
พักเงิน...พักใจไว้ที่กองทุนอสังหาฯ
เข้าสู่โค้งสุดท้ายปลายปี พร้อมๆ กับฝนฟ้าที่เริ่มสร่างซา ที่กำลังจะตามมาคือ การเริ่มต้นของฤดูหนาวที่หลายคนรอคอย เพราะเกือบตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สภาพอากาศเท่านั้นที่แปรปรวน แต่สถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองก็มีส่วนอย่างมากที่ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นอย่า
อุณหภูมิที่ค่อยๆ ลดต่ำลง พร้อมกับกลางคืนที่ยาวนานขึ้น ผนวกกับเหตุและปัจจัยต่างๆ น่าจะทำให้ความร้อนคลายลงได้บ้าง
ส่วนที่สวนทางกับสภาพอากาศในเวลานี้ ต้องยกให้มายาแห่งการลงทุน ที่เม็ดเงินทั่วโลกวิ่งพล่านอลหม่าน โดยล่าสุดยกพลขึ้นบุกตลาดทองคำ จนทำให้ราคาทองคำในตลาดโลกทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ สร้างฐานราคาใหม่ที่ 1,060 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ส่งผลให้ราคาทองคำในบ้านเราขึ้นไปสูงสุดที่บาทละ 16,550 บาท เช่นเดียวกับราคาหุ้น ที่ดัชนีราคาหุ้นวิ่งทะยานขึ้นมาใกล้เคียงกับระดับ 750 จุด จนทำให้ผู้คนที่มีภาระต้องซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีต้องกุมขมับ เพราะทำใจไม่ได้กับต้นทุนที่สูงขึ้น
ดังนั้น สำหรับคนที่ต้องการหาที่พักเงิน เพื่อพักใจให้คลายจากความสับสนอลหม่าน ขึ้นลงอย่างผันผวน หรือเหวี่ยงจากซ้ายสุดไปขวาสุด การเลือกลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่ “มั่นคง” และ “แน่นอน” มากขึ้น อย่างกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หรือพร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์ ก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อย
โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่มีหลายๆ กองทุนกำลังนำเสนอกันอยู่ในขณะนี้
ซีพีเอ็นอาร์เอฟรุกเซ็นทรัลปิ่นเกล้า
สำหรับคนที่พักอาศัยอยู่แถวฝั่งธนฯ แทบทุกคนคงต้องเคยใช้บริการห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า เมื่อคิดอัตราผู้ที่เข้ามาใช้บริการในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ พบว่าค่าเฉลี่ยสูงถึง 1.3 แสนคนต่อวัน ทำให้เซ็นทรัลปิ่นเกล้ากลายเป็นทำเลทอง และเป็นเป้าหมายที่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ “ซีพีเอ็น รีเทล โกรท” หรือซีพีเอ็นอาร์เอฟ (CPNRF) จะขยายการลงทุนด้วยการลงทุนในสิทธิการเช่าพื้นที่ในส่วนที่เป็น “พลาซ่า” รวมถึงอาคารสำนักงานอีก 2 ตึก รวมพื้นที่ 58,303 ตารางเมตร เป็นระยะเวลา 15 ปี
“โชติกา สวนานนท์” กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นผู้บริหารกองทุนนี้ บอกว่า จะใช้เงินลงทุนประมาณ 5,580 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นการกู้ตรงจากธนาคารไทยพาณิชย์ 1 พันล้านบาท ส่วนที่เหลือจะเป็นการระดมทุน ด้วยการออกหน่วยลงทุนใหม่ 546.60 ล้านหน่วย แบ่งเป็นการเสนอขายให้ผู้ถือหน่วยเดิมในอัตรา 1 หน่วยเดิมต่อ 0.25 หน่วยใหม่ และเสนอขายให้ผู้ถือหน่วยรายใหม่ ในจำนวนเท่าๆ กัน ในราคาหน่วยละ 8.90 บาท ระหว่างวันที่ 16-27 ตุลาคมนี้ ผ่านสาขาของธนาคารไทยพาณิชย์
“โชติกา” มั่นใจว่า ด้วยศักยภาพของสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโต โดยเฉพาะในอนาคตอันใกล้ที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้าจะปรับโฉมใหม่ให้เทียบชั้นเซ็นทรัล เวิลด์ รวมถึงผลการดำเนินงานย้อนหลังต่อเนื่องตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการปันผลไปแล้ว 15 ครั้ง รวมเป็นเงินปันผลประมาณ 3.22 บาทต่อหน่วย คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 8% ต่อปี โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนในปี 2551 ประมาณ 8.7% จะทำให้กองทุนนี้ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี
บัวหลวงบุกกองคลังสินค้า
ขณะที่ บลจ.บัวหลวง ก็เตรียมที่จะเสนอขายกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ทีพาร์คโลจิสติคส์ หรือทีโลจิส (TLOGIS) ในราวเดือนพฤศจิกายนนี้
“วรวรรณ ธาราภูมิ” กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวง บอกว่า กองทุนนี้จะเข้าไปลงทุนในกรรมสิทธิ์ที่ดินและคลังสินค้าใน 2 โครงการ ประกอบด้วยคลังสินค้าในโครงการเขตอุตสาหกรรมโลจิสติคส์ ทีพาร์ค วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา บนที่ดินจำนวน 48-3-32 ไร่ และคลังสินค้าทั่วไป และคลังสินค้าในเขตปลอดอากร (Custom Free Zone) ของโครงการเขตอุตสาหกรรมโลจิสติคส์ ทีพาร์ค บางนา บนที่ดินจำนวน 41-1-80 ไร่
“จุดเด่นของกองทุนดังกล่าวอยู่ที่การเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสินทรัพย์ที่เข้าไปลงทุน ซึ่งในระยะยาวมีโอกาสที่มูลค่าจะสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน จากการเพิ่มของราคาที่ดิน และค่าเช่าที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากโครงการทั้ง 2 แห่ง อยู่ในทำเลที่ตั้งที่มีศักยภาพสูง ขณะที่ผลตอบแทนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ทีโลจิสนั้น ได้รับการป้องกันความเสี่ยงด้วยการรับประกันรายได้ขั้นต่ำโดยผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์เป็นเวลา 7 ปี และจะมีการวางหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์เป็นหลักประกันเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนอีกชั้นหนึ่งด้วย”
ปิดท้ายที่ความเห็นของ ดร.ศุภกร สุนทรกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ที่แนะนำว่า การลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ โดยเฉพาะถ้าลงทุนในระยะยาว เพราะจะช่วยสร้างผลตอบแทนให้ได้อย่างสม่ำเสมอ
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างกรรมสิทธิ์และสิทธิการเช่า ที่เชื่อมโยงไปถึงผลตอบแทนที่กองทุนจ่ายออกมา โดยถ้าเป็นสิทธิการเช่าจะทยอยคืนเงินต้นออกมา พร้อมๆ กับการปันผลในแต่ละงวด ทำให้ผลตอบแทนดูสูงกว่ากรรมสิทธิ์ แต่ผู้ลงทุนก็ไม่มีสิทธิ์ที่แท้จริงในสินทรัพย์นั้น
ใครชอบแบบไหน พิจารณาให้รอบด้าน แล้วเลือกลงทุนแบบนั้น
ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]



