
"เอไอเอส - ทรูฯ" พร้อมใจร่อนหนังสือแจงขอผ่อนไลเซ่นส์900
"เอไอเอส - ทรูฯ" พร้อมใจร่อนหนังสือแจงขอผ่อนไลเซ่นส์900
“เอไอเอส - ทรูฯ” พร้อมใจร่อนหนังสือ ชี้แจงกรณีขอยืดชำระค่าไลเซ่นส์ 4 จี งวดสุดท้ายออกไปอีก 5 ปี วงเงินรวมกว่า 1.2 แสนล้าน หลังปิดปากเงียบ แจงไม่ได้ทำให้รัฐเสียหาย พร้อมจ่ายดอกเบี้ย ไม่ได้ลดค่างวด อีกทั้งมีแบงก์การันตีเต็มจำนวนไว้กับกสทช. หนุนลงทุนเทคโนโลยี 5 จี ระบุควรได้รับความช่วยเหลือรัฐหลักการเดียวกับทีวีดิจิทัล เหตุเป็นผู้ได้รับใบอนุญาติจากกาประมูลคลื่นเช่นกัน
เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามอง กรณี 2 ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ “เอไอเอส” และ “ทรูมูฟ” ผู้ชนะการประมูลใบอนุญาตคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไปก่อนหน้านี้
แต่เมื่อปลายปี 2560 ที่ผ่านมา ผู้บริหารของทั้งสองราย กลับยื่นหนังสือไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้พิจารณาผ่อนผันการชำระค่างวดซึ่งทั้ง 2 บริษัท คือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ในเครือไอเอไอส และ บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (ทียูซี) ในเครือทรูฯ ได้ขอให้พิจารณาขยายระยะเวลา การจ่ายออกไป
โดยทั้ง 2 บริษัท ได้ทยอยจ่ายค่าประมูลมาแล้ว 2 งวด คือ งวดแรก จำนวน 8,040 ล้านบาท งวดที่สอง จำนวน 4,020 ล้านบาท ส่วนงวด ที่สาม จำนวน 4,020 ล้านบาท จะครบกำหนดชำระในปี 2561 ซึ่งบริษัทดังกล่าวขอให้ขยายระยะเวลาการชำระงวดสุดท้าย ออกไปเป็น 5 งวด รวมทั้งหมดเป็น 8 งวดคิดเป็นงวดละ 13,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยทั้งนี้ ทียูซีชนะการประมูลที่ราคา 76,298 ล้านบาท ต้องจ่ายงวดสุดท้ายจำนวน 60,218 ล้านบาท ขณะที่ เอดับบลิวเอ็น ชนะประมูล ในราคา 75,654 ล้านบาท ต้องจ่าย 59,574 ล้านบาท
จากเดิมที่คสช.โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะพิจารณาเรื่องนี้แต่กลับต้องเบรกกะทันหันเนื่องจากนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) แสดงความคิดเห็นว่า หากคสช. จะยินยอมให้เอไอเอส และทรู เปลี่ยนการจ่ายค่าประมูลงวดสุดท้ายรวดเดียวกลายเป็นการทยอยจ่ายใน 5 ปี จึงเป็นการยกประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการ ทั้งสอง โดยแม้จะให้มีการจ่ายดอกเบี้ย แต่ดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายกันนั้นก็ต่ำมากคือ 1.5% ต่อปี ทั้งที่ตามเงื่อนไขการประมูล การจ่ายค่าประมูลล่าช้านั้น ต้องคิดดอกเบี้ยถึง 15% ต่อปี ส่วนต่างดอกเบี้ยนี้เองที่เป็นผลประโยชน์มากมายมหาศาลหรือรวมกันเกือบ 3 หมื่นล้านบาท
โดยในฟากของนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. ก็มีแนวทางไปคนละด้าน โดยข้อมูลที่ สำนักงาน กสทช.จัดทำขึ้นเป็นการตั้งสมมติฐานในหลายกรณี โดยกรณี คสช.ไม่ออกคำสั่งให้ขยายระยะเวลาการชำระเงินค่างวดคลื่น900 งวดที่4ในปี2563จะทำให้เอไอเอส และทรูมูฟ สามารถเข้าประมูลคลื่นในปีนี้ได้ เนื่องจากทั้ง2ราย มีหนี้จากการกู้เงินธนาคารพาณิชย์รวมกว่า 120,000 ล้านบาทและกรณีไม่มีการประมูล และ คสช.ไม่ออกคำสั่งให้ขยายระยะเวลาชำระค่างวด รัฐจะมีรายได้ปี2561-2567 จำนวน 166,991.16 ล้านบาท
ส่วนกรณี คสช.ออกคำสั่งให้ขยายระยะเวลาการชำระเงินค่างวดคลื่น900 งวดที่4ในปี2563ออกไปอีก5ปี จนถึงปี2567โดยคิดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปัจจุบันอยู่ที่1.5%รัฐจะรายได้ดอกเบี้ย รวมทั้งสิ้น3,593.76ล้านบาท และเมื่อขยายระยะเวลาการชำระเงินค่างวดดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงที่ 2 บริษัท จะกลับมาเข้าร่วมประมูล โดยกรณีออกใบอนุญาต 3 ใบ รัฐจะมีรายได้ปี 2561-2567จำนวน 291,314.20 ล้านบาทและกรณีออกใบอนุญาต2ใบ รัฐจะมีรายได้ปี2561-2567จำนวน 251,154.96 ล้านบาท
จนสุดท้ายเมื่อไม่มีข้อยุติ นายวิษณุจึงได้เรียกนายสมเกียรติ และนายฐากรเข้าหารือร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย เพื่อยุติความขัดแย้งดังกล่าวในวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่แล้วการเจรจากลับล้มไม่เป็นท่าซึ่งไม่รู้แน่ชัดว่าจริงๆเกิดจากฝ่ายใด เป็นคนยกเลิกกันแน่
“ฐากร”จวกค่ายมือถือทำนิ่ง
นายฐากร กล่าวเพียงว่า ตนยังไม่ขอแสดงความคิดเห็นอะไรในขณะนี้ ที่ผ่านมาได้ทำข้อสรุปเสนอนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีไปหมดแล้ว ในขั้นต่อไปจึงอยู่ที่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะพิจารณาว่าควรจะมีมาตรการช่วยเหลือหรือไม่อย่างไร สื่อมวลชนควรไปถามผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลบ้างเพราะน่าจะให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงถึงความจำเป็นที่โอเปอเรเตอร์ต้องการความช่วยเหลือและน่าจะอธิบายให้สาธารณะเข้าใจได้ดีกว่ากสทช. และไม่เข้าใจว่าโอเปอเรเตอร์เป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงทำไมถึงไม่ออกมาทำอะไรบ้าง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ผ่านมา 2 ค่ายมือถือดังกล่าวปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในเรื่องนี้มาโดยตลอด
ทรูมูฟเอชร่ายเอกสารชี้แจง
ล่าสุดวานนี้(6 เม.ย.) บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ส่งเอกสารชี้แจงเรื่องดังกล่าว โดยระบุชื่อ นายสฤษดิ์ จิณสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ชี้แจงว่า มาตรการผ่อนผันที่เสนอไปเพียงพอที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการโทรคมนาคม เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัล ซึ่งผู้ประกอบการทั้ง 2 อุตสาหกรรมเป็นผู้ที่ได้ใบอนุญาตจากการประมูลคลื่นความถี่จากกสทช. เช่นเดียวกัน จึงควรได้รับการพิจารณาในหลักการเดียวกัน
สำหรับการยื่นขอพิจารณาผ่อนผันการชำระค่างวดเงินประมูลดังกล่าว ขอชี้แจงว่าไม่ได้เป็นการขอลดจำนวนเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ที่ต้องชำระให้แก่รัฐแต่อย่างใด แต่เป็นการขอความช่วยเหลือเพื่อขยายจำนวนงวดชำระงวดสุดท้าย และพร้อมที่จะชำระดอกเบี้ยนโยบายที่รัฐกำหนด ซึ่งไม่ได้ทำให้รัฐเสียประโยชน์ ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ กสทช.กำหนดไว้เดิม โดยได้มีหลักประกันธนาคารให้แก่กสทช. ครบถ้วนตามมูลค่าคลื่นที่ต้องชำระ
ดังนั้นการขอแบ่งชำระของบริษัท จึงไม่ได้เป็นการผิดนัดการชำระ จนต้องคำนวณเป็นอัตราดอกเบี้ยค่าปรับ (15%)หรือทำให้รัฐเสียประโยชน์จากการผิดนัด นอกจากนี้ หากบริษัทต้องกู้ยืมเงินเพื่อมาชำระค่าคลื่นดังกล่าว ภาระทางการเงินในส่วนดอกเบี้ยจากการกู้เงิน จะอยู่ประมาณ 3-4% ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (1.5%) ไม่ได้เป็นตัวเลขความเสียหายของรัฐจำนวนสูงตามที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด
ยืดชำระมีเงินลงทุน 5จี
นายสฤษดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากคสช. มีข้อสรุปไม่ให้ขยายระยะเวลาการชำระค่างวดเงินประมูลคลื่นความถี่ บริษัท ฯ ก็เคารพในการตัดสินใจของ คสช. แต่หาก คสช. มีข้อสรุปให้ผ่อนผันการชำระหนี้พร้อมเงื่อนไขจ่ายดอกเบี้ยให้กับรัฐด้วยนั้น ก็จะทำให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคม มีกระแสเงินสดหมุนเวียนเพิ่มขึ้นในการลงทุนขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและการลงทุนด้านเทคโนโลยี 5จี และอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที)ที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมได้อย่างต่อเนื่อง อันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและการพัฒนาประเทศในอนาคตต่อไป
เอไอเอสย้ำรัฐไม่เสียประโยชน์
นายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร เอดับบลิวเอ็น กล่าวว่า ตามที่ผู้ประกอบการโทรคมนาคมผู้ได้รับใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 MHz ได้ยื่นหนังสือถึงคสช.ขอพิจารณาผ่อนผันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz งวดที่ 4 ในปี 2563 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายออกไปเป็น 7 งวด และยกเว้นการเรียกเก็บดอกเบี้ยจากการผ่อนผันชำระเงินดังกล่าวด้วย ตั้งแต่เดือนก.ย. 2560 ซึ่ง คสช.ได้ส่งให้ กสทช. พิจารณาเหตุผลและความจำเป็นต่ออุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน และกสทช. ได้พิจารณาเสนอกลับไปยัง คสช. ให้ขยายออกไปเพียง 5 งวด พร้อมให้ชำระดอกเบี้ยนโยบายซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยกลางที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ประมาณ 1.5%)นั้น
นับว่าเป็นข้อเสนอมาตรการผ่อนผันที่เพียงพอที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการโทรคมนาคม เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัล ที่ได้รับการพิจารณามาตรการผ่อนผันการชำระเงินประมูลทีวีดิจิทัลเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2559 ซึ่งผู้ประกอบการ ทั้ง 2 อุตสาหกรรมเป็นผู้ที่ได้ใบอนุญาตจากการประมูลคลื่นความถี่จากกสทช. เช่นเดียวกัน จึงควรได้รับการพิจารณาในหลักการเดียวกัน
ทั้งนี้การยื่นขอพิจารณาการผ่อนผันการชำระค่างวดเงินประมูลงวดที่ 4 ทางบริษัทฯขอชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นการขอลดจำนวนเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ที่ต้องชำระให้แก่ภาครัฐแต่อย่างใด แต่เป็นการขอความช่วยเหลือเพื่อขยายจำนวนงวดชำระงวดสุดท้ายเท่านั้น และบริษัทฯพร้อมที่จะชำระดอกเบี้ยตามที่รัฐได้กำหนดขึ้น ซึ่งไม่ได้ทำให้รัฐ และประชาชนเสียประโยชน์แต่อย่างใด
ขณะเดียวกันบริษัทฯยังคงปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กสทช.กำหนดไว้เดิม โดยได้มีหลักประกันธนาคารให้แก่กสทช.ครบถ้วนตามมูลค่าคลื่นที่ต้องชำระ ดังนั้น การแบ่งชำระของบริษัทฯจึงไม่ได้เป็นการผิดนัดการชำระ จนต้องคำนวนเป็นอัตราดอกเบี้ยค่าปรับ (15%) หรือทำให้รัฐเสียประโยชน์จากการผิดนัด
ที่มา:กรุงเทพธุรกิจ



