
จับตาช่วง'พายุขาขึ้น'ถล่มภาคใต้
สถานการณ์น้ำท่วมจากอิทธิพลของปลายหางพายุกิสนา ที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน-2 ตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้เกิดฝนตกเป็นบริเวณกว้างทั่วประเทศไทย ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสูงขึ้นและมีน้ำป่าไหลหลาก เข้าท่วมพื้นที่ทางการเกษตรและชุมชนในพื้นที่ประ
แม้ว่าอิทธิพลของพายุกิสนาจะอ่อนลงจนเกือบคลี่คลาย ทว่ายังมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านต้องเผชิญกับปัญหาน้ำล้นตลิ่ง จากน้ำเหนือไหลบ่าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบกับต้องเผชิญหน้ากับน้ำทะเลหนุน ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อราษฎรที่ตั้งบ้านเรือนอยู่พื้นที่ลุ่มน้ำท่วมซ้ำซาก หากเขื่อนต่างๆ ยังระบายน้ำออกอย่างต่อเนื่องก็เหมือนกับไปซ้ำเติมชาวบ้านริมน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ดี ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัยและฝึกอบรม การเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยช่วงนี้ว่า ขณะนี้กำลังเข้าสู่ช่วงฤดูพายุขาขึ้น ซึ่งเป็นวงรอบของการเกิดพายุทุกๆ 30 ปี ทั้งนี้เมื่อ 5-6 ปีก่อนอยู่ในช่วงพายุขาลง แต่ตอนนี้เข้าสู่ช่วงพายุขาขึ้นแล้ว จึงทำให้ภูมิภาคนี้เกิดพายุมากขึ้น แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติของการเกิดพายุ และไม่สอดคล้องกับสภาวะโลกร้อน
"ถ้าอยู่ในสภาวะโลกร้อน การเกิดพายุในภูมิภาคเราจะน้อยลง โดยพายุจะเคลื่อนตัวไปเกิดที่จีนหรือญี่ปุ่นมากขึ้น แต่ปีนี้ก็ควรจับตาพายุที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน อาจเกิดพายุทางภาคใต้ ซึ่งจะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ทั้งปัญหาโคลนถล่ม ดินถล่ม มากกว่าพายุที่เคลื่อนตัวเข้าภาคเหนือหรืออีสาน" ดร.อานนท์ ระบุ
ด้านเจ้าหน้าที่จากศูนย์นิรภัย (สายด่วน 1784) ส่วนปฏิบัติการ ศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย กรมป้องกันสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมจากพายุฝน ขณะนี้ได้คลี่คลายลงไปมากแล้ว และกรมอุตุนิยมวิทยาก็รายงานถึงสภาพอากาศประเทศไทยจะมีฝนตกน้อยลง ปัญหาน้ำท่วมขณะนี้จึงเป็นเพียงปัญหาน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและปัญหาน้ำทะเลหนุนเท่านั้น ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากใน จ.พระนครศรีอยุธยา และหากเขื่อนต่างๆ ยังระบายน้ำออกจากเขื่อนต่อไป อาจจะเป็นการซ้ำเติมชาวบ้านได้
ขณะที่ "อนุชา โมกขะเวส" อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย บอกว่า ได้กำชับให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 1 ปทุมธานี เขต 2 สุพรรณบุรี เขต 3 ปราจีนบุรี และจ.ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง ปทุมธานี นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น พร้อมจัดเจ้าหน้าที่อยู่เวรเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานงานกับจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากเกิดสถานการณ์รุนแรงขึ้นในจังหวัดใดให้ศูนย์ ปภ.เขตที่รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดนั้น จัดเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องจักรเข้าสนับสนุนทันที พร้อมทั้งรายงานผลการปฏิบัติให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทราบทุกระยะ จนกว่าสถานการณ์จะสิ้นสุด
ปัญหาน้ำล้นตลิ่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงว่าจะเกิดปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ นั้น "สัญญา ชีนิมิตร" รองผู้อำนวยการสำนักระบายน้ำ กทม.บอกว่า กทม.เตรียมแผนรับมือไว้เรียบร้อย ด้วยการทำแนวกั้นสูง 2.5 เมตร 93 จุด ระยะทาง 4-5 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม เกิดน้ำทะเลหนุนสูงสุดยังมีระดับน้ำเพียง 1.75 เมตรเท่านั้น แต่ก็ยังไม่ประมาทในการเฝ้าระวังปัญหาน้ำทะเลหนุนอีกรอบในวันที่ 20 ตุลาคมนี้
ส่วนปัญหาเขื่อนต่างๆ ระบายน้ำอาจทำให้เกิดน้ำท่วมกรุงเทพฯ ได้นั้น รองผู้อำนวยการสำนักระบายน้ำ บอกว่า ไม่น่ากังวลเพราะมีการประชุมร่วมกันหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแบบบูรณาการ แต่ละหน่วยงานมีแผนการบริหารจัดการน้ำ เช่น เขื่อนจะผันน้ำไปไว้ที่ไหนได้บ้าง เขามีแผนรองรับไว้หมดแล้ว และมีการประชุมร่วมกันตลอด ขณะนี้ไม่น่ากังวลเนื่องจากเขื่อนต่างๆ มีน้ำอยู่ในเขื่อน 60 เปอร์เซ็นต์ ยังรองรับได้อีกหากเกิดฝนตกลงมา
"ตอนนี้น้ำยังไม่ท่วมพื้นที่กรุงเทพฯ มีน้ำท่วมเพียงบางส่วนในพื้นที่เขื่อนกั้น ซึ่ง กทม.เตรียมพร้อมมาตรการป้องกันน้ำท่วมอย่างดีแล้ว ไม่น่ากังวลแต่ก็ประมาทไม่ได้" สัญญา กล่าว



