
ไลฟ์สตางค์-เออร์ลี่ คุณคิดดีแล้วหรือ?
ผมเห็นบางคนบ่นหนักๆ เบื่องาน เบื่อเจ้านาย อยากลาออก ปากก็พูดว่าถ้ามีแพ็กเกจเกษียณก่อนเวลา (Early) จะชิงเข้าไปหาฝ่ายบุคคล เสนอตัวเป็นคนแรก
เชื่อผมมั้ย? คนกลุ่มนี้ถึงเวลาจริงจะเกิดอาการกล้าๆ กลัวๆ รับดีไม่รับดี ไม่รู้จะเอาไงกับชีวิตแน่
แต่จะว่าไปแล้ว นโยบายนี้ไม่ได้ใช้กันพร่ำเพรื่อ จะมีก็ต่อเมื่อองค์กรต้องการเปลี่ยนน้ำใหม่
หวังให้คนอายุมากทำงานมานาน หรืออายุกลางๆ แต่ผลงานน้อยๆ ไม่โดดเด่นถอนตัวออก
แล้วเปิดทางให้คนหนุ่มรุ่นสาว มีความรู้ ไฟแรงเข้ามาทำแทน หรือไม่ก็ได้โอกาสขยับเขยื้อน โปรโมทเป็นผู้บริหารขับเคลื่อนองค์กรต่อไป
ผมเองอายุยังอีกไกล กว่าจะคิดเรื่องนี้ แต่ถ้าใครมาปรึกษา ก็จะแนะนำให้คิดง่ายๆ ตรงไปตรงมา
ดูจังหวะเวลา ต้องดูว่าตอนตัดสินใจอายุเท่าไหร่ แพ็กเกจที่นำเสนอคุ้มค่า เป็นเม็ดเงินพอกับการใช้ชีวิตช่วงที่เหลือมั้ย? เคยใช้เท่าไหร่? คำนวณดูได้ แต่ต้องไม่ลืมบวกเผื่อค่าครองชีพที่สูงขึ้นทุกปีด้วย
แต่ถ้าไม่พอ ต้องคิดอีกมุมว่า เงินที่ได้ผสมกับที่เก็บมาก่อนหน้าเอาไปเป็นทุน ทำอาชีพส่วนตัวไหวหรือเปล่า? แล้วอาชีพนั้นๆ จะทำอะไร วางแผนหรือยัง?
หรือแย่ที่สุดก็ต้องเป็นขวัญถุงให้ใช้ ประคองตัวก่อนหาอาชีพใหม่ แต่ระวังไว้นิดก็ละกัน อายุ อานามถ้ายิ่งมาก ก็ยิ่งหางานยากเป็นเรื่องธรรมดา
สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ที่หลายคนอาจลืมคิดคือภาระหนี้ก้อนใหญ่ที่มีอยู่อย่างบ้านหรือรถ ต้องดูด้วยว่าเหลือเป็นเงินก้อนโตแค่ไหน? คงไม่สนุกแน่ถ้าชีวิตหลังเกษียณยังผ่อนไม่หมด การวางมือที่ดีที่สุด น่าจะหมายถึงการปลอดหนี้ใดๆ ด้วย
ถึงพร้อมด้านจิตใจ คนเคยทำงานมาตลอด อยู่ดีๆ ต้องหยุด แล้วตื่นขึ้นมาแบบไม่ต้องทำอะไร อาทิตย์แรกๆ ก็ดีอยู่หรอก พอสักพักจะเริ่มเคว้ง ต้องอยู่แบบต่อสู้กับความเหงา หลายคนเริ่มทนไม่ได้ เบื่อ เซ็ง หนักเข้าจะกลายเป็นสุขภาพจิตเสีย ชีวิตที่คิดว่าจะสุข กลับกลายไปเป็นทุกข์อีกต่างหาก การเตรียมปรับวิธีคิด และสร้างภูมิคุ้มกันด้านจิตใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ เลี่ยงไม่ได้ กายพร้อม ใจก็ต้องพร้อมด้วย จะทดลองใช้วันพักร้อนหยุดยาวๆ น่าจะพอช่วยได้ จะได้วัดให้รู้ว่าเอาเข้าจริง จะทนได้แค่ไหน ถ้ายังไม่พร้อม แผนเออร์ลี่อาจต้องล้มเลิกไปก่อน
แผนรับมือล่วงหน้า เมื่อปรับใจได้แล้ว ผมว่าแผนปฏิบัติในชีวิตที่เหลือก็สำคัญ น่าจะต้องมีไว้คร่าวๆ เพราะช่วยระงับความฟุ้งซ่านได้ หลายคนตั้งใจจะเลี้ยงหลาน ปลูกต้นไม้ ออกกำลังกาย เป็นงานอดิเรก หรือไม่ก็เข้าวัด ฟังธรรม ช่วยงานสาธารณกุศล ผมว่าดีออก เป็นประโยชน์ด้วย
หรือไม่ก็ดีไซน์ชีวิตที่เหลือต่อยอดความฝันที่มีมาตั้งแต่วัยเด็กก็เข้าท่าอีกแบบ ถ้าเคยฝันอยากเรียนดนตรี วาดภาพ ศิลปะ ถ้าไม่แพงนัก มีเงินพอไหว ก็ไปเรียนซะ ไม่ผิดอะไร ลุยให้เต็มที่
การเงินเข้มแข็ง เมื่อไม่มีงานแล้ว เงินที่เหลือก็ต้องใช้อย่างระวัง เคยฟุ่มเฟือยเท่าไหร่ ถ้าจำเป็น ก็ให้ลดลง ต้องปิดก๊อกการเงินให้สนิท ไม่ให้มีรอยร้าว หรือรูรั่ว และหมั่นตรวจสุขภาพการเงินเป็นประจำ
ต้องอย่าลืมด้วยว่า เมื่ออายุเพิ่มขึ้น โรคภัยไข้เจ็บก็จะเป็นเพื่อนที่มาเยือนแบบไม่รู้ตัวเช่นกัน ยิ่งบางโรคก็แพงแสนแพง ถ้าไม่มีประกันเลย จะลำบากหนัก
เอาจริงๆ ผมอยากให้ทำตัวให้เบาเข้าไว้ เบาจากกิเลส และของหรูหรารอบตัวให้หมด เดินชีวิต อย่างสมถะ เตรียมพร้อมรับความตายที่จะเดินเข้ามาอย่างมีสติดีกว่า
ส่วนตัว ผมอยากฝากถึงองค์กรที่คิดจะทำแผนเออร์ลี่ด้วย อย่าดูแค่เม็ดเงินอย่างเดียว คนที่จะตัดสินใจคิดมากกว่านี้ สิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาล ให้ต่อได้มั้ย?
หรือจะให้คำปรึกษาด้านอาชีพ การใช้ชีวิต เพื่อให้อยู่ได้อย่างมีความสุขหลังเกษียณก็จะดีมาก
เพราะในสายตาผม การทำแผนเออร์ลี่ โดยพนักงานยังคงรู้สึกดีกับองค์กร เป็นเรื่องยาก
แต่ก็ท้าทาย ไม่ใช่หรือครับ?
ชัยพล กฤตยาวาณิชย์
[email protected]



