
สนธิบอกถ้าผมเป็นคุณทักษิณ ผมจะยอมติดคุก"
จากผู้นำการชุมนุมที่ยาวนานติดอันดับโลก 193 วัน บัดนี้มวลชนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่แออัดยัดทะยานอยู่ในธันเดอร์โดม เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ได้พร้อมใจกันยกมือพลิกชีวิต สนธิ ลิ้มทองกุล อีกครั้งด้วยการมอบ หัวโขน อันใหม่
ในนาม “หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่” ซึ่งนั่นหมายถึงภารกิจในการนำขบวนทัพสีเหลืองเข้าสู่สมรภูมิการเมืองของนักการเมืองอย่างเต็มตัว และนี่คือการเปิดใจของเขาถึงเหตุผลของการตัดสินใจครั้งสำคัญ
อะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ?
ในการประชุมพันธมิตรที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการสอบถามพี่น้องประชาชนว่าอยากให้ตั้งพรรคการเมืองหรือไม่ ในครั้งนั้นเองคุณปานเทพ (พัวพงษ์พันธ์) ก็ได้ทำแบบสอบถามประชาชนว่า ถ้าให้ตั้งพรรคแล้วอยากให้ใครเป็นหัวหน้าพรรค ทำมา 5 หมื่นชุด ปรากฏว่าคนเลือกผม 70% ผมก็ตกใจ สุริยะใส (กตะศิลา) มาถาม แต่ผมเงียบ ไม่พูด ต่อมาคุณประพันธ์ คูณมี ก็มาเปิดประเด็นว่า หัวหน้าพรรคต้องเป็นผมเท่านั้น ทั้งที่ผมยังไม่รู้เรื่องอะไร ผมก็เลยด่า บอกไอ้ผอม มึงไปซี้ซั้วพูดอย่างนี้ได้ยังไง ไม่ถามพี่สักคำ มันก็บอกว่า ผมไม่ต้องถามพี่หรอก เพราะพี่เหมาะที่สุด หลังจากนั้นจึงเกิดกระแสขึ้น แต่ผมก็ยังไม่รับ พี่สมศักดิ์ (โกศัยสุข) ก็รักษาการ แต่พอถึงเวลาที่ต้องเลือกหัวหน้าตัวจริง ความกดดันมันเกิดสูงมาก เพราะหัวหน้าสาขาและแกนนำในต่างจังหวัด บอกว่า ถ้าพวกเขาเลือกแล้วคุณสนธิปฏิเสธ พวกเขาจะเสียศรัทธา เขาถามกลับว่า ถ้าจะไม่รับแล้วมาขอความเห็นเขาทำไม ผมก็เลยคิดว่าเป็นความผูกพันทางจิตใจที่ต้องทำ
จำได้ว่าคุณสนธิ เคยประกาศบนเวทีการชุมนุมว่า จะไม่เล่นการเมือง ?
(หัวเราะ) ไม่ใช่ๆ ผมไม่ได้พูดว่าเล่นการเมือง ผมพูดว่าผมจะไม่รับตำแหน่งทางการเมือง ตำแหน่งอะไรก็ตาม ทั้งนายกฯ หรือรัฐมนตรี แต่หัวหน้าพรรคนี่ไม่ใช่ ผมมองบทบาทหัวหน้าพรรคว่า เป็นคนสร้างบ้าน วันนี้บ้านเราลงเสาเข็มไว้ 4 เสา ซึ่งหมายถึงหลักการ 4 ประการของพันธมิตร คือ 1.เสียสละ 2.ซื่อสัตย์ 3.กล้าหาญ และ 4.ทำงานเป็น เราต้องยึดมั่นในเสาเข็ม 4 เสาของเราไว้ ที่เหลือเป็นการแต่งบ้านให้บ้านนี้เป็นบ้านตัวอย่างในหมู่บ้านที่มันเน่าเฟะ เหมือนเป็นหมู่บ้านพรรคการเมือง บ้านข้างๆ กลางวันเปิดคาราโอเกะ กลางคืนเป็นซ่องโสเภณี อีกหลังหนึ่งเปิดบ่อนการพนัน บ้านถัดไปขายยาอี ยาบ้า เราต้องการให้บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่มีพลังทางศีลธรรม เป็นตัวอย่างที่ดี ขอเพียงแค่พรรคการเมืองใหม่มี ส.ส.แม้แต่คนเดียว แต่ถ้าเป็นตัวอย่างที่ดีของน้ำดีทางการเมือง อย่างน้อยก็เป็นพลังใจให้คนมีความหวังว่าการเมืองที่ดีได้ ถ้าร่วมกันสร้าง ถ้าเข้าไป 10-20 คน แล้วเป็นน้ำดีที่ทำให้ทุกคนหันมาจับตามอง ในระยะยาวพรรคการเมืองใหม่จะเติบโต
คนเข้าใจว่า ผมต้องการเป็นนายกฯ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนสร้างสูตรนี้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองจะต้องเป็นนายกฯ ซึ่งความจริงไม่จำเป็น เราต้องไม่ยึดตัวบุคคลเป็นหลัก พรรคการเมืองใหม่ 3-5 ปีแรก เป็นช่วงตั้งไข่ ถ้าผมมีอันเป็นไปด้วยเหตุอันใดก็ตาม คนที่เดินตามมาต้องเดินต่อไปให้ได้ และสิ่งที่พรรคการเมืองใหม่ต้องยึดมั่น คือ พันธมิตร เป็นเจ้าของพรรคการเมืองใหม่ มวลชนทำให้เราเกิดก็ทำให้เราดับได้ ดังนั้น คนที่มาทำพรรคการเมืองใหม่ต้องสำเหนียกว่า พรรคนี้ไม่ใช่องค์กรอิสระ แต่เป็นเครื่องมือของพันธมิตร ในการสร้างอุดมการณ์ทางการเมือง
การบอกว่าจะไม่รับตำแหน่งทางการเมือง เป็นการผูกมัดตัวเองเกินไปหรือไม่ ?
มันอยู่ที่สถานการณ์ คนเราถ้าบอกว่า ผมไม่กินเนื้อเพราะผมนับถือเจ้าแม่กวนอิม แต่วันหนึ่งคุณไปอยู่ในที่กันดาร แล้วมีแต่เนื้อ คุณจะกินหรือไม่กิน มันต้องดูสถานการณ์ แต่วันนี้ผมบอกกับทุกคนได้ว่า ไม่ต้องการรับตำแหน่งทางการเมือง
ตกลงคุณสนธิ จะลงเลือกตั้งหรือไม่ ?
ลงหรือไม่ลงก็ได้ ถึงเวลานั้นค่อยว่าอีกที
ฐานของพรรคการเมืองใหม่กับพรรคประชาธิปัตย์อาจจะทับซ้อนกัน ?
ไม่มีปัญหา ถึงเวลาแล้วที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องพัฒนาตัวเอง ที่ผ่านมามัวแต่กลัวลงเลือกตั้งแล้วจะไปทับพื้นที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคนี้จึงเป็นเด็กเหลือขอ เป็นเด็กเกเร ต้องให้เขารู้สึก จะได้พัฒนาตัวเอง เพื่อจะให้รู้ว่าหมดยุคแล้วที่จะส่งเสาไฟฟ้าลงแล้วจะได้รับเสมอไป
ถ้าพรรคการเมืองใหม่ได้เสียงจำนวนหนึ่งแล้วถูกชวนเข้าร่วมรัฐบาลจะมีหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจอย่างไร ?
สมมติว่าพรรคได้ ส.ส. 60 เสียง แล้วมีอำนาจในการจัดตั้งรัฐบาลก็จะไม่เลือกอยู่ข้างเดียวกับพรรคการเมืองที่เคยเป็นคู่ต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตร อย่างพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคเพื่อไทย เรารับไม่ได้ เราจะไม่เนรคุณต่อจุดยืนของเราเด็ดขาด อย่างน้อยตัวผมไม่เอา แต่ถ้ากรรมการคนอื่นเอา ผมก็ลาออก และผมเชื่อว่ามวลชนอยู่ข้างพรรค แล้วถ้าเป็นแบบนั้นกรรมการพรรคที่เหลือจะอยู่ได้อย่างไร
มีการวิเคราะห์ว่าถ้าคุณสนธิ กับคุณทักษิณ ชินวัตร เจรจาหย่าศึกกันบ้านเมืองจะสงบลงในความเป็นจริงเป็นไปได้หรือไม่ ?
(นิ่งคิด) เมื่อ 4-5 เดือนที่ผ่านมา เคยมีผู้ใหญ่ของฝ่ายเสื้อแดงติดต่อมาคุยกับผม ผมบอกไปว่าทุกคนรักชาติ รักบ้านเมืองเท่ากัน แต่ว่าจุดยืนผมชัดเจน ข้อหนึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องอยู่ต่อไป ไม่มีการเข้าไปก้าวล่วงไม่ว่าจะกรณีใดๆ ทั้งสิ้น เขาบอกได้ไม่มีปัญหา ข้อที่สอง คุณทักษิณ ต้องยอมรับกติกาเมื่อถูกพิพากษาจำคุก ก็กลับมาติดคุกแล้วค่อยขอพระราชทานอภัยโทษ เขาบอกว่าเรื่องนี้คงยาก เห็นได้ชัดว่า สิ่งที่เสื้อแดงทำนั้นเพื่อคุณทักษิณอย่างเดียว
ได้คุยกับคุณทักษิณครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ ?
โอ้...โห ตั้งแต่ปี 2548 ก่อนที่รายการเมืองไทยรายสัปดาห์จะถูกถอด
ถ้าวันหนึ่งฝ่ายคุณทักษิณ บอกว่าพร้อมจะกลับมาติดคุก ?
ก็โอเค เลิกกันไป จบก็จบ แต่คุณจะมาใช้ระบบทุนสามานย์ ทุจริตคอรัปชั่น ซื้อเสียงไม่ได้อีกแล้วนะ
ในฐานะที่เคยรู้จักกัน คุณสนธิ คิดว่าคุณทักษิณ จะยอมหรือไม่ ?
ผมไม่รู้ใจเขา ผมกับเขาไม่ได้สนิทกัน คนนึกว่าผมกับเขาสนิทกัน ผมไม่เคยไปบ้านเขาเลยนะ เพียงแต่คนรู้จักกันในวงการ มีแต่เจอกันข้างนอกโดยบังเอิญ ไม่เคยแม้แต่นัดกินข้าวกันด้วยซ้ำ ไม่ใช่เรื่องการที่เป็นเพื่อนกันแล้วมาเป็นศัตรูกันทีหลัง เพราะผมไม่อยากเป็นศัตรูกับเขา แต่เขาเป็นศัตรูของชาติบ้านเมือง ผมเลยต้องเป็นศัตรูกับเขาไปด้วย
แต่ถ้าผมเป็นคุณทักษิณ ผมจะยอมติดคุก แล้วผมจะยึดประเทศไทยได้เลย คุณจำการประท้วงปี 2549 ของพันธมิตรได้หรือไม่ว่าอะไรเป็นเชื้อทำให้ม็อบมันลุกโชนขึ้น ครั้งหลังจากไฟเริ่มมอด ก็คือเรื่องการไม่ยอมเสียภาษี ถ้าเขายอมเสียภาษีซะอย่าง เราก็จบ
เสถียร วิริยะพรรณพงศา



