป็นปลัดพม.นั้น เพื่อเข้ามาสะสางปัญหาภายในพม. ซึ่งเรื่องนี้อยากเห็นคนข้างนอกเข้าไปทำงาน และนายปรเมธี เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถเข้าไปช่วยเหลือกระทรวงพม.ได้
เมื่อถามว่านอกจาก 3 คนที่ถูกให้ออกจากราชการแล้วยังมีคนอื่นอีกหรือไม่ พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า พม.กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งได้สั่งการไปเพิ่มเติมว่านอกจากศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งแล้วยังสั่งให้ตรวจสอบนิคมสร้างตนเอง ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงและศูนย์ประสานงานโครงการหมู่บ้าน รวมจำนวน 62 แห่งที่ก่อนหน้านี้มีการร้องเรียนและมีหลักฐานว่าอาจจะมีการทุจริตในบางแห่ง จึงให้ตรวจสอบเพื่อให้เกิดความโปร่งใส โดยหลังวันสงกรานต์จะให้กระทรวงพม.และคณะกรรมการป้องกันและปรามปราบการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีความผิดจริงก็จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบต่อไป
จ่อย้ายหัวหน้าหน่วย20ราย
ด้านนางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและคนไร้ที่พึ่ง ว่าหลังจากที่ ป.ป.ท.ส่งข้อมูลผู้เกี่ยวข้องการทุจริตเงินสงเคราะห์ให้พม.ดำเนินการเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งหมด 95 รายชื่อ ในจำนวนนี้ 17 รายตรงกับที่ พส.ได้ดำเนินการสอบวินัยไปแล้ว แยกเป็น 14 รายเป็นข้าราชการอยู่ในสังกัดพส. และอีก 3 รายเป็นข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดพม. ส่วนที่เหลืออีก 78 รายอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าเป็นข้าราชการระดับใดบ้าง เบื้องต้นพบ 20 รายเป็นระดับหัวหน้าหน่วย ซึ่งคาดว่าหลังสงกรานต์นี้จะมีคำสั่งย้ายออกจากพื้นที่ได้ทันทีเพื่อดำเนินการตั้งสอบวินัยต่อไป รวมถึงระดับที่เหลือจะเร่งสอบวินัยเช่นกัน แต่ทั้งนี้ยังไม่อยากให้ชี้ชัดว่าทุกคนมีความผิดแต่ต้องดูผลสอบวินัยว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยหรืออาจจะไม่มีก็ได้
นางนภากล่าวอีกว่า พล.อ.อนันตพร สั่งการให้พส.หากพื้นที่ไหนหัวหน้าหน่วยถูกสั่งย้ายให้แต่งตั้งรักษาการทำหน้าที่ดำเนินงาน ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายว่าให้ระดับรองหัวหน้าหน่วยหรือหัวหน้ากลุ่มของหน่วยนั้นๆ รักษาการ แต่บางหน่วยงานที่ไม่มีก็ให้ประสานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พมจ.) หรือหัวหน้ากลุ่มในหน่วยงาน พมจ.มารักษาการ
รับวินิจฉัยคำร้องคำสั่ง53/2560
วันเดียวกันสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยเเพร่เอกสารข่าวภายหลังการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องที่ผู้ตรวจการเเผ่นดิน เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ 231 (1) ว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 140 และมาตรา 141 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 53/2560 เรื่องการดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 25, 26, 27 และมาตรา 45 หรือไม่ ไว้พิจารณาวินิจฉัย เนื่องจากกรณีเป็นการยื่นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 231 (1) และพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 50 และหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทราบ รวมทั้งเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จัดทำความเห็นเป็นหนังสือและข้อมูลที่เกี่ยวข้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 25 เมษายน 2561
วินิจฉัยกฎหมายลูกส.ส.ด้วย
นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังมีมติรับคำร้องที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่งความเห็นของสมาชิก สนช. จำนวน 27 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 148 วรรค 1 (1) ประกอบมาตรา 263 ว่าร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) มาตรา 35 (4) และ (5) มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 95 วรรค 3 และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.มาตรา 92 วรรค 1 มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 หรือไม่ ไว้วินิจฉัยแล้ว เนื่องจากกรณีเป็นการยื่นตามมาตรา 148 วรรค 1 (1) ประกอบมาตรา 263 และพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 50 และมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทราบรวมทั้งเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้นายปรีชา วัชราภัย สมาชิกสนช. ซึ่งเป็นผู้แทนของฝ่ายผู้เสนอความเห็น ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 วรรค 5 และประธานกกต. จัดทำความเห็นเป็นหนังสือ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 25 เมษายน 2561
เผย2มาตราปมให้วินิจฉัย
สำหรับ 2 มาตราของร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ที่ประธานสนช.ขอให้มีการวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ มาตรา 35 ระบุว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไม่ได้เเจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือเเจ้งเหตุที่มอาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว แต่เหตุนั้นมิใช่เหตุอันสมควร ผู้นั้นจะถูกจำกัดสิทธิ (4) การดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมืองและข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา (5) สิทธิในการได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ส่วนมาตรา 92 วรรค ระบุว่าเพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนพิการหรือทุพลภาพ หรือผู้สูงอายุในการออกเสียงลงคะแนนให้คณะกรรมการหรือผู้ได้รับมอบหมายให้มีการอำนวยความสะดวกสำหรับการออกเสียงลงคะแนนของบุคคลดังกล่าวไว้เป็นพิเศษหรือจัดให้มีการช่วยเหลือในการออกเสียงลงคะแนนภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งในการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวต้องให้บุคคลนั้นได้ออกเสียงลงคะแนนด้วยตนเองตามเจตนาของบุคคลนั้น เว้นแต่ลักษณะทางกายภาพทำให้คนพิการ หรือทุพลภาพ หรือผู้สูงอายุไม่สามารถทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งได้ ให้บุคคลอื่นหรือกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเป็นผู้กระทำการเแทนโดยความยินยอม และเป็นไปตามเจตนาของคนพิการ หรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุนั้น ทั้งนี้ให้ถือเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ
“พะจุณณ์”ชี้ดีเอสไอสั่งห้ามพูด
ขณะที่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป อดีตหัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษและนายทหารคนสนิทพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานองคมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เผยแพร่รูปเช็คและใบนำฝากของธนาคารชื่อของพล.อ.เปรม นำเงินฝากเข้าบัญชีมูลนิธิรัฐบุรุษพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ส่วนเช็คอีกใบสั่งจ่ายเงินสดเข้าบัญชีพล.ร.อ.พะจุณณ์ ว่าตนพูดเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะกรมสอบสวนพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้สอบรายละเอียดไปแล้วเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา และดีเอสไอไม่ให้พูดในเรื่องนี้ ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวยืนยันว่าไม่จริงอย่างที่เขาพูด และข่าวออกมาไม่จริง สาเหตุคนละอย่างคนละเรื่องกัน และไม่เกี่ยวอะไรกันเลย
เมื่อถามว่าเช็คที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์อย่างไร พล.ร.อ.พะจุณณ์ กล่าวว่า “ไม่ใช่เรื่องของมูลนิธิ เป็นเรื่องของผม เรื่องที่เขาพูดถึงผมมันไม่จริง ซึ่งดีเอสไอเขามาสอบสองปีกว่าแล้ว ดีเอสไอไม่ให้ผมพูด เคลียร์จบแล้วเมื่อรู้ที่มาที่ไป"
‘อัศวิน’ ตั้ง ‘สกลธี’รองผู้ว่าฯกทม.
วันเดียวกัน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ลงนามคำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ 1215/2561 เรื่อง ให้รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพ้นจากตำแหน่งและแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตามที่มีคำสั่งกรุงเทพมหานครที่ 2650/2560 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2560 แต่งตั้ง พล.ต.อ.ชินทัต มีศุข เป็นรองผู้ว่าฯ กทม. อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 49 (3) และมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 ประกอบกับข้อ 2 ของคำสั่งหัวหน้าคณะนรักษาความสงบแห่งชาติที่ 64/2559 ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2559 จึงให้ พล.ต.อ.ชินทัต พ้นตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. และแต่งตั้ง นายสกลธี ภัททิยกุล เป็นรองผู้ว่าฯ กทม. โดยมีอำนาจในการสั่งหรือการปฏิบัติราชการแทนเกี่ยวกับราชการของหน่วยงานหรือส่วนราชการ ได้แก่ สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักเทศกิจ สำนักพัฒนาสังคม สำนักงานกฎหมายและคดี สำนักปลัดกทม.และสำนักงานเขตในส่วนที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายเทศกิจและฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม
“สกลธี”เผยผู้ใหญ่ในรัฐบาลชวน
ด้านนายสกลธี ภัททิยกุล อดีตส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการได้รับตำแหน่งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมขอลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ว่าเนื่องจากผู้ใหญ่ในรัฐบาลอยากได้คนรุ่นใหม่มาทำงาน และรู้จักตนอยู่แล้วจึงติดต่อประสานทาบทามไปเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งรู้สึกสนใจเพราะเคยเป็นส.ส.กรุงเทพฯ อยู่แล้ว จึงอยากทำงานแล้วตัดสินใจรับปากไป ขณะเดียวกันผู้ใหญ่คนดังกล่าวแจ้งต่อพล.ต.อ.อัศวินถึงเรื่องนี้ ซึ่งพล.ต.อ.อัศวินไม่ได้ขัดข้องอะไร เพราะเห็นว่าเป็นอดีตส.ส.และรู้เรื่องในกทม.อยู่แล้ว กระทั่งได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการว่าได้เป็นรองผู้ว่าฯ กทม. เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา
“ในเมื่อผมได้รับตำแหน่งใหม่นี้มาจากผู้ใหญ่ในรัฐบาล ทำให้ผมรู้สึกลำบากใจหากจะเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. โดยที่ยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ด้วย ดังนั้นเพื่อความสบายใจจึงแจ้งเรื่องนี้ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และนายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้ทราบเมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งสองอวยพรโดยบอกว่าในเมื่อตัดสินใจแล้วก็ต้องทำงานในหน้าที่ใหม่ให้ดีและมั่นใจว่าการที่เคยเป็นแกนนำกปปส.จะไม่กระทบการทำงานในตำแหน่งรองผู้ว่า กทม.” นายสกลธีกล่าว
เครือข่ายนศ.ยื่นฟ้องยูเอ็น
วันเดียวกัน นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วยนายธนวัฒน์ วงศ์ไชย น.ส.วิรัลพัชร รอดแก้ว น.ส.วศิณี พบูประภาพ นิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ร่วมกันชูป้ายเสียดสีรักเผด็จการต่อหน้านายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา เดินทางเข้าพบสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ UNOHCHR เพื่อยื่นจดหมายและเรียกร้องความเป็นธรรมเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 เมษายน มีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบตามสอดส่องนิสิตกลุ่มนี้ และมีความพยายามสอบถามชื่อ ข้อมูลส่วนตัว และที่อยู่ของนิสิตกลุ่มนี้จากเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่พยายามไปพบผู้ปกครองของนิสิตถึงบ้านพักส่วนตัวในลักษณะเดียวกับที่กระทำกับนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
‘ไก่อู’ โต้นิสิต ‘ทหารแค่ทำงานปกติ
ด้านพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชูป้ายประท้วงต่อหน้าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าพล.อ.ประยุทธ์ ทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นการแสดงออกของเยาวชนนักศึกษาจึงไม่ติดใจในเรื่องนี้เพราะเชื่อว่าเมื่อนักศึกษาเติบโตขึ้นมาก็จะทราบว่าอะไรผิดอะไรถูก ส่วนกรณีที่นักศึกษาอ้างว่าถูกคุกคามจากหน้าที่นั้นขอให้เป็นเรื่องของกระบวนการกฎหมาย ถ้านักศึกษาทำผิดก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ต้องการเข้าไปติดตามนักศึกษา เพียงต้องปฏิบัติหน้าที่ตามปกติธรรมดา ไม่ได้นำอาวุธยุทโธปกรณ์หรือรถถังเข้าไป
“ถามว่าจะต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าไปอย่างไร หรือต้องให้นายกฯ เข้าไปคนเดียว ดังนั้นอย่าเอาอารมณ์ของสังคมมาตัดสิน เพราะคนในโลกโซเชียลก็ส่วนหนึ่ง แต่มีอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในโลกโซเชียล จึงอย่าเหมารวมแล้วตัดสินกัน แล้วจะต้องทำยังไงถึงจะถูกใจ แค่ทหารเข้าไปแล้วเป็นยังไง เพราะเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำงานตามปกติ” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว
รัฐถอยแล้วทางเลียบเจ้าพระยา
เวลา 15.00 น. ที่สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนพระราม 9 กทม. ดร.อัชชพล ดุสิตนานนท์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในการประชุมเครือข่ายด้านสถาปัตยกรรม สิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ โดยในตอนหนึ่งมีการกล่าวถึงประเด็นของโครงการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งน้ำเจ้าพระยา หรือ “ทางเลียบเจ้าพระยา” ว่าล่าสุดคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน มีมติให้พัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นจุดๆ ไม่มีการทำทางเลียบลงแม่น้ำทั้งสาย
ทั้งนี้สำหรับบางส่วนที่เป็นเส้นทางในกรุงรัตนโกสินทร์จะไม่มีการดำเนินการ โดยขอให้ทำอย่างคุ้มค่าในด้านต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ นอกจากนี้ยังตัองพัฒนาให้ประชาชนเข้าถึงได้ โดยพัฒนาเชื่อมโยงเอกลักษณ์และวิถีชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งสามารถดูตัวอย่างจากการพัฒนาทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น ป้อมพระสุเมรุ เอเชียทีค ล้ง 1919 เป็นต้น นอกจากนี้ยังมอบหมายให้สมาคมสถาปนิกสยามฯ ทำแผนนำร่องให้แล้วเสร็จใน 6 เดือน
“โครงการจะเน้นการพัฒนาเป็นจุด ไม่ใช่เส้นทางที่ประชุมยังเห็นควรให้สมาคมสถาปนิกสยามทำแผนพัฒนาจากถนนตกถึงตลาดน้อย ซึ่งจะมีการเชิญทุกฝ่ายผนึกกำลังเพื่อพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา การที่มาถึงวันนี้ได้ต้องขอขอบคุณเครือข่ายต่างๆ ที่ร่วมคัดค้าน เช่น กลุ่มสมัชชาแม่น้ำ หรือเอฟโออาร์, นางภารนี สวัสดิรักษ์ นักวิชาการอิสระด้านผังเมือง, นางสุดจิตร เศวตจินดา สนั่นไหว รวมถึงนายดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกชื่อดังเป็นต้น ทุกคนทำงาน" ดร.อัชชพล กล่าว



