ข่าว

รายงาน-หมกเม็ดต่ออายุ"ผู้นำท้องถิ่น"

รายงาน-หมกเม็ดต่ออายุ"ผู้นำท้องถิ่น"

11 ต.ค. 2552

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่กำลังวุ่นๆ ก็เกิดการ "หมกเม็ด" อย่างเงียบๆ เกิดขึ้นแล้ว กับการ "ลักไก่" ผ่านร่างแก้ไข พ.ร.บ.ปกครองส่วนท้องถิ่น 4 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.เทศบาล ร่าง พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ร่าง พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และร

 ร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 4 ฉบับ ได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รอออกมาบังคับใช้

 ซึ่งจะส่งผลให้ผู้บริหารท้องถิ่น ทั้งนายกเทศมนตรี นายก อบต. นายก อบจ.และนายกเมืองพัทยา ที่ปัจจุบันห้ามดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระ คือ 8 ปี สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 3 โดยไม่ต้องเว้นวรรค 1 สมัย เมื่อเป็นมาแล้ว 2 สมัยติดต่อกัน

 ซึ่งนั่นก็คือ "การปลดล็อก" ให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถยึดครองตำแหน่งได้อย่างยาวนาน !!

 "กฎหมายที่กำหนดให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำรงตำแหน่งได้แค่ 2 วาระ วาระละ 4 ปีติดต่อกัน รวม 8 ปีแล้วต้องเว้นวรรค 1 วาระนั้น เพิ่งใช้เมื่อปี 2547 นี่เอง ใช้มาแค่ 5 ปีคือถึงปี 2552 ก็มีการรื้อกันแล้ว มันหมายความว่าอย่างไร ยังใช้ไม่ครบถึง 2 สมัยเลย ผมเชื่อว่า คนที่วิ่งเต้นเรื่องนี้ ก็คือ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่กำลังจะอยู่ครบ 2 วาระ จึงเป็นการแก้กฎหมายเพื่อตัวเอง โดยไปสมคบกับ ส.ส.บางส่วนที่ต้องการเอาใจผู้บริหารท้องถิ่น" รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ประเด็น

 เขายังตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมการออกกฎหมาย "ปลดล็อก" ผู้บริหารท้องถิ่นในครั้งนี้ ไม่มีการสอบถามทำ "ประชามติ" กับข้าราชการส่วนท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเสียก่อนว่าเห็นอย่างไร

 แต่กลับไปฟัง "ผู้นำท้องถิ่น" ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยมีไม่ถึงพันคนที่ไปวิ่งเต้นล็อบบี้กัน ทั้งที่มีผลกระทบต่อประชาชนถึง 62 ล้านคน

 แล้ว...ผลที่ตามมาจากการ "ปลดล็อก" อายุการดำรงตำแหน่งผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่น จะเป็นอย่างไร ??

 "โกวิทย์" บอกว่า ทันทีที่กฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะกุมอำนาจอิทธิพลในท้องถิ่นของตนเองต่อไป จะมีการสร้างอาณาจักรอิทธิพลของผู้บริหารท้องถิ่น สร้างอาณาจักรอำนาจที่ครอบคลุมถึงการครอบงำประชาชนและใช้อำนาจมากๆ เพื่อรักษาอำนาจไว้ รวมถึงการให้ลูกหลานสืบทอดต่อ

 สภาพของท้องถิ่น ก็จะตกอยู่ในอำนาจที่ต่อสายเครือข่ายกับนักการเมืองระดับชาติ

 และต่อไปนี้การ "ฮั้ว" กันตั้งแต่โครงการระดับชาติจนถึงท้องถิ่นก็ง่ายขึ้น เพราะถูกกดรีโมทคอนโทรลด้วย "นอมินี" เดียวกัน พรรคเดียวกัน พวกเดียวกัน ผ่านกรมกองต่างๆ ที่ดูแลและเชื่อมโยงไปยังท้องถิ่น 

 "ผมเห็นโครงการบางโครงการ ผู้บริหารท้องถิ่นก็วิ่งเต้นมาหานักการเมืองระดับชาติ จากนักการเมืองก็ไปยังกรมที่ดูแล ยักย้ายถ่ายเทงบกันได้ง่ายขึ้นและได้ผลประโยชน์ซึ่งกันและกันโดยเฉพาะงบหรือเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ ผลก็คือ ฝ่ายการเมืองได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ทั้งการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น จากการปลดล็อกครั้งนี้"

 ที่น่าวิตก ก็คือ การคอรัปชั่นเชิงนโยบายที่จะ "แยบยล" มากขึ้น ส่วนข้าราชการท้องถิ่นก็จะอยู่ใน "อาณัติ" ของนักการเมืองท้องถิ่นและไม่กล้ามีปากเสียงและจะถูกนักการเมืองท้องถิ่นใช้เป็นเครื่องมือได้ง่ายขึ้น เพราะนักการเมืองท้องถิ่นอยู่ในอำนาจและให้คุณให้โทษได้ ข้าราชการท้องถิ่นก็จะเป็นง่อย

 ส่วนการแข่งขันในท้องถิ่นก็จะไม่คึกคักเหมือนเก่า การแข่งขันระหว่างคู่ต่อสู้ที่จะมาต่อกรกับผู้บริหารที่อยู่ยาวจะยากมากขึ้น การพัฒนาประชาธิปไตยก็จะเป็นไปได้ยาก เพราะการแข่งขันจะน้อย กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนจะเบาบางลงไปและความเป็นอยู่ของประชาชนก็จะอยู่ภายใต้อาณัติของผู้บริหารท้องถิ่น

 "การปลดล็อก มันจะเป็นอันตรายในระยะยาว ผมคิดว่านายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ หลังปีที่ 12 จะล้า เพราะทำงานมานาน เป็นผู้บริหารมาถึง 12 ปี ดังนั้นจะคึกคักเหมือนในสมัยแรกหรือสมัยที่สองคงยาก ซึ่งความอ่อนล้าของผู้บริหารประกอบกับการครอบงำในเชิงอำนาจอาณาจักร จะทำให้เกิดผลเสียต่อชุมชนท้องถิ่น"

 และจากข้อมูลของ ป.ป.ช.ที่เปิดเผยออกมาเกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่นของท้องถิ่น ปรากฏว่ามีมากถึง 2,632 คดี ซึ่งมีทั้งการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การร่ำรวยผิดปกติและฮั้ว รวมทั้งการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ

 และในส่วนของ กกต. ก็มีข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้งท้องถิ่นว่า ยังมีการไล่บี้-ไล่จับกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มีการให้ใบเหลือง-ใบแดง เป็นจำนวนมาก

 และการแก้ไขกฎหมายในเรื่อง "การปลดล็อก" วาระการดำรงตำแหน่งของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็เป็นบทสรุปหนึ่งที่ว่า...

 "แก้ไขกฎหมายครั้งใดประชาชนเป็นฝ่ายเสียเปรียบตลอด ส่วนผู้ที่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ก็คือ นักการเมือง...นั่นเอง"


** โต๊ะข่าวการเมือง**