
เบียร์ดับซ่าหมีสิงโต10คนแพ้ดร็อกบายิงตีตั๋ว
"อินทรีเหล็ก" เยอรมนี เข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 7 หลังจากบุกไปเอาชนะ "หมีขาว" รัสเซีย ถึงมอสโก 1-0 ขณะที่ "สิงโตคำราม" อังกฤษ เล่น 10 คนกว่าครึ่งเวลาไปแพ้ ยูเครน 0-1 แพ้เป็นนัดแรกของรอบคัดเลือก
ด้าน "อัซซูรี่" อิตาลี ได้ประตูของ อัลแบร์โต้ จิลาร์ดิโน ตีเสมอ ไอร์แลนด์ 2-2 เข้ารอบได้สำเร็จ ส่วน "โคนม" เดนมาร์ก และ เซอร์เบีย ได้ชัยในถิ่นตัวเองเข้ารอบแล้วเช่นกัน ด้านโซนแอฟริกา ดิดิเยร์ ดร็อกบา ยิงตีเสมอ มาลาวี 1-1 ได้ตั๋วเข้ารอบสุดท้ายอีกทีม
ศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนยุโรป เมื่อวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม กลุ่ม เอ "โคนม" เดนมาร์ก ทีมนำของกลุ่มลงเล่นที่โคเปนเฮเกน พบ "ไวกิ้ง" สวีเดน หากเก็บชัยชนะได้จะได้เข้ารอบสุดท้ายทันที และก็สามารถทำได้สำเร็จ เมื่อ ยาคอป โพลเซน ซัดประตูชัยให้ทีมในนาทีที่ 79 ทำให้ เดนมาร์ก มี 21 แต้ม คว้าแชมป์กลุ่มไปครอง ขณะที่ สวีเดน ยังมีแค่ 15 แต้ม ต้องลุ้นทำอันดับไปเพลย์ออฟต่อไป
"ฝอยทอง" โปรตุเกส เปิดบ้านรับ ฮังการี เพียงแค่นาทีที่ 18 ก็ได้ประตูนำ 1-0 เมื่อ คริสเตียโน โรนัลโด้ ลากบอลไปยิงทางซ้ายของเขตโทษ นายทวารทีมเยือนปัดออกมาเข้าทางให้ ซิเมา ซาโบรซา ซ้ำเข้าไป ก่อนที่ครึ่งหลัง เลียดสัน มาโหม่งประตูเพิ่มให้เจ้าถิ่นนาทีที่ 74 ก่อน ซิเมา มายิงปิดท้ายนาทีที่ 73 ทำให้ โปรตุเกส ชนะไป 3-0 มีเพิ่มเป็น 16 แต้ม แซง สวีเดน ขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ยังได้ลุ้นไปเพลย์ออฟ ส่วน ฮังการี ที่มี 13 แต้ม ตกรอบแน่นอนแล้ว
กลุ่ม 2 "นาฬิกา" สวิตเซอร์แลนด์ ออกไปเยือน ลักเซมเบิร์ก ก่อนเอาชนะไปได้สบายๆ 3-0 จากการโหม่งของ ฟิลิปป์ เซนเดรอส 2 ประตู นาทีที่ 6 กับ 8 และประตูของ เบนจามิน ฮักเกิล นาทีที่ 23 ซึ่งก็เป็นลูกโหม่งเช่นกัน ผลคู่อื่นๆ ในกลุ่มนี้ กรีซ ชนะ ลัตเวีย 5-2 และ อิสราเอล ชนะ มอลโดวา 3-1 สรุปอันดับคะแนน สวิตเซอร์แลนด์ 20 แต้ม กรีซ 17 แต้ม อิสราเอล 15 แต้ม ในขณะที่เหลือการแข่งขันอีกเพียงนัดเดียว
กลุ่ม 3 สโลวะเกีย เปิดบ้านพับ สโลวีเนีย โดยหากว่า สโลวะเกีย เสมอได้จะเข้ารอบสุดท้ายทันที แต่กลับกลายเป็นว่า สโลวีเนีย บุกมาชนะได้ 2-0 จาก วอลเตอร์ เบียร์ซา นาทีที่ 56 และ เนยิช เปชนิค นาทีสุดท้าย ขณะที่ สาธารณรัฐเช็ก เอาชนะ โปแลนด์ 2-0 จาก โทมัส เนซิด นาทีที่ 51 และ ยาโรสลาฟ พลาซิล นาทีที่ 73 อันดับคะแนนกลุ่มนี้ สโลวะเกีย 19 แต้ม สโลวีเนีย 17 แต้ม และสาธารณรัฐเช็ก 15 แต้ม
กลุ่ม 4 "อินทรีเหล็ก" เยอรมนี เป็นอีกทีมที่ได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายหลังจากบุกไปเอาชนะ "หมีขาว" รัสเซีย 1-0 โดย เมซุท โอซิล ใส่พานให้ มิโรสลาฟ โคลเซ ยิงประตูชัยนาทีที่ 35 และแพ้ว่า เฌอโรม บัวเต็ง ของทีมเยือนจะถูกใบเหลืองใบที่ 2 ในนาทีที่ 69 แต่ เยอรมนี ก็ยังยันสกอร์ได้จนจบเกม จึงมีเพิ่มเป็น 25 แต้ม คว้าแชมป์กลุ่มเข้ารอบสุดท้ายเป็นสมัยที่ 17 ส่วน รัสเซีย ที่มี 21 แต้ม ได้ไปเพลย์ออฟ ผลคู่อื่นๆ ของกลุ่มนี้ ฟินแลนด์ ชนะ เวลส์ 2-1 และ ลิกเทนสไตน์ แพ้ อาเซอร์ไบจาน 0-2
กุส ฮิดดิงค์ กุนซือชาวดัตช์ของ รัสเซีย สุดเสียดายกับความพ่ายแพ้นัดนี้ เพราะมีโอกาสได้ประตูจะจะถึง 3 ครั้ง และโอกาสลุ้นทั่วๆ ไปอีกมากมายแต่กลับทำไม่สำเร็จ ทั้งๆ ที่ฟอร์มการเล่นของลูกทีมก็ทำได้ดีแล้ว ขณะที่ โยอาคิม เลิฟ เทรนเนอร์เยอรมนี เผยว่ามีความมั่นใจว่าจะชนะในนัดนี้อยู่ก่อนแล้ว เพราะเตรียมตัวมาดี และลูกทีมก็เล่นกันอย่างมีสมาธิ ซึ่งการวางแผนมาเล่นที่มอสโกไม่ได้หวังมาแค่เสมอ แต่ก็ยอมรับว่ามีโชคอยู่บ้างกับโอกาสของรัสเซียที่พลาดไป
กลุ่ม 5 "กระทิงดุ" สเปน ที่เข้ารอบไปแล้วก่อนหน้านี้เก็บชัยชนะรวดเป็นนัดที่ 9 ด้วยการบุกไปชนะ อาร์เมเนีย 2-1 จากประตูของ เชส ฟาเบรกาส นาทีที่ 33 และ ฆวน มาตา นาทีที่ 64 ส่วนเจ้าถิ่นได้จาก โรเบิร์ต อาร์ซูมานยาน นาทีที่ 64 ผลคู่อื่นๆ ของกลุ่มนี้ เอสโตเนีย แพ้ บอสเนีย 0-2 และ เบลเยียม ชนะ ตุรกี 2-0 จึงเป็น บอสเนีย ที่ครองอันดับ 2 ของกลุ่มแน่นอนแล้ว
กลุ่ม 6 "สิงโตคำราม" อังกฤษ ที่เข้ารอบไปแล้ว ออกไปเยือน ยูเครน และจุดเปลี่ยนของเกมเกิดขึ้นในนาทีที่ 13 เมื่อ โรเบิร์ต กรีน ไปรวบ อาร์เตม มิเลฟสกี้ ในเขตโทษจึงโดนใบแดงไล่ออกจากสนาม ซึ่งแม้ว่า อังเดร เชฟเชนโก้ จะยิงจุดโทษไปแฉลบเสาขวามือออกไป แต่เจ้าถิ่นยังได้ประตูชัยจากการยิงของ เซอร์เก นาซาเรนโก้ ที่ยิงแฉลบ แอชลีย์ โคล เข้าไปในนาทีที่ 29 ทำให้ ยูเครน ชนะไปหวุดหวิด 1-0 มีเพิ่มเป็น 18 แต้ม แซงหน้า โครเอเชีย 1 แต้ม โดยการลุ้นรองแชมป์กลุ่มเหลืออีกเพียงนัดเดียว ผลอีกคู่ของกลุ่มนี้ เบลารุส ชนะ คาซัคสถาน 4-0
ฟาบิโอ คาเปลโล ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษไม่เห็นด้วยเท่าไรนักกับการถูกใบแดงของ โรเบิร์ต กรีน แต่ก็ยังมองว่าลูกทีมที่มี 10 คนยังเล่นได้ดีในครึ่งหลังและถือว่าเป็นฟอร์มที่น่าภูมิใจ ขณะที่ โอเล็กเซ มิไคอิลเชนโก้ โค้ชของยูเครน ย้ำกับลูกทีมว่าต้องเต็มที่ในเกมกับ อันดอร์รา ในนัดสุดท้าย โดยแม้ว่าจะเป็นทีมที่ต่ำชั้นกว่ามากแต่ก็ประมาทไม่ได้ ส่วนเกมนี้ถือว่าลูกทีมทำผลงานได้ดี
กลุ่ม 7 เซอร์เบีย เปิดบ้านถล่ม โรมาเนีย 5-0 จากประตูของ นิโคลา ซิกิช นาทีที่ 37 มาร์โก ปันเทลิช นาทีที่ 51 ซดาฟโก้ คุซมาโนวิช นาทีที่ 78 และ มิลาน โยวาโนวิช นาทีที่ 85 กับ 90 มีเพิ่มเป็น 22 แต้ม คว้าแชมป์กลุ่มไปครอง ขณะที่ "ตราไก่" ฝรั่งเศส ถล่มหมู่เกาะแฟโร ด้วยสกอร์เดียวกันจากประตูของ อองเดร ปิแอร์ ชีญัค นาทีที่ 34 กับ 39 วิลเลี่ยม กัลลาส์ นาทีที่ 53 นิโกลาส์ อเนลก้า นาทีที่ 86 และ คาริม เบนเซมา นาทีที่ 88 มีเป็น 18 แต้มยึดพื้นที่ไปเพลย์ออฟ ผลอีกคู่ ออสเตรีย ชนะ ลิทัวเนีย 2-1
กลุ่ม 8 "อัซซูรี" อิตาลี บุกไปไล่ตีเสมอ "ยักษ์เขียว" ไอร์แลนด์ 2-2 ในนาทีสุดท้าย ทำให้ได้ตั๋วไปเล่นรอบสุดท้ายแล้วเช่นกัน โดยเป็นเจ้าถิ่นที่นำ 2 ครั้ง 2 คราจาก เกล็น วีแลน นาทีที่ 8 กับ ฌอน เรดเจอร์ นาทีที่ 87 แต่อิตาลีก็ตามตีเสมอได้จาก 2 ประตูของ เมาโร คาโมราเนซี นาทีที่ 26 และ อัลแบร์โต้ จิลาร์ดิโน นาทีสุดท้ายของเกม ทำให้ อิตาลี มี 21 แต้ม เป็นแชมป์กลุ่ม และ ไอร์แลนด์ มี 17 แต้ม เป็นรองแชมป์กลุ่ม ผลคู่อื่นๆ ไซปรัส ชนะ บัลแกเรีย 4-1 มอนเตเนโกร ชนะ จอร์เจีย 2-1
โซนแอฟริกา ไอเวอรี โคสต์ เป็นอีกทีมที่ได้เข้ารบอสุดท้ายแน่นอนแล้ว หลังจากที่ลงสนามในกลุ่ม อี ไปเสมอกับ มาลาวี 1-1 โดยเป็น มาลาวี เจ้าถิ่นที่ออกนำก่อนจาก จาคอป เอ็นวิรา นาทีที่ 64 แต่ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ที่ลงสนามมาเป็นตัวสำรองมาตีเสมอให้ทีมเยือนได้ในอีก 3 นาทีต่อมา ทำให้ ไอเวอรี โคสต์ มีเพิ่มเป็น 13 แต้ม ขณะที่ บูร์กินา ฟาโซ ทีมอันดับ 2 เพิ่งมี 6 แต้ม ขณะที่เหลือการแข่งขันอีกเพียง 2 นัด
กลุ่ม เอ "หมอผี" แคเมอรูน ยังเป็นทีมนำของกลุ่มหลังเอาชนะ โตโก ไป 3-0 จากการยิงของ เฌเรมี เอ็นจิแทป นาทีที่ 30 ฌอง มาคูน นาทีที 48 และ อาชิลล์ เอมานา นาทีที่ 56 ขณะที่ กาบอง ชนะ โมร็อกโก 3-1 ทำให้ แคเมอรูน มี 10 แต้ม ตามมาด้วย กาบอง 9 แต้ม และ โตโก 5 แต้ม ขณะที่เหลือการแข่งขันอีกนัดเดียว ส่งผลให้ โตโก ตกรอบแน่นอนแล้ว
กลุ่ม ซี "ฟาโรห์" อียิปต์ ยังมีความหวังในการเข้ารอบสุดท้ายเมื่อบุกไปชนะ แซมเบีย ได้หวุดหวิด 1-0 จากประตูชัยของ ฮอสนี รายบู นาทีที่ 68 ส่งผลให้ อียิปต์ มีเพิ่มเป็น 10 แต้มเท่ากับ แอลจีเรีย ทีมนำแต่ลงสนามมากกว่า 1 นัด ส่วน แซมเบีย กับ รวันดา ตกรอบแน่นอนแล้ว
การเพลย์ออฟโซนเอเชีย-โอเชียเนีย ที่มานามา บาห์เรน เปิดบ้านรับ "กีวี" นิวซีแลนด์ โดนตลอดเกม บาห์เรน มีโอกาสลุ้นประตูหลายครั้งแต่พลาดไปหมดอย่างน่าเจ็บใจจึงเสมอกันไป 0-0 ก่อนจะไปเล่นกันอีกนัดที่เวลลิงตัน ในวันที่ 14 พฤศจิกายน



