
เวทีสาธารณะไร้เงาฝ่ายศาลอุทรณ์ภาค5 จี้ควรฟื้นศรัทธาปชช.
ที่ปรึกษาสมาคมอุทยานฯจ่อถามธนารักษ์หากไม่ใช่ศาลจะอนุญาตพื้นที่แบบโครงการบ้านป่าแหว่งหรือไม่ และขอให้ศาลพิจารณาคืนพื้นที่โดยดี เพื่อฟื้นศรัทธาสถาบันยุติธรรมคืนมา
9 เม.ย.61-ที่มณฑลทหารบกที่33 จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการเปิด เวทีสาธารณะเพื่อร่วมหาทางออกกรณีบ้านพักตุลาการจังหวัดเชียงใหม่ โดยได้จัดเวทีเปิดเป็นรูปวงกลม ให้ทุกภาคฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้มาให้ข้อมูล โดยมี พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับฟังข้อมูลในครั้งนี้ พร้อมกับนายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และพลตรีสาธิต ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่33 พร้อมกับตัวแทนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนเครือข่ายขอคืนผืนป่าดอยสุเทพ
พล.ท.วิจักขฐ์ กล่าวว่า ทางผบ.มทบ.33 ได้ส่งหนังสือเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมหารือกันในวันนี้ แต่เมื่อเวลา 08.00 น. ทางสำนักงานศาลยุติธรรมแจ้งยกเลิก จากเดิมทีมีการส่งขื่อ นายนรนาถ เผื่อนโภคา รองเลขาธิการ สำนักงานศาลยุติธรรม และไม่ได้ส่งตัวแทนของศาลอุทรณ์ภาค5 เข้ามาร่วม ด้วย ซึ่งการหารือในวันนี้คงต้องดำเนินการต่อไป และหลังจากรับฟังทุกฝ่ายแล้ว จะนำผลการหารือ รายงานต่อ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก เพื่อนำเรียนต่อหัวหน้า คสช. ต่อไป
ขณะที่มวลชนชาวเชียงใหม่ และกลุ่มภาคีขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ที่เกิดจากองค์กรเอกชนต่างๆ รวม 16 องค์กรที่มารวมพลังกัน ได้ส่งตัวแทน จำนวน 10 คนเข้าร่วมหารือในครั้งนี้ โดยมีเจ้าหน้าที่ของทหารจากมณฑลทหารบกที่33 เข้ามาช่วยดูแลความสงบเรียบร้อยตามจุดต่างๆ ทั่วบริเวณเวทีฯ
สำหรับประเด็นสำคัญในการหารือวันนี้ ทางกลุ่มภาคีขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ต้องการชี้ชัดให้ผู้เข้าร่วมหารือได้เห็นถึง พื้นที่ป่าส่วนบนเชิงดอยสุเทพ เป็นป่าเขตกันชนรอยต่ออุทยานแห่งชาติ แต่โครงการบ้านพักข้าราชการตุลาการได้ก่อสร้างล้ำขึ้นจากแนวการใช้ประโยชน์ของหน่วยงานอื่นๆ อย่างชัดเจน ทำให้มีความเสี่ยงต่อปัญหาอัคคีภัยอุทกภัยโคลนถล่มตามฤดูกาล และที่สำคัญก็คือการบุกเบิกใช้พื้นที่บริเวณนั้นอาจจะเป็นจุดเริ่มของการขยายพื้นที่ใช้ประโยชน์เขตราชพัสดุส่วนที่เป็นป่าดอยสุเทพลุกลามตามมา โดยทางเครือข่ายของยืนยันให้นายกรัฐมนตรี ใช้ม.44 และในวันพรุ่งนี้ตัวแทนเครือข่ายฯ จะเดินทางเข้ากทม.เข้าพบนายกรัฐมนตรี โดยเริ่มต้นที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เพื่อแสดงถึงความตั้งใจในการเรียกร้องผืนป่าดอยสุเทพกลับคืนมา
นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ในฐานะเป็นผู้ดูแลระเบียบราชการแผ่นดิน มีคำถามขอความรู้จากภาคี 1.ในเรื่องของการควบคุมอาคาร แบบการก่อสร้าง ที่ทางชุมชนภาคีมีความต้องการ 2.ในเรื่องระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ หากเป็นหน่วยงานของภาครัฐจะเป็นการออกแบบรับรองโดยฝ่ายโยธา ฝ่ายวิศวกร ฝ่ายสถาปนิกของหน่วยงานเอง เป็นผู้รับรองและออกแบบให้ แต่การขออนุญาตจะต้องดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนผู้ประกอบการที่จะเข้ามาทำการก่อสร้างซึ่งเป็นหน่วยงานเอกชน หากต้องมีการหยุดการก่อสร้างจะถือว่าเป็นผู้ทิ้งงาน เนื่องจากหน่วยงานเอกชนได้ดำเนินการก่อสร้างไปแล้ว และยังไม่ได้รับค่าจ้าง ใครจะเป็นผู้ชดเชยในส่วนนี้ เป็นคำถามที่จะต้องหาทางออกร่วมกันการพูดคุยกันในวันนี้ ดอยสุเทพมีแนวเขตอยู่ส่วนไหนบ้าง ตรงไหนควรจะมีสิ่งก่อสร้าง จุดไหนไม่ควรมีสิ่งก่อสร้าง เรื่องสำคัญอีกประการคือการหาทางออกโดนสันติวิธี โดยการพูดคุยเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา
นายบัณรส บัวคลี่ หนึ่งในภาคีเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ กล่าวว่า การพูดคุยในวันนี้อยากเห็นความร่วมมือจากภาคราษฎร์กับภาครัฐเป็นความร่วมมือประชารัฐที่จะช่วยกันฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมหรือป่า ต้องมีการตั้งคณะกรรมการร่วมกันจะใช้ความร่วมมือร่วมกันเพื่อให้ผืนป่ากลับคืนมา และเป็นแนวทางในการสร้างสินติวิธี หากวันนี้ไม่มีข้อสรุปและยืดเยื้อออกไป ขอให้ทางหน่วยงานภาครัฐ นำแผนแปลนมาพิจารณาโดยเฉพาะเรื่องระบบสาธารณูปโภค เพราะเชื่อว่าลำน้ำแม่ชะเยืองที่ต้องมีการเปลี่ยนแนวทางน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นราบ และอยากทราบว่าการใช้น้ำประปาในหมู่บ้านดังกล่าวใช้น้ำจากน้ำประปาจากด้านล่างหรือดึงน้ำจากลำห้วยด้านบน เพื่อจะได้เตรียมการรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แต่ปัจจุบันยังไม่ได้รับการแจ้งมาว่าระบบสาธารณูปโภคเป็นอย่างไร
“แนวทางที่ดีที่สุดคือศาลต้องเข้าอกเข้าใจที่เราได้นำเสนอไป หากทางยังอยู่ต่อไปจะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง ศาลต้องพิจารณามอบคืนพื้นที่ให้กับกรมธนารักษ์ เพื่อดำเนินการปรับพื้นที่ให้กลับคืนสภาพเดิม”นายบรรณรส กล่าวในที่สุด
ที่ปรึกษาสมาคมอุทยานฯจ่อถามธนารักษ์หากไม่ใช่ศาลจะอนุญาตพื้นที่แบบโครงการบ้านป่าแหว่งหรือไม่ และขอให้ศาลพิจารณาคืนพื้นที่โดยดี เพื่อฟื้นศรัทธาสถาบันยุติธรรมคืนมา
นางวัฒนา วชิโรดม ที่ปรึกษาสมาคมอุทยานแห่งชาติ และ เลขาธิการเครือข่ายการจัดการวิกฤติป่าและน้ำประกอบด้วย 13 องค์กรทั่วประเทศ เปิดเผยว่า เดิมตนเป็นชาวกรุงเทพฯ แต่ตอนนี้ย้ายภูมิลำเนามาอยู่เชียงใหม่แล้วทั้งนี้ ตนเชื่อว่าแม้จะอยู่ที่ไหนก็ตามในประเทศ คนไทยทุกคนเป็นเจ้าของผืนป่าร่วมกันทั้งหมด ซึ่งเป็นสาเหตุที่ตนต้องมาในวันนี้ จึงขอฟันธง 4 ขอสั้นๆ ข้อแรกขอถามไปที่กรมธนารักษ์ ว่าหากเป็นองค์กรอื่นที่ไม่ใช้ศาล ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชน จะมาขอให้พื้นที่ป่าของกรมธนารักษ์ที่อยู่ริมดอยสุเทพ หรือที่อื่นในแบบเดียวกัน กรมธนารักษ์จะอนุญาตหรือไม่
ข้อสอง บ้านพักราชการของศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีลักษณะเหมือนรีสอร์ท ส่อเจตนาของผู้ทำโครงการนี้ การอนุมัติใช้พื้นที่ป่าดอยสุเทพ ของผู้ขอใช้พื้นที่และผู้อนุมัติใช้พื้นที่ ทำให้ประชาชนตัวเล็กๆแบบตนเองนั้น รู้สึกเสื่อมศรัทธาต่อสถาบันองค์กรที่จะต้องรักษาชาติบ้านเมือง อำนวยความยุติธรรม ท่านจะบอกว่าศาลไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจ แต่คณะกรรมการบริหารงานตุลาการเป็นผู้ขออนุมัติใช้พื้นที่ ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันศาลนั้น เป็นไปได้หรือ ฉะนั้นตนในฐานะประชาชนธรรมดา คิดว่าการสร้างบ้านพักตุลาการ ที่ทำให้ป่าดอยสุเทพ แหว่งไปอย่างน่าเกลียดนี้ ตนเชื่อว่าทำให้ประชาชนทั้งประเทศเสื่อมศรัทธา
ข้อที่ 3 ตนขอเสนอให้ทุบทิ้งทั้งหมด แล้วนำพื้นที่ดังกล่าวกลับมาเป็นป่าดังเดิม เพราะมิฉะนั้นจะเป็นตราบาป ต่อสถาบันยุติธรรมตลอดไป ซึ่งทุกคน อาจเสียดายงบประมาณที่สร้างไปแล้วหลายร้อยล้านบาท แต่ตนเชื่อว่าเทียบไม่ได้กับพื้นที่ป่าที่จะกลับมา และความน่าเลื่อมใสของสถาบันยุติธรรม ตนเองในฐานะประชาชน เจ้าของภาษีอากร ที่ทางศาลเอางบประมาณมาสร้างบ้านพักหรู ก็รู้สึกเสียดายเงินที่เสียไป แต่ก็ยอมเสีย และเชื่อว่าคนไทยทุกคนก็ยอมเสียเช่นกัน และถูกทำลายลง
ข้อที่ 4 ถึงแม้ตัวแทนศาลตุลาการไม่มาร่วมในครั้งนี้ แต่ตนเชื่อว่าท่านกำลังเฝ้าดู และฟังสิ่งที่เกิดขึ้นในเวทีแห่งนี้ จึงขอฝากไปยังผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจว่า ท่านจงอย่ากลัวเสียหน้า อย่ากลัวเสียศักดิ์ศรี ทุกคนย่อมทำผิดพลาดได้ และเมื่อตัดสินใจผิดไปแล้ว ก็ต้องแก้ไขได้ ความเป็นสุภาพบุรุษและ ความกล้าตัดสินใจที่จะเอาป่ากลับคืนมา จะทำให้สถาบันยุติธรรมได้กอบกู้ความศรัทธาของประชาชนกลับคืนมา อีกด้วย



