
ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กเชียงใหม่พุ่งกว่า149.0 ไมโครกรัมต่อลบ.ม.
"เชียงใหม่" ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินมาตรฐานสูงกว่า 149.0 ไมโครกรัมฯ ขณะที่ศูนย์รับแจ้งไฟป่าฯเปิดสายด่วนรับแจ้งเหตุพบวันละกว่า 10 ครั้ง- 2 เดือนแจ้งแล้วกว่า 60 ครั้ง ด้านภาคีคนฮักเชียงใหม่ จวกภาครัฐรณรงค์ช้าทำปัญหาซ้ำรอย แนะหาทางเลือกให้ชาวบ้าน-จูงใจงดเผา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์หมอกควันในจังหวัดเชียงใหม่จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษวันนี้ (1 มี.ค.) พบว่าค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM10) ทั้ง 3 สถานีตรวจวัด คือ บริเวณสถานีตรวจวัดศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ มีปริมาณ 116.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แม้ว่าจะไม่เกินค่ามาตรฐาน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศเมตร แต่กลับพบว่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) เกินค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงอยู่ที่ระดับ 119 ส่วนสถานีวัดบริเวณพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กมีปริมาณ 104.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่า AQI อยู่ที่ระดับ 90 และสถานีวัดบริเวณโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินมาตรฐานอยู่ที่ระดับ 149.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนค่า AQI อยู่ที่ระดับ 113
สำหรับศูนย์รับแจ้งเหตุหมอกควันไฟป่า ของสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้เปิดสายด่วน 053-409345 รับแจ้งเหตุไฟป่าตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ต้นเดือนม.ค. พบว่ามีประชาชนโทรมาแจ้งเหตุไฟป่าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดวานนี้ (28 ก.พ.) มีผู้โทรมาแจ้งกว่า 10 ครั้ง ซึ่งมีทั้งพื้นที่อ.เมืองและต่างอำเภอ โดยตั้งแต่เปิดศูนย์รับแจ้งเหตุฯ ก็พบว่ามีประชาชนโทรมาแจ้งเหตุวันละไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง
ด้านนายอัคนี มูลเมฆ กรรมการภาคีคนฮักเชียงใหม่ องค์กรภาคประชาชนที่เคยรณรงค์เกี่ยวกับปัญหาหมอกควันในจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า การแก้ไขปัญหาของภาครัฐช้าเกินไปทั้งๆ ที่เชียงใหม่เคยมีประสบการณ์ด้านปัญหาหมอกควันมาอย่างติดต่อกันเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี แต่หน่วยงานราชการกลับมาเริ่มรณรงค์ตอนเกิดปัญหาหมอกควันขึ้นแล้ว ซึ่งไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้เลย หากจะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่ฤดูฝนและรณรงค์ต่อเนื่องตลอดทั้งปี
ยิ่งไปกว่านั้น หน่วยงานในสังกัดของกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องมีการกำชับและสั่งการให้เข้มงวดเรื่องการเผา ทั้งการให้ความรู้และการเสนอทางเลือกให้ชาวบ้าน ซึ่งการเผาถือเป็นวิถีชีวิตที่มีการทำสืบทอดต่อมาตั้งแต่อดีต หากไม่ต้องการให้เผาก็ต้องมีการหาทางเลือกในการกำจัดเศษวัชพืชอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่รณรงค์ให้งดการเผาเพียงอย่างเดียวแต่ไม่เสนอแนวทางอื่น
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไม่เฉพาะจังหวัดเชียงใหม่เท่านั้นที่กำลังเผชิญปัญหาหมอกควันแต่ยังมีจังหวัดใกล้เคียงในส่วนของภาคเหนือตอนบนทั้งเชียงราย ลำพูน ลำปาง ฯลฯ ซึ่งการแก้ไขต้องมองให้เป็นภาพรวมและแก้ไขทั้งระบบ
สถาบันวิจัยสังคมจี้ผู้ว่าฯเหนือลดการเผาในพื้นที่ให้เป็นศูนย์
นางดวงจันทร์ อาภาวัชรุตม์ เจริญเมือง นักวิจัยระดับ 8 กลุ่มศึกษาเรื่องเมือง สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์หมอกควันในภาคเหนือขณะนี้ได้กลับมาสู่ภาวะที่เริ่มรุนแรงอย่างต่อเนื่องแล้ว หากภาครัฐยังมัวแต่ยึดดูจากตัวเลขค่าการวัดฝุ่นละอองขนาดเล็กว่ายังไม่ถึง 120 ไมโครกรัมต่อลูกบากศ์เมตรเชื่อว่าจะเป็นปัญหาที่รุนแรง ซึ่งขณะนี้ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อความมั่นใจของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาแล้ว โดยได้รับแจ้งจากนักท่องเที่ยวหลายรายว่าบางจังหวัดอย่างลำปางนั้นสภาพอากาศย่ำแย่หนักเพียงมองด้วยตาเปล่าก็พบว่าสองข้างทางมัวไปหมดและยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพนักท่องเที่ยวแล้ว
กระนั้น สิ่งที่ภาครัฐในภาคเหนือไม่เฉพาะที่ลำปาง เชียงราย ลำพูนที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานอย่างหนัก แม้แต่เชียงใหม่ที่มักกล่าวอ้างว่าบางวันค่ายังไม่เกินกำหนดเหมือนกับจังหวัดใกล้เคียงนั้น เรื่องนี้ภาครัฐทที่เกี่ยวข้องควรต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิดกันเสียใหม่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดควรจะต้องเร่งสั่งการให้มีการงดเผาทุกชนิดอย่างจริงจังทำให้การเผาในพื้นที่เป็นศูนย์โดยเร็วที่สุดเช่นกับที่ในปี2550ซึ่งประสบวิกฤตฝุ่นควันที่รุนแรงได้มีการสั่งการอย่างเด็ดขาดและเห็นผลภายในข้ามวัน เนื่องจากขณะนี้ยังพบเห็นชาวบ้านเผาใบไม้กันเป็นเรื่องปกติ
นางดวงจันทร์ กล่าวว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องสั่งการเร่งด่วนทั้งการเข้าไปเตือนและอาจต้องใช้มาตรการทางกฎหมายไปบังคับถ้าจำเป็น เพื่อสกัดปัญหาหมอกควันไม่ให้ลุกลาม และไม่เพียงจริงจังในพื้นที่ของตนเองเท่านั้นแต่ต้องร่วมกันบูรณาการอย่างจริงจังเพื่อให้ประชาชนหยุดเผาในจังหวัดใกล้เคียงด้วยเพื่อลดผลกระทบร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นต่อสุขภาพประชาชนและอาจทำลายความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวในเร็ววันนี้



