
"วิษณุ"ห่วงสมคิดปมใช้อำนาจรัฐ-หวั่นถูกตีความผิดปมตั้งพรรค
"วิษณุ"เตือน"สมคิด"ระวังการใช้อำนาจรัฐ หวั่นคนตีความผิดนำไปโจมตีปมตั้งพรรค ด้าน"ศาลรธน."จ่อถกรับ-ไม่รับกฎหมายส.ส. 11 เม.ย.นี้ ขณะที่ศธ.พบ471บช.โกงกองทุนเสมาฯ
เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่โรงแรมเพนนินซูล่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ และอาจตั้งพรรคการเมือง เป็นการใช้อำนาจรัฐที่จะได้เปรียบพรรคการเมืองหรือไม่ว่า ใครก็ตามที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ต้องระมัดระวังในส่วนนี้เอง เส้นที่จะแบ่งกันระหว่างประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์สาธารณะ มันอาจจะบางมาก ก็ต้องระวัง ซึ่งไม่รับรู้และไม่อยากเกี่ยวข้อง
โต้ “บิ๊กตู่” ไม่ได้ลงพื้นที่หาเสียง
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคการเมืองวิพากษ์วิจารณ์การลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองว่า การลงพื้นที่นั้นไปในฐานะรัฐบาลเพื่อทำงาน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้งอะไรทั้งสิ้น และวันนี้ไม่ว่าพรรคการเมืองใดต้องการลงพื้นที่ย่อมสามารถทำได้ ถ้าไม่ใช่การลงไปเพื่อทำกิจกรรมทางการเมือง อีกทั้งวันนี้ก็มีการลงพื้นที่กันอยู่แล้ว แม้นักการเมืองจะมองว่าการลงพื้นที่ของนายกฯ เป็นการหาเสียง แต่เรามองว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล
“คนเป็นรัฐบาลมันจะมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบคนอื่นบ้างเป็นธรรมดา เหมือนกับรัฐบาลก่อนๆ ประมาณ 2 เดือนก่อนยุบสภาก็จะลงพื้นที่หาเสียง เนื่องจากพรรคอื่นเขาไม่รู้มาก่อนว่ารัฐบาลจะยุบสภา เพราะมันเป็นเรื่องของรัฐบาล เป็นแบบนี้เยอะแยะไปทั่วโลก จึงต้องหาเสียงให้หนัก เยี่ยมประชาชนมากขึ้น ซึ่งคนไม่รู้ว่ามันไปทำอะไร แต่พอถึงเวลาก็เปรี้ยงยุบสภา อีกไม่กี่วันเลือกตั้ง ถ้าจะกล่าวหาว่าเป็นการได้เปรียบมันก็ได้เปรียบอยู่แล้ว รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยมีอำนาจหน้าที่ตรงนี้อยู่ ส่วนที่มีข่าวว่าคนในรัฐบาลจะตั้งพรรคการเมืองนั้น ผมไม่ทราบ” นายวิษณุ กล่าว
ชี้ธนาธรลงพื้นที่ใต้ไม่มีปัญหา
เมื่อถามถึงกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ เดินสายพบประชาชนที่ จ.ตรัง เพื่อรับฟังปัญหา เข้าข่ายเป็นกิจกรรมทางการเมืองหรือไม่นั้น นายวิษณุ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการเดินสายลงไปบรรยาย ปราศรัย พบปะกัน ไม่ได้มีปัญหาอะไร เราจะไม่บอกว่าผิดหรือไม่ เพราะเจ้าตัวจะรู้เอง และถ้าล้ำเส้นเกินไปเจ้าหน้าที่จะเข้าไปเตือน ส่วนกิจกรรมที่นายธนาธรทำอยู่นั้น รวมถึงการรับฟังความเห็น สามารถทำได้ เพราะหลายคนทำอยู่ รัฐบาลรับทราบเป็นประจำว่าหลายคนลงพื้นที่ไปพบกับใครอย่างไร
เมิน “เพื่อไทย” ไม่ร่วมถก คสช.
นายวิษณุ กล่าวถึงกรณีพรรคการเมืองประสานเพื่อขอพูดคุยกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า มีพรรคการเมืองไม่กี่พรรคประสานเข้ามาเพื่ออยากพูดคุยกับ คสช. จึงได้ส่งเรื่องดังกล่าวไปให้ คสช.พิจารณา เบื้องต้นสามารถพูดคุยกันได้โดยจำเป็นต้องรอให้ร่างกฎหมายที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญบังคับใช้ก่อน
ส่วนที่พรรคเพื่อไทยเห็นว่า คสช.ไม่มีอำนาจในการกำหนดวันเลือกตั้งจึงไม่จำเป็นต้องมาร่วมพูดคุยด้วยนั้น ไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน เชื่อว่าแม้พรรคใหญ่ไม่ได้เข้าร่วม จะไม่มีปัญหาอะไร และถ้ามีพรรคการเมืองมาร่วมพูดคุยน้อยก็ไม่จำเป็นต้องจัดก็ได้
“บิ๊กตู่”เยื่อนจุฬาฯหวานผูกพันพิเศษ
เมื่อเวลา 08.30 น. ที่หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับการขับเคลื่อนประเทศในระยะเปลี่ยนผ่าน” โดยมีคณะอาจารย์ นิสิตจุฬาฯ เข้าร่วม ทั้งนี้ เมื่อไปถึงนายกฯ ได้วางพวงมาลาถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ในการปาฐกถา นายกฯ ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งรอยยิ้ม จนทำให้ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยงจากต่างชาติมากที่สุด ดังนั้นขอให้เป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับ และที่ผ่านมาก็ผูกพันกับจุฬาฯ เป็นพิเศษ เนื่องจากภรรยาเป็นอาจารย์สอนที่นี่ อีกทั้งลูกสาวก็เรียนที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ
ยันชีวิตไม่เคยตั้งใจเป็นนายกฯ
“ประชาธิปไตยเกิดขึ้นมานานแล้ว การศึกษาเราไม่ได้เลวร้าย ระบบไม่ได้เสียหาย แต่ต้องหาวิธีการที่เหมาะสม นำวิธีการที่มีอยู่แล้วมาปรับเปลี่ยน ให้ตรงกับเป้าหมายของนิสิต นักศึกษา ครู และประเทศ ให้ทั้ง 3 อย่างตรงกัน เพื่อให้สามารถเดินหน้าไปได้ การปฏิรูปการศึกษาจึงต้องผลิตคนตรงความต้องการของประเทศ ซึ่งทุกคนต้องตั้งเป้าหมายของตนเอง ผมไม่ได้มีความสมบูรณ์มาตั้งแต่เด็ก แต่ตั้งความหวังไว้ว่าจะเป็นอะไรตั้งแต่เด็ก และไม่เคยเปลี่ยนที่จะรับราชการทหาร แต่ไม่มีความตั้งใจที่จะเป็นนายกฯ แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ทำให้ผมต้องมายืนตรงนี้ มาพูดให้นิสิตฟัง ดังนั้นขอให้ตั้งมั่นเพื่อเป็นคนดีและคิดว่าจะทำงานอะไร จะเป็นอะไร ซึ่งหลายคนมีความตั้งใจเป็นทหาร ตำรวจ พยาบาล หมอ เป็นครู ท้ายที่สุดอาจจะไม่เป็นอะไรเลยก็ได้ ฉะนั้นเราต้องมีความมุ่งมั่นและความเพียรพยายามตั้งแต่เด็กจนโต 19-20 ปี ถึงจะจบ รัฐบาลนี้จึงมีความมุ่งมั่นและเตรียมความพร้อมให้ตั้งแต่วัยเรียน"
ย้ำชัดไม่คิดสืบทอดอำนาจ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ทุกประเทศมองไทยเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น คนมาเที่ยวมากขึ้นเพราะบ้านเมืองสงบ “ก็เอาสิก็เลือกเอา เลือกตั้งว่าจะไม่พูด ก็คอยดูกันต่อไปแล้วกัน อาจดีก็ได้ แต่อย่ามาโทษอีกก็แล้ว ต้องไปดูยุทธศาสตร์ 20 ปี มาบอกว่าจะสืบทอดอำนาจ จะอยู่ไปทำไม 20 ปี แค่นี้อายุก็ 60 กว่าแก่ตายอยู่แล้ว พักผ่อนบ้างสิ อย่าไปมองอย่างนั้น เพราะมันมีปรับได้ทุกคนขึ้นมาทำ แต่แค่นี้ก็เถียงกันแล้ว ไม่ยอมกัน กลายเป็นว่ามาบอกสืบทอดอำนาจ อย่างการปฏิรูปบางอย่างต้องใหม่เลย บางอย่างต้องแก้ปัญหาเดิมด้วยวิธีการใหม่ๆ นั่นคือการปฏิรูปที่ไม่ใช่เข้าห้องนำออกมาแล้วเสร็จเลย ต้องทำมากกว่านี้ ฟังความคิดทุกอัน อันไหนทำได้ทำเลย อันขัดแย้งไว้ข้างๆ ก่อน อะไรจำเป็นออกมาก่อน เพื่อปฏิรูปประเทศ ถ้ารอทำทีเดียวไม่มีทางได้ เพราะไทยขัดแย้งกันสูง เราต้องมีภูมิต้านทานที่ดีด้วย
ถามถ้าปลดล็อกแล้วเป็นแบบเดิม
“คนไทยเป็นคนคิดมาก คิดละเอียดคิดหมด แต่ฝรั่งอะไรที่ดีทำไปก่อนแล้วแก้ ต่างกันตรงนี้ ถ้าปลดล็อกทำอะไรไม่ได้ เป็นแบบเดิม ไม่ได้อะไรสักอย่าง อย่างอีอีซีก็ต่อต้าน หลายคนไม่ชอบ ต้องดูว่าวันหน้าจะเอาอะไรมากิน มาดูแลคนจน ต้องมีรายได้ของประเทศ ต้องร่วมมือ อย่าไปมองว่าเป็นการทุจริต ถ้าทุจริตก็จับให้ได้ และที่จับได้ก็ไม่ใช่ใครแต่รัฐบาลนี้จับ เพราะเกิดนานแล้ว ผมมาจุฬาฯ ถึงใส่สีชมพู ให้เกียรติทุกคน ต้องให้เกียรติกันเพื่อจะได้เกิดความสามัคคี เพื่อทำให้หลายอย่างปรับเปลี่ยนขึ้นมาได้ ต้องเคารพกฎหมายอย่าให้คนอื่นเดือดร้อน และถึงไม่ผิดวันนี้ก็ผิดวันหน้า เพราะกฎหมายไม่ได้เขียนให้ยกเว้น”
จุฬาเข้ม“เนติวิทย์”แยกฟังบิ๊กตู่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่เคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ได้ร่วมรับฟังการปาฐกถาในครั้งนี้ด้วย โดยเจ้าหน้าที่แยกให้นั่งฟังอยู่บริเวณชั้นลอยของหอประชุม
ขณะที่เฟซบุ๊กสายตรงไทยนิยม ได้ถ่ายทอดสดการปาฐกถาครั้งนี้ มีนักเคลื่อนไหวทางการเมืองร่วมรับฟังและแสดงความเห็นอย่างหลากลาย ทั้งนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด และ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว
โพสต์ข้อความประท้วงมหาวิทยาลัย
เฟซบุ๊กของ Tanawat Wongchai, Wiranpat Rodkaew, Wasinee Pabuprapap ได้โพสต์ข้อความระบุในลักษณะไม่พอใจผู้บริหารจุฬาฯ ต่อกรณี พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ และสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้ จึงขอให้ผู้บริหารของจุฬาฯ ทบทวนบทบาทการเป็น “เสาหลักของแผ่นดิน” ของสถาบันนี้ และนำพามหาวิทยาลัยให้กลับมาเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นแหล่งส่งเสริมเสรีภาพทางความคิดและวิชาการ เป็นสถาบันทางการศึกษา มิใช่สถานที่แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ หรือการทำธุรกิจค้าหากำไรใดๆ ทั้งสิ้น
นายกฯไม่เลื่อนพบนักการเมือง
ต่อมาเมื่อเวลา 11.55 น. ที่สยามสแควร์วัน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีการเลื่อนพบนักการเมืองว่า ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ ยังไม่มี อย่าสนใจมาก พบเมื่อใดก็เมื่อนั้น หากมีความพร้อม เพราะจะพบเร็วหรือช้า อย่างไรก็ต้องพบกันอยู่ดี ซึ่งจะต้องพบก่อนจะมีการเลือกตั้งอยู่แล้ว
ส่วนกรณีที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ประกาศสนับสนุนนายกรัฐมนตรีนั้น ก็ขอขอบคุณ ซึ่งยังไม่ทราบว่า จะตอบรับหรือไม่ และจะต้องพิจารณาด้วยกัน
เหน็บนิสิตจุฬาฯชูป้าย ‘เยี่ยม-เก่ง’
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ มีนิสิตจุฬาฯ 3 คน ชูป้ายชาวจุฬาฯ รักลุงตู่ (เผด็จการ) โดยขีดกากบาทที่คำว่า “ลุงตู่” ซึ่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรีได้เข้าไปสกัดกลุ่มนิสิตดังกล่าว และฉีกป้ายข้อความ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็น และกล่าวกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยว่า ปล่อยเขาไปเถอะ อย่าทำร้ายเขาเลย หากเขาไม่เข้าใจก็ปล่อยไป พร้อมกล่าวย้ำว่า ปล่อยเขาเถอะ ปล่อยเขาไป ไปเถอะนะคนเก่ง เยี่ยม เก่งมาก หากประเทศเสียหายก็ออกมาด้วยนะ ก่อนเดินขึ้นรถด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ย้ำยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด
วันเดียวกัน นายกฯ เดินทางไปยังพื้นที่บึงบางซื่อ เขตจตุจักร ในพิธีเปิดโครงการ “สานพลังประชารัฐ-การพัฒนาพื้นที่บึงบางซื่อ” และได้กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้หลายคนมาถามว่า รัฐบาลจะอยู่อย่างไร นายกฯ ตู่จะไปไหน จะไปสมัครพรรคการเมืองอะไร ขอย้ำว่า ยังไม่ติดต่อไปสักที่เลย ใครเชิญมายังไม่รู้จะรับหรือไม่ แล้วถ้ารับไปแล้วไม่มีใครเลือกสักคนแล้วจะทำอย่างไร ดังนั้นถ้าจะรับก็ต้องเลือกทั้งหมด มันจะได้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ขณะนี้ยังไม่รู้อะไรเหมือนกัน ยังไม่ตัดสินใจอะไรทั้งสิ้น ขอมาดูแลชาวบ้านก่อน ไม่ต้องการการเมืองอะไรทั้งสิ้น ใครจะพูดอะไรก็พูดไป วันนี้ขอให้เข้าใจด้วย
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวด้วยว่า วันนี้พูดทั้งวันเหนื่อยเหมือนกัน เพราะไปมาหลายที่ เจอคนหลายกลุ่ม แต่เจอประท้วงอยู่คนเดียวที่ใส่หูฟัง ไม่อยากฟังก็อย่าฟัง แต่อย่าบ่นแล้วกันในวันหน้า
“ประวิตร” โต้ข่าวสมคิดตั้งพรรคหนุน
ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่นายสมคิด ให้ความเห็นว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้วตั้งพรรคการเมืองในทำเนียบรัฐบาลว่า “แล้วตั้งพรรคการเมืองหรือเปล่า ยังไม่ได้ตั้งพรรคอะไรเลย ใครเป็นคนตั้ง เชื่อว่าไม่มีตั้งพรรคการเมืองในทำเนียบรัฐบาล และอดีต ส.ส.ที่มาพบนายสมคิดก็มาแค่วันเดียว และมีอยู่แค่คนสองคน มาพูดเรื่องอะไรก็ไม่รู้ แล้วจะมาเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง”
เมื่อถาม พล.อ.ประยุทธ์จะลงเล่นการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ตนตอบแทน พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ ต้องไปถามท่านเอง แต่ยืนยันว่าจะไม่เล่นการเมือง ส่วนที่ถามว่ามอง พล.อ.ประยุทธ์มีคุณสมบัติเป็นนายกฯ ต่อหรือไม่นั้น ไม่มอง แต่คิดว่าสมควรเป็นนายกฯ ในตอนนี้อยู่แล้ว
ส่วนที่บอกว่าเหมาะสมเป็นนายกฯ ตอนนี้ แล้วจะเหมาะสมเป็นนายกฯ ในอนาคต หรือไม่ รองนายกฯ ประวิตรกล่าวว่า “ให้ไปดูโพลล์”
‘สนธิรัตน์’ ยันหนุนบิ๊กตู่เหตุเหมาะสม
ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสการเดินสายหารือกับพรรคการเมืองต่างๆ ว่า สืบเนื่องมาจาก นายสมคิดได้ให้สัมภาษณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เรื่องนี้เป็นกระแสมาโดยตลอด จริงๆ แล้วเราได้มองไปที่อนาคตว่าจะส่งมอบประเทศไปสู่การเลือกตั้งอย่างไร เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ซึ่งนายกฯ เป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะนำพาประเทศในช่วงเปลี่ยนถ่ายเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้คุยกับนักการเมืองมาโดยตลอดเพราะต้องลงพื้นที่ การพบนักการเมืองจะได้ฟังปัญหาเรื่องชาวบ้านในการแก้ปัญหา เป็นห่วงเรื่องอนาคตประเทศ มองว่าการเมือง หากไปในรูปแบบเดิมจะเกิดอะไรขึ้น นี่คือการพูดคุยกัน แต่ในขณะนี้ยังไม่ตั้งพรรค แต่มักมีชื่อเข้าไปเกี่ยวพัน อยู่ระหว่างการพูดคุยว่าประเทศจะต้องไปทิศทางไหน ได้มองว่าใครจะเป็นผู้ที่เหมาะสม ประชาชนอยากให้นำพาประเทศต่อไป ซึ่งกระแสนายกฯ ก็เป็นกระแสส่วนหนึ่ง ในการสำรวจผู้นำ นายกฯ ก็เป็นอันดับหนึ่งตลอด ถามก็สนับสนุนนายกฯ ถ้าประชาชนเรียกร้อง เพราะท่านก็มีความเหมาะสมคนหนึ่ง
ยืนยันยังไม่ตั้งพรรค-แต่พูดคุย
“ต้องยืนยันขณะนี้พวกผมยังไม่มีการตั้งพรรค แต่พูดคุยหารือเส้นทางข้างหน้าในการส่งต่อนโยบายข้างหน้า แน่นอนคนทำงานก็อยากเห็นการส่งต่อไปข้างหน้าได้ อยากเห็นความราบรื่นในการส่งผ่าน แต่ ณ ขณะนี้เป็นเพียงการหารือกัน การรับผิดชอบงานบริหารก็ต้องมีการหารือมีการพูดคุยกันว่าเรื่องต่างๆ จะทำอย่างไรที่ให้นโยบาย และยุทธศาสตร์ชาติเดินไปข้างหน้าได้ ส่วนการคุยกับพรรคต่างๆ เป็นเรื่องปกติเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่ยังไม่มีบทสรุป” นายสนธิรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย
“สมคิด” เผยแก่พลังน้อยหวังรุ่นใหม่
ด้านความเคลื่อนไหวของนายสมคิดนั้น วันเดียวกันที่ รร.มิราเคิลแกรนด์ นายสมคิด กล่าวในงานสัมมนา "การขับเคลื่อนปฏิรูปภาคการเกษตร” ว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาความยากจนส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร หากไม่เร่งพัฒนาเกษตรกร ในอนาคตจะเกิดปัญหาหนักมาก ขณะที่ทุกภาคส่วนพัฒนาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ยิ่งมีรายได้สูงกว่าภาคเกษตรกรรม ถ้าเราไม่ทำอะไรคนส่วนใหญ่ของประเทศจะจนลง ทำให้ฝ่ายที่พยายามใช้ไปปลุกปั่นสร้างตวามผันผวนทางการเมืองได้ตลอด จะวุ่นวายไม่จบสิ้น ช่วงนี้เป็นโอกาสดีๆ ที่คนไทยต้องก้าวข้ามไปให้ได้ นักการเมือง พรรคการเมือง ทั้งหลายเข้าสู่การเลือกตั้ง ประชาชนจะเลือกพรรคไหน ใครจะเป็นผู้นำ เสนอตัวตามสะดวก แต่ที่สำคัญ เลือกตั้งแล้ว มีรัฐบาลใหม่ ทุกคนต้องรวมพลังที่สำคัญเดินหน้าไปด้วยกัน นี่ไม่ใช่แค่เริ่มต้นทะเลาะกันแล้ว ประเทศชาติไม่ไปไหน
“ผมพูดตรงๆ แก่ตัวลง พลังเราน้อยลง ต้องมีคนรุ่นใหม่มาสืบทอดต่อไป ไม่เช่นนั้นประเทศไทยไม่มีอนาคต เมื่อ 15 ปีที่แล้วผมเป็นรองนายกฯ ไม่มีความสามารถเปลี่ยนแปลงภาคเกษตรได้ แต่กลับมาอีกครั้ง อย่างไรต้องไปให้ถึงดูแลเกษตรกรให้ถึงที่สุด วางรากฐานพัฒนาเกษตรกรอยู่ในอาชีพได้อย่างมีเกียรติมั่นคง ก่อนอื่นต้องเข้าถึงจิตใจพวกกระทรวงเกษตรฯ เป็นกระทรวงเกรดเอ ตอนนี้ไม่มีรัฐมนตรีที่เข้ามาแล้วไม่ทำอะไร มาหาเงินเข้ากระเป่า ทำให้กระทรวงนี้กลายเป็นกระทรวงเกรดซี เกษตรกรไม่ได้รับการเหลียวแล ผมเชื่อว่ารัฐมนตรีของผม ทำจริงมาพัฒนาเกษตรกร ให้ความสำคัญฐานราก ไม่ใช่ให้ความสำคัญแต่เรื่องราคา เป็นการรดน้ำที่ใบไม่ลงราก ผมมาพูดวันนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง มาเรียกจิตสำนึกหน้าที่ต้องร่วมมือกัน ช่วยเกษตรกรได้ มันมีหลายมิติ ไม่ใช่ราคาพืชพล ประกันราคา ประกันรายได้ วนเวียนอยู่ไม่จบ กลายเป็นเครื่องมือการเมือง ถ้าทำได้ราคานี้ให้เลือกพรรคนี้ ส่วนใหญ่ที่หาเสียงกัน ไม่พ้นราคาข้าว ยาง ไปบิดเบือนราคาจนเกิดความเสียหาย รัฐบาลเป็นเจ้ามือ รวบไว้หมดจนเน่าเสียหาย" นายสมคิด กล่าว
จ่อถกรับ-ไม่รับก.ม.ลูกส.ส.11เม.ย.
วันเดียวกัน นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความคืบหน้าในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วย ส.ส.และส.ว. นั้นว่า ขณะนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลแล้ว โดยศาลได้รับไว้พิจารณา และอยู่ระหว่างกระบวนการรับความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีจำนวนมาก เพื่อให้กระบวนการพิจารณามีความครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถอำนวยความยุติธรรม และประโยชน์ในการปกครองประเทศได้ โดยร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.นั้น ศาลนัดพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับไว้ในวันที่ 11 เมษายนนี้ รวมทั้งคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินกรณีคำสั่งที่ 53/2560 ด้วยในวันเดียวกัน
ส่วนกรณีที่ประธานสนช. ส่งความเห็นมาขอให้ศาลพิจารณากฎหมายด้วยความรวดเร็ว เพื่อให้เป็นไปตามกรอบเวลาเลือกตั้งนั้น หลักการดำเนินการของศาลจะเร่งรัดเป็นกรณีพิเศษอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นกฎหมายสำคัญของประเทศ แต่เรื่องกรอบเวลาขึ้นอยู่กับความเห็นจากหน่วยงานต่างๆ ที่จะทยอยส่งเข้ามา ทั้งนี้การส่งเรื่องเข้ามาให้ศาลพิจารณานั้นจะมีกระบวนการและรูปแบบที่จะดูตามหลักฐานที่เคยพิจารณามาประกอบกับข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องในคดีนั้นๆ ส่วนเรื่องกรอบเวลาต่างๆ ไม่สามารถตอบล่วงหน้าได้ว่าจะเสร็จเมื่อใด เพราะมีการพิจารณาจากองค์กรที่เกี่ยวข้องมาประกอบด้วย
พร้อมพิจารณาปมคำสั่งคสช. 53
เมื่อถามว่า หลายฝ่ายพยายามบอกว่าการเลือกตั้งจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการพิจารณากฎหมาย นายเชาวนะ กล่าวว่า ศาลทำหน้าที่ตามกรอบของรัฐธรรมนูญ และหลักนิติธรรมอย่างดีที่สุดเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง ส่วนเรื่องเวลาขึ้นอยู่กับส่วนที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แต่โดยหลักแล้วศาลให้ความสำคัญกับกฎหมายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหาร และการปกครองอยู่แล้ว
ส่วนเหตุผลว่าไม่ต้องการให้กระทบโรดแม็พเลือกตั้งพอจะเป็นเหตุผลที่นำมาพิจารณาได้หรือไม่ นายเชาวนะ กล่าวว่า การที่ท่านได้ระบุไว้ในคำร้องเป็นการบอกกล่าวถึงความจำเป็น ศาลเองก็รับรู้รับทราบเป็นอย่างดี ส่วนที่ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ฉบับของทั้งส.ส. และส.ว.จะเสร็จพร้อมกับในคราวเดียวนั้น เรื่องนี้ไม่สามารถตอบได้
เชื่อศาลรับพิจารณา1-2วันนี้
ที่โรงแรมเพนนินซูล่า พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงความคืบหน้าในการยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 เรื่องการดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า เราได้ส่งเรื่องไปตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมาแล้ว โดยศาลก็ต้องไปตรวจสอบว่าเรื่องที่ผู้ตรวจการส่งไปนั้นอยู่ในอำนาจที่ศาลจะสามารถตรวจสอบได้หรือไม่ ทั้งนี้ อยู่ที่ดุลพินิจของศาล ส่วนในส่วนของผู้ตรวจการนั้น “เราได้ทำคำร้องครบถ้วน และชี้แจงเหตุผลที่เกี่ยวของกับข้อกฎหมายอย่างละเอียดแล้ว คาดว่าภายใน 1 ถึง 2 วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่าจะรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้วินิจฉัยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม แม้คำสั่งที่ 53/2560 จะเป็นการออกคำสั่งโดยชอบตามมาตรา 44 ของหัวหน้าคสช. แต่ก็ขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 140 และ 141 ซึ่งทางศาลคงต้องวินิจฉัยคำร้องเรื่องดังกล่าว ว่าจะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ด้วย ทั้งนี้ เชื่อว่าศาลจะมีแนวทางที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ แต่จะเป็นการแก้คำสั่งคสช. หรือให้ยกเลิกคำสั่งคสช.นั้นต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล” พล.อ.วิทวัส กล่าว
ปธ.ศาล รธน.ย้ำยึดหลักนิติธรรม
ที่โรงแรมเพนนินซูล่า นายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยภายใต้หลักนิติธรรม” เนื่องในวาระศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยครบรอบ 20 ปี ว่า หลักนิติธรรมมีสองประการ คือมีหลักกฎหมายที่เป็นธรรม และต้องมีคนที่มาบังคับใช้กฎหมาย หรือ บุคคลในกระบวนการยุติธรรมจะต้องเป็นคนดี หลักนิติธรรมถึงจะเดินต่อไปได้ แต่ส่วนใหญ่ที่มีปัญหาเช่นเดียวกันทั่วโลกคือบุคคลที่มาใช้กฎหมาย เพราะหากใช้กฎหมายอย่างเป็นไม่เป็นธรรมแล้วหลักนิติธรรมจะไม่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญได้นำหลักนิติธรรมมาวินิจฉัยปัญหาทางรัฐธรรมนูญหลายครั้ง โดยศาลได้วางไว้ว่า การจำกัดสิทธิพื้นฐานของประชาชน ทำได้ แต่ต้องได้สัดส่วนกัน คือการดำเนินนโยบายของรัฐ กับการดำรงไว้ซึ่งสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อาทิ คำวินิจฉัยร่างพ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ...., คำวินิจฉัย พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 และคำวินิจฉัย พ.ร.บ.การประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2522 เป็นต้น
ชี้อย่าอ้างเสียงข้างมากแต่ทำผิด
ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันศาลรัฐธรรมนูญยังได้กล่าวถึงหลักนิติธรรมในการใช้อำนาจรัฐ โดยนิยามไว้ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 15-18/2556 กรณีเกี่ยวกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาส.ว.ของสมาชิกรัฐสภาเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ซึ่งหลักนิติธรรมถือเป็นแนวทางในการปกครองประเทศที่มาจากหลักความยุติธรรมทางธรรมชาติ อันเป็นความเป็นธรรมที่บริสุทธิ์ปราศจากอคติโดยไม่มีผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาเกี่ยวข้องและแอบแฝง หลักนิติธรรมจึงเป็นหลักการพื้นฐานสำคัญของกฎหมายที่อยู่เหนือบทบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้นการอ้างหลักเสียงข้างมากมาสนับสนุนการใช้อำนาจตามอำเภอใจโดยไม่ได้คำนึงถึงเสียงข้างน้อยในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จนทำให้เกิดความเสียหายและความเสื่อมโทรมของประเทศชาติหรือการวิวาทบาดหมางและแตกสามัคคีกันอย่างรุนแรงในหมู่ประชาชน ตามที่ปรากฏเป็นปัญหาวิกฤติของชาติที่ผ่านมาย่อมถือว่าขัดต่อหลักนิติธรรม นอกจากนี้ยังพบพฤติการณ์การเสียบบัตรแทนกัน
“สิ่งใดที่ศาลวินิจฉัยไปแล้ว ทุกองค์กรต้องปฏิบัติตามเอาหลักนั้นไปปฏิบัติ นอกจากศาลรัฐธรรมนูญ ยึดตัวบทบัญญัติเป็นสำคัญ เหนือกว่านั้นคือหลักนิติธรรม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคน ตราบใดก็ตามถ้าคนไม่ดี กฎหมายจะดีเท่าไหร่ก็ไร้ประโยชน์ จะทำอย่างไรให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง ต้องหาคนดีปกครองประเทศ ได้คนดีมาออกกฎหมาย มารักษากฎหมาย เป็นเรื่องสำคัญ ในรัฐธรรมนูญปี 60 ขอติติงนิดหนึ่ง เพราะได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง ผมว่าน่าจะเป็นรัฐธรรมนูญคนดีมากกว่า ไม่ใช่ปล่อยคนชั่วเข้ามาแล้วไปปราบ แค่ชื่อก็ไม่ค่อยถูก” นายนุรักษ์กล่าว
จ่อฟันโกงเงินคนจนเพิ่มกว่า60ราย
ความคืบหน้าการทุจริตโกงเงินคนจนนั้น นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย ของหน่วยงานในสังกัดพส. ว่า หลังจากที่ ป.ป.ท.ส่งรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินสงเคราะห์ฯ มาให้ พม.เพื่อดำเนินการทางวินัย เบื้องต้นได้พิจารณาพบว่า ประมาณ 14 รายชื่อสอดคล้องกับที่ พส.ได้ดำเนินการลงโทษ ทั้งสั่งย้าย พักราชการและสอบวินัยร้ายแรงไปแล้ว ดังนั้นในส่วนที่เหลืออยู่อีกประมาณ 82 รายชื่อ จะต้องมีการตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งว่ามีความผิดในระดับใด เพื่อให้มีการดำเนินการตามกระบวนการได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะในรายชื่อที่ ป.ป.ท.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงไปแล้ว อาจจะพิจารณาสั่งย้ายออกจากพื้นที่ได้ทันที รวมถึงการพิจารณาสอบทางวินัยทั้งร้ายแรงและไม่ร้ายแรงด้วย นอกจากนี้ ได้รับทราบจาก ป.ป.ท.ว่าจะส่งข้อมูลรายชื่อผู้เกี่ยวข้องที่พบการทุจริต มาให้ พม.เพิ่มเติม นอกเหนือจาก 96 รายชื่อซึ่งคาดว่าน่าจะมีเพิ่มมาอีกราว 60 กว่ารายชื่อ
นางนภา กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ก็ได้มีการหารือและร่วมทำงานกับทุกฝ่าย ซึ่ง พส.ก็เร่งรัดการทำงานให้เร็วที่สุดทั้งนี้ การตรวจสอบมีขั้นตอน ตามระเบียบ หากพบความผิดทางวินัย จะต้องพิจารณาถึงฐานความผิดว่าเข้าข่ายระดับไหน ก่อนส่งเรื่องมให้ ป.ป.ท. และ ป.ป.ช. จากนั้นจะตั้งคณะการสอบละเมิด เพื่อประเมินค่าเสียหาย ที่ผู้กระทำความผิดจะต้องชดใช้คืนรัฐ
พบทุจริตกองทุนเสมาฯ 471 บัญชี
ที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังนายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงการทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต รายงานความคืบหน้าการทุจริตเงินกองทุนเสมาฯ ว่า ขณะนี้ได้สืบเส้นทางบัญชีเงินกองทุนเสมาฯ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2548 ถึงปัจจุบันมีการโอนเงินไปใน 1,049 บัญชี เป็นจำนวนเงิน 230 กว่าล้านบาท ซึ่งในจำนวนบัญชีดังกล่าว มีการโอนเงินเข้าบัญชีที่มีปัญหา คือไปเข้าบัญชีอื่น 471 บัญชี เป็นเงิน 96 ล้านบาท และตอนนี้สืบรายชื่อบัญชีได้หมดแล้ว จึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ มาติดต่อเพื่อชี้แจงเรื่องดังกล่าว
นพ.ธีระเกียรติ กล่าวต่อไปว่า รายชื่อบัญชีที่มีการโอนเงินที่มีปัญหา มีทั้งที่เป็นข้าราชการของกระทรวงศึกษาธิการ เจ้าหน้าที่ทหาร หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นๆ และเท่าที่สืบคาดว่าน่าจะมีข้าราชการระดับซี 8 เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยอาจจะรู้เห็นด้วย ซึ่งกำลังสืบสวนอยู่ ส่วนอดีตข้าราชการผู้ใหญ่ หรือผู้น้อยที่เกี่ยวข้องนั้น เราได้ส่งข้อมูลต่างๆ ให้สำนักคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)ไปสอบสวนต่อ เพราะไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ที่สามารถกระทำได้ ส่วนข้าราชการของกระทรวงศึกษาธิการที่เกี่ยวข้องนั้น ทางประธานฯได้ส่งรายชื่อให้แก่ปลัดศธ.รับทราบแล้ว ซึ่งปลัดศธ.จะเป็นผู้พิจารณาต่อไปว่ามีใครเกี่ยวข้อง ต้องย้ายออกจากการทำงานหรือไม่ เพราะเท่าที่ทราบความผิดวินัยมีหลายระดับ ซึ่งบางคนอาจจะละเลย มีความประมาทเลินเล่ออย่างรุนแรง หรือจงใจ ก็ต้องพิจารณากัน อย่างไรก็ตาม ข้าราชการศธ.ที่เกี่ยวข้องโดยมีชื่ออยู่ในบัญชีว่าเป็นผู้รับเงิน มีจำนวน 2 คน ซึ่งหลังจากนี้ต้องไปดูว่าเจตนารับเพราะอะไร เนื่องจากการรับเงินอาจจะไม่ได้รู้เห็นเป็นใจ แต่การรับเงินก็ถือว่าผิดวินัยตามระเบียบข้าราชการ
(ข่าวหน้า1 นสพ.คมชัดลึก)



