
เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพขีดเส้น 3แนวเขตรุกป่า
เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ประชุมร่วมคณะกรรมการภาครัฐและภาคประชาชน กำหนดเส้น 3 แนวเขตรุกป่าบริเวณบ้านพักศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยืนยันต้องคืนพื้นที่ป่า
เชียงใหม่ - เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ประชุมร่วมคณะกรรมการภาครัฐและภาคประชาชน กำหนดเส้น 3 แนวเขตรุกป่าบริเวณบ้านพักศาลอุทธรณ์ภาค 5 เตรียมสรุปเสนอผ่านแม่ทัพภาค 3 ภายใน 19 เม.ย.นี้ ยืนยันต้องคืนพื้นที่ป่า เชื่อหากทำเป็นศูนย์เรียนรู้ไม่มีใครกล้าเข้าไปใช้
นายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ เปิดเผยว่า วันนี้คณะกรรมการที่แม่ทัพภาค 3 ได้แต่งตั้งทั้งจากภาครัฐและภาคประชาชน ได้เข้ามาสำรวจพื้นที่ จะเห็นแนวป่าดั้งเดิมบริเวณทิศเหนือของห้วยตึงเฒ่า จนกระทั่งสุดเขตแนวก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตุลาการ คณะกรรมการได้ทำการสำรวจแล้วว่า แนวต้นไม้อยู่บริเวณไหน แนวเขตของป่าอยู่ในส่วนไหน พื้นที่ราบอยู่ส่วนไหน
นอกจากนั้น คณะกรรมการยังได้ขึ้นมาบริเวณอ่างเก็บน้ำแม่จอก เพื่อสำรวจพื้นที่ป่ามามีเขตสิ้นสุดตรงส่วนไหน ขณะนี้คณะกรรมการได้ทำการสำรวจด้านนอกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการประสานเข้าไปที่สำนักงานศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพื่อขอเข้าไปสำรวจด้านใน แต่ตอนนี้ยังไม่ได้รับการประสานกลับมา จึงยังไม่สามารถกำหนดเขตได้อย่างชัดเจน แต่สามารถกำหนดเขตคร่าวๆได้ว่าเขตป่าดั้งเดิมอยู่จุดไหน หากสามารถเข้าไปสำรวจพื้นที่ด้านในได้ จะสามารถสรุปได้อย่างรวดเร็วตามกำหนดวันที่ 19 เม.ย.แน่นอน
นายธีระศักดิ์ กล่าวว่า แนวแรกที่ทางฝ่ายเครือข่ายเสนอไปเข้าไปคือ แนวเขตป่าที่ชาวบ้านในพื้นที่รับทราบว่าอยู่ในบริเวณไหน ที่ราบที่ทำนา หรือที่ราบที่ปลูกลิ้นจี่ หรือตามแนวเชิงเขาที่มีต้นไม้หนาแน่น เครือข่ายได้ยึดถือตามแนวพื้นที่เดิมที่เคยปฏิบัติมา ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ได้รับทราบอยู่ก่อนหน้านี้แล้วว่า เขตป่า เขตต้นไม้ ชาวบ้านจะไม่กล้ารุกเข้าไปในพื้นที่ ซึ่งชาวบ้านทั้งหมู่บ้านสามารถยืนยันได้ว่า พื้นที่ดังกล่าวคือพื้นที่เขตป่าซึ่งเป็นพื้นที่เขตป่าล่างสุดเป็นบริเวณอาคารชุด และบริเวณบ้านพัก 45 หลัง รุกล้ำเข้าไปในเขตป่า
แนวที่ 2 ซึ่งมีข้อเสนอเพิ่มเติมให้ทำการสำรวจเพิ่มเติมเข้าไปคือบริเวณสะพานลำห้วยชะเยือง ซึ่งทางคณะกรรมการจะต้องเข้าไปสำรวจอีกครั้ง หากขยับสูงขึ้นไปจนถึงสะพาน บ้านพักและอาคารชุดทั้งหมดจะอยู่ในเขตพื้นที่ป่า จะต้องดำเนินการอย่างไร หากศาลอนุญาตให้เข้าไปสำรวจได้ จะทำให้คณะกรรมการสามารถดำเนินการสรุปแนวทางได้เร็วมากขึ้น ส่วนแนวที่ 3 อยู่ใกล้กับด้านล่าง หากมีการขีดเส้นจะเหลืออาคารชุดพักอาศัยอยู่บางส่วน
ส่วนการทำเป็นศูนย์การเรียนรู้นั้น ทางเครือข่ายเห็นว่า เครือข่ายดำเนินการเพื่อขอคืนพื้นที่ป่า ซึ่งนายกรัฐมนตรีเองก็ได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าต้องการให้ป่ากลับคืนสู่สภาพเดิม คนเชียงใหม่เองก็ไม่ต้องการให้มีอาคารสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ป่า และคงไม่มีใครกล้าเข้าไปใช้เพราะทุกคนสาปแช่ง เป็นทัศนอุจาดไม่มีความเหมาะสม รบกวนระบบนิเวศน์ ต้องเร่งพื้นฟูสภาพป่ากลับมาให้เร็วที่สุด เชื่อว่าหากเข้าช่วงฤดูฝน หน้าดินที่ถูกเปิดออก เมื่อน้ำฝนชะล้างดินโคลนไหลลงมายังอ่างเก็บน้ำแม่จอก ซึ่งใช้เป็นพื้นที่เก็บน้ำเพื่อการบริโภคอุปโภคของคนเชียงใหม่ จะทำให้น้ำเสียได้
เนื่องจากเส้นทางน้ำเกิดเปลี่ยนทิศทาง จึงอยากให้รีบเข้าไปฟื้นฟู การที่จะนำคนเข้าไปอยู่ ก็ยังถือว่าเป็นการทำลายป่าไม้เหมือนเดิม และกลายเป็นการดำเนินการแบบ 2 มาตรฐาน หากเป็นชาวบ้านรุกป่าจะถูกทุบทิ้ง ดังนั้นหน่วยงานราชการบุกรุกป่าก็ต้องทุบทิ้งเช่นกัน เพื่อการคืนผืนป่าให้กับธรรมชาติ ซึ่งหากยังเข้าไปในใช้พื้นที่ดังกล่าวอยู่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กระทบกับสัตว์ป่า กระทบทางเดินน้ำ ถ้าหากนายกรัฐมนตรีได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวนี้ เชื่อว่าท่านจะต้องเปลี่ยนใจและจะกลายเป็นขวัญใจของชาวเชียงใหม่อย่างแน่นอน
"หากนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีได้เข้ามาสำรวจพื้นที่จริงสักครั้งก่อนที่จะตัดสินใจ ท่านจะเห็นความจริงว่า อะไรคือป่า อะไรคือสิ่งที่ทหารพยายามสงวนรักษาป่าไว้มาโดยตลอด หากท่านเข้ามาเห็นว่าพื้นที่ป่าที่ท่านพยายามจะขอคืนพื้นที่ โดนตัดโดนโค่นไปเป็นจำนวนมาก ท่านจะเข้าใจในทันทีซึ่งเครือข่ายได้พยายามส่งข้อมูลเข้าไป ว่าบ้านพักที่เข้าไปอยู่ในพื้นที่ป่า ไม่สมควรที่จะมีอยู่ในบริเวณดังกล่าว"นายธีระศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม หากทางสำนักงานศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่อนุญาตให้คณะกรรมการเข้าไปสำรวจในพื้นที่ ทางเครือข่ายจะใช้โดรนบินสำรวจประกอบกับภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาแนวทางในการกำหนดเขตแนว และสรุปแนวทางในการดำเนินการ เพื่อนำเสนอผ่านไปทางแม่ทัพภาคที่ 3 ต่อไป
ด้านนายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ตัวแทนกลุ่มภาคีเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ กล่าวว่า หลังจากที่ได้มีการเปิดเวทีสาธารณะโดยมีแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานในกรณีขอคืนพื้นที่ป่าบริเวณบ้านพักตุลาการ พร้อมทั้งได้มีการตั้งคณะกรรมการทั้งภาครัฐและภาคประชาชน เพื่อทำการสำรวจกำหนดเขตพื้นที่แนวป่าเพื่อทำการสรุปข้อมูลเสนอต่อแม่ทัพภาคที่ 3 อีกครั้งภายในวันที่ 19 เมษายนนี้
ส่วนหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาความเหมาะสมนั้น คือเรื่องเรื่องระบบนิเวศน์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เรื่องดิน เรื่องน้ำ เรื่องป่า การเปลี่ยนทางเดินทางของน้ำ ความลาดชันของพื้นที่ที่ทำการปลูกสร้างมีความเหมาะสมหรือไม่ รวมทั้งต้องพิจารณาไปถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดต่อภาพรวมของเศรษฐกิจและวัฒนธรรม
อย่างไรก็ตามขณะนี้คณะกรรมการได้ทำหนังสือเพื่อขอเข้าสำรวจพื้นที่ไปยังสำนักงานศาลอุทธรณ์ภาค 5 แล้ว แต่ยังไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่บริเวณบ้านพักได้ เนื่องจากยังไม่ได้รับอนุญาต หากได้รับอนุญาตแล้วคณะกรรมการทั้งหมดจะประชุมสรุปข้อมูลพื้นที่เสนอต่อแม่ทัพภาค 3 เพื่อให้ทันกำหนดที่วางไว้คือวันที่ 19 เมษายนนี้



